Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 449 - ไม่สนใจ
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 449 - ไม่สนใจ
บทที่ 449 – ไม่สนใจ
เมื่อรถม้าหยุดแล้ว เจ่าไห่ก็หายใจเข้าก่อนที่เขาจะปล่อยลมหายใจออกมา เจ่าไห่เป็นคนที่ไม่ชอบที่จะหนีอะไรไป เมื่อเขาพบกับอะไรเขาจะคิดหาวิธีที่จะจัดการกับมันทันที และตอนนี้มันก็เป็นเวลาที่เขาต้องทําเช่นนั้นเหมือนกัน
เจ่าไห่มองไปรอบๆ และเห็นว่าพวกเขาอยู่ในลานที่อยู่ในกําแพง นี่เป็นลานที่อยู่ภายใน ซึ่งสถานที่แห่งนี้อนุญาตให้คนที่ใกล้ชิดกับตระกูลเข้ามาได้เท่านั้น และทุกคนที่มาที่นี่ก็จะต้องนั่งรถม้าของตระกูลเข้ามา แม้แต่แรนดอล์ฟที่เผป็นผู้เฒ่าของตระกูลก็ยังคงต้องทําเช่นนั้น
เจ่าไห่เดