Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 451 - เรื่องราว
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 451 - เรื่องราว
บทที่ 451 – เรื่องราว
หลังจากฟังสิ่งที่เมแกนแนะนํา เจ่าไห่ก็มีความคิดเกี่ยวกับคนของตระกูลแคลซี อาจจะบอกพวกเขาเหล่านั้นดีมากๆ เพราะพวกเขามีความสามารถของตัวเองแต่ละคน ยกเว้นจุเหวิน พวกเขาแต่ละคนมีความสามารถของตัวเขาเอง
คนโตของตระกูลเป็นหัวหน้าของกลุ่มนักเวทย์แห่งความมืดสถานะของเขาที่อยู่ในกลุ่มนั้นสูงมาก
คนที่สองของตระกูลก็คือสมิทคนที่ดูแลกระเป๋าเงินของตระกูล แม้ว่าตระกูลแคลซีจะมีเมืองอยู่หลายแห่ง แต่เมืองที่ทําเงินให้พวกเขาได้มากที่สุดก็คือเมืองสกาย เนื่องจากเงินที่สมิทหามาให้แก่ตระกูลมันก็เลยทําให้เขาเป็นคนที่มีฐานะสูงในตระกูล
คนที่สามของตระกูลก็คือดาเรียล เขาเป็นคนที่ชอบในการเพาะปลูกเขาเป็นคนที่ไม่ได้อยากที่จะเป็นผู้เฒ่าของตระกูลเลย ในความคิดของเขาตําแหน่งของผู้เฒ่าเป็นเพียงสิ่งที่จะขัดขวางความก้าวหน้าของเขา แต่เขาก็เป็นคนที่ฝนฝึกมาตั้งแต่ยังเด็กตอนนี้เขาเป็นเทพผู้มีพลังระดับ 8 และเขาก็อาจจะไปถึงระดับที่ 9 ได้ภายในวันเดียว
คนที่สี่ของตระกูลชื่อไมค์เป็นผู้ส่งข่าวของตระกูลแคลซี เขาเป็นนักพูดที่เก่งมาก สิ่งที่เขาทําเพื่อตระกูลแคลซีก็ไม่ใช่เรื่องเล็กเหมือนกัน หากไม่ได้สิ่งที่เขาทําตระกูลจะไม่อาจสร้างความ สัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลอื่นได้เลย และพวกเขาอาจจะถูกกิลแห่งความสว่างทําลายไปแล้วก็ได้
พวกเขาทุกคนมีความสําคัญมากกับตระกูลแคลซี แม้ว่าดาเรียลจะไม่ได้ทําหน้าที่ของตระกูล แต่เขาก็เป็นคนที่ใกล้ที่สุดที่จะได้เป็นเทพผู้มีพลังระดับ 9 ตราบใดที่ความแข็งแกร่งของเขาอยู่ ในระดับที่ 9 แรนดอล์ฟก็สามารถที่จะนั่งอย่างสบายใจในตําแหน่งของผู้เฒ่าจะไม่มีใครกล้าที่จะต่อต้านเขา
เมแกนพูดกับเจ่าไห่เสร็จแล้ว คนรับใช้คนหนึ่งที่มาพร้อมกับคําพูดของสมทบอกว่าทุกอย่างพร้อมแล้ว เจ่าไห่พยักหน้าและเดินไปที่ห้องอาหาร ลอร่ากับคนอื่นๆ ไม่ได้มากับพวกเขา แต่ลอร่ากับคนอื่นๆ ก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร พวกเขารู้ว่าเจ่าไห่ไม่อยากไป แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น
เจ่าไห่และเมแกนเดินไปยังทางเดินหลักเพื่อมุ่งหน้าไปยังห้องนั่งเล่นของสมิท เมื่อเข้าไป แล้วเจ่าไห่ไม่เห็นมีใครอยู่ในนั้นเขาก็ทักทายสมิทและภรรยาของเขา สมทบอีก เจ่าไห่ในนั่งลง และเขาก็พูดทันที่ว่า “นี่เป็นงานเลี้ยงตระกูลของได้ขอให้คริสแดนและดียาเชิญลุงของพวกเขามา พวกเขาน่าจะมาถึงเร็วๆนี้”
เจ่าไห่ไม่ได้คัดค้านอะไรเพราะเขาเป็นรุ่นน้องของปีเตอร์และคนอื่นๆ ดังนั้นในงานเลี้ยงวันนี้ มันเหมาะสําหรับเขาที่จะมาถึงเร็วกว่าคนอื่นที่มีอายุมากกว่า
ตอนนี้เขาสามารถได้รับการยกย่องจากแรนดอล์ฟดังนั้นก็น่าจะมีกฏที่ต้องทําตามโดยเฉพาะ ในช่วงมื้ออาหาร แม้ว่าเขาจะไม่จําเป็นต้องทําตามอย่างเคร่งครัดเหมือนคนอื่นๆ แต่เขาก็ควรที่จะเคารพกฎของพวกเขา
ตามปกติแล้วก็ยังมีข้อยกเว้น หากเขาจะต้องเจอกับจูเหวินแน่นอนว่าเขาจะไม่ทําตามกฏของตระกูล ถ้าเขาให้เขาให้ความเคารพแก่เจ่าไห่ เจ่าไห่ก็จะให้ความเคารพคนๆนั้นเช่นกันนี่เป็นหลักของเจ่าไห่
ไม่นานนักก็มีเสียงของคนรับใช้ดังขึ้นว่า “นายน้อยคนที่หนึ่ง คนที่สามและที่สมาถึงแล้ว” เมื่อเสียงจบลงทั้งสามคนก็เดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น
เจ่าไห่กับสมทลุกขึ้นยืนทําความเคารพพวกเขาทันที เจ่าไห่มองพวกเขาทั้งสามที่อยู่ตรงหน้าของเขา คนตรงกลางเป็นคนที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนคนทั่วไปไม่ได้มีอะไรพิเศษ นอกจากนั้นเขา จะหน้าเหมือนกับสมิทมากๆ เขาน่าจะเป็นปีเตอร์
คนที่อยู่ทางด้านซ้ายของปีเตอร์สวมเสื้อคลุมเวทย์ เสื้อคลุมเวทย์นี้เป็นชุดเก่าแก่ของนักเวทย์แห่งความมืด มันดูน่าแปลกใจมากๆ คนๆนั้นผอมมากแต่ก็ยังเห็นไขมันอยู่ในตัวของเขา เขามีผิวที่ขาวและดูเหมือนจะเป็นคนป่วย ชายคนนี้น่าจะเป็นดาเรียล
ด้านขวาของปีเตอร์เป็นชายที่สวมเสื้อดูดีมากๆ แม้ว่าเขาจะดูอ้วนเขาก็ไม่ได้ตัวใหญ่เลย แต่ถ้าเปรียบเทียบเขากับทั้งปีเตอร์และลาเรียลก็จะเห็นได้ชัดว่าเขาดูอ้วนอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าเขาจะมีหนักมากกว่าเขาก็ไม่ได้ดูน่าเกลียดเลย เขามีสีผิวที่เป็นธรรมชาติมากเขามีรอยยิ้มบนใบหน้าของเขา ชายคนนี้น่าจะคือไมค์
สมิทเดินไปข้างหน้าทันทีและทาความเคารพก่อนที่จะพูดว่า “พี่ชาย” จากนั้นเขาก็หันหน้าไปหาอีกสองคนพูดว่า “พี่ชาย” คนที่สามและพี่ชายที่สี่ท่านก็มาด้วย
เจ่าไห่ก็เดินไปข้างหน้าและทําความเคารพ เมื่อเจ่าไห่อยู่ในห้องเขาก็เห็นทั้งสามคนเหมือนกัน แต่เนื่องจากเจ่าไห่เป็นคนที่เพิ่งมาใหม่เขาถึงไม่ค่อยจะรู้จักชื่อของพวกเขา
ปีเตอร์มองไปที่เท่าไห่และเมื่อเขาเห็นเจ่าไห่ทําความเคารพเขา เขาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มและพูดว่า “เจ่าไห่ ข้าได้ยินความดีของเจ้ามามาก เจ้ามีพื้นฐานที่ดีมากๆ เลย”
เจ่าไห่ตอบกลับทันทีว่า “ข้าไม่กล้ารับคําชมนี้ได้หรอก ข้าไม่ได้เป็นคนดีอะไรขนาดนั้น”
ปีเตอร์หัวเราะ จากนั้นเขาก็ตีไปที่ไหล่ของเจ่าไห่และไม่ได้พูดอะไรต่อ ในตอนนี้ดาเรียลก็พูดขึ้นมาว่า “เจ่าไห่ เจ้ามีทหารเป็นซอมบี้จริงๆ ใช่หรือไม่?”
เจ่าไห่รู้อยู่แล้วว่าดาเรียลเป็นคนที่คลั่งไคล้การเพาะปลูกดังนั้นเขาจึงไม่แปลกใจที่สิ่งแรกที่เขาจะพูดจะเป็นเช่นนั้น ดังนั้นเจ่าไห่ก็เลยคอบกลับทันทีว่า “ข้าบอกได้ว่าข้าแค่เคยมีเพราะว่าข้าได้ช่วยเหลือชนเผ่าเฮคัสไว้ และข้าเองก็ได้รับซอมบี้ที่เป็นเหล่าศัตรูของพวกเขา”
ดาเรียลบอกกับเจ่าไห่ว่า “ปล่อยออกมาให้ข้าดูหน่อย”
เจ่าไห่มองด้วยความอีกอันใจเขาหันไปหาสมิท เมื่อสมิทเห็นเช่นนั้นเขาก็พูดว่า “เอาให้พี่ชายที่สามดูเถิด เขาเป็นคนที่ชอบดูสิ่งเหล่านี้” เจ่าไห่พยักหน้าจากนั้นด้วยโบกมือของเขา และเหล่าทหารซอมบี้ก็ออกมา
ดาเรียลยืนอยู่ตรงหน้าเหล่าซอมบี้และมองดูพวกมัน ตอนนี้เหล่าซอมบี้มีรูปร่างเป็นโครงกระดูกไปหมดแล้ว หลังจากที่ดาเรียลมองโครงกระดูกแล้ว เขาก็เคาะกระดูกด้วยมือของเขา จากนั้นสีหน้าของเขาก็ดูตกใจมาก เขาหันหน้าไปหาเจ่าไห่และพูดว่า “นี่คือซอมบี่ระดับสูงใช่ไหม?”
เจ่าไห่รู้ว่าเขาไม่สามารถซ่อนความจริงถึงระดับของซอมบี้ได้กับดาเรียล ดังนั้นเขาจึงไม่เก็บ มันในขณะที่เขาพยักหน้าและพูดว่า “พวกเขาสามารถแปลกร่างเป็นซอมบี้ได้ จากนั้นเขาก็ถือไม้ เท่าภูติของเขาก่อนที่เหล่าโครงกระดูกของเจ่าไห่จะกลายเป็นซอมบี้ ไม่เพียงแค่ดาเรียลเท่านั้นที่สนใจเรื่องนี้มาปีเตอร์และคนอื่นๆก็รู้สึกประหลาดใจมากเช่นกัน
สิ่งที่พวกเขาเห็นนั้นแตกต่างจากซอมบี้ทั่วไปมาก มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ปีเตอร์และคนอื่นๆจะรู้สึกแปลกใจมากขนาดนั้น พวกเขาศึกษาพลังเวทย์ตั้งแต่ยังเด็ก พวกเขาจึงคุ้นเคยกับเวทย์แห่งความมืดมาก อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่เคยได้ยินหรืออ่านเกี่ยวกับพลังเวทย์แห่งความมืดที่สามารถแปลงร่างของโครงกระดูกให้กลายเป็นซอมบี้ได้
เราต้องรู้ว่าในระบบของนักเวทย์แห่งความมืดนั้น รูปร่างของโครงกระดูกและซอมบี้นั้นต่างกันมาก โครงกระดูกนั้นจะมีระดับของมันเอง และเขาก็ไม่เคยเห็นว่าโครงกระดูกจะสามารถเป็นซอมบี้ได้และซอมบี้จะเป็นโครงกระดูกได้
ดาเรียลศึกษามาเป็นเวลานานและถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน สมิทก็เป็นคนที่ที่รู้ตัวก่อน เขารู้ว่าเขาไม่สามารถทําให้ดาเรียลมองซอมบี้เหล่านี้ได้อีกต่อไป ไม่งั้นอาหารเย็นของวันนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นแน่นอน
สมิทหันไปหาเจ่าไห่และพูดว่า “เจ่าไห่เก็บไว้ก่อนแล้วเราจะเข้าไปคุยกันข้างใน” เจ่าไห่พยักหน้าาแล้วก็เก็บซอมบี้ไป แล้วดาเรียลต้องการที่จะดูซอมบี้ของเจ่าไห่อีก แต่เขาก็ถูกห้ามโดยสมิทจากนั้นพวกเขาก็ไปในห้องและนั่งลง
หลังจากที่พวกเขานั่งลงสมิทหันไปหาเจ่าไห่และพูดว่า “เจ่าไห่ นั่นคืออะไรทําไมเจ้าถึงมีไม่เหมือนผู้อื่นเลย”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้าไม่รู้นี่อาจจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับเวทย์ของข้า” จากนั้นเขาก็แสดงให้พลังของเขา เมื่อมาถึงตอนนี้ซอมบี้ของเจ่าไห่ก็กลับเป็นเหมือนเดิม
เจ่าไห่สั่งให้ซอมบี้ของเขาเดินไปหาดาเรียล ในขณะที่เขาพูดว่า “ข้าได้รับไม้เท้าจากแดนทมิฬเมื่อข้าได้ดื่มน้ําแห่งชีวิตเข้าไป ตอนนี้ข้าหมดแรงจนไม่อาจเดินได้ถึงแม้ว่าข้าอยากที่จะวิ่งไปที่บึงซากศพและฆ่าตัวตาย และเมื่อข้าไปถึงที่ทิ้งซากศพได้ข้าก็ไดเห็นไม้เท้าและข้าก็อยากรู้ว่ามันขึ้นอะไร เมื่อปากของกระโหลกที่อยู่บนไม้เท้าข้าก็เอานิ้วเข้าไปใส่และมันทําให้ข้าได้รับพิษ จากนั้นแห่งชีวิต สิ่งสําคัญที่สุดคือมันเป็นตํานําที่มากสําหรับการ่ายเวทย์เมื่อข้าใช้เวทย์แห่งความมืดโดยไม้เท้ามันก็ทําให้ข้าได้ใช้พลังมากขึ้นและมันก็ทําให้ซอมบี้เพิ่มระดับได้ด้วย นอกจากนี้ มันยังมีความสามารถเพิ่มขึ้นอีกด้วย เพื่อแปลงซอมบี้ให้เป็นอีกร่างนึ่ง สิ่งที่ดีเกี่ยวกับไม้เท้าก็คือมันเป็นของข้า ไม้เท้านี้ลึกลับมากแม้ว่าข้าจะไม่ทราบที่มาของมันก็ตาม”
เจ่าไห่ได้เตรียมข้อแก้ตัวนี้ไว้แล้ว ไม่มีใครสามารถรู้เรื่องราวของเขาเนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่กรีนและคนอื่นๆ จะทรยศเขา
เมื่อเขาได้ยินเจ่าไห่พูด ดาเรียลก็อดไม่ได้ที่จะลองขออีกครั้ง แต่น่าเสียดายที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม้เท้าดูเหมือนไม้เท้าธรรมดาเมื่อมันอยู่ในมือของดาเรียล
เรื่องนี้เองก็ทําให้สิ่งที่เจ่าไห่พูดมันทําให้พวกเขาทั้งหมดเชื่อ เพราะว่าทิ้งซากศพนั้นเป็นสถานที่ที่ลึกลับมากๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาจํานวนเทพผู้มีพลังระดับ 9 ที่ตายในนั้นมีมากมายหลายคนเลย ไม่มีใครสามารถรู้ได้ถึงการอยู่รอดของพวกเขา แต่ใครจะรู้ว่าเจ่าไห่จะหาสมบัติได้ จากที่นั่นจริงๆ ทุกคนถอนหายใจเมื่อคิดถึงความโชคดีของเจ่าไห่ พวกเขาไม่ได้สงสัยเจ่าไห่ แม้แต่น้อยพวกเขารู้ว่าตระกูลบูดาถูกย้ายไปที่แดนทมิฬทุกคนรู้ดี นอกเหนือจากแดนทมิฬสมิท และคนอื่นๆก็ไม่สามารถนึกถึงสถานที่อื่นๆที่เจ่าไห่จะได้รับความแข็งแกร่งของเขาได้เลย
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ บ้าย…บาย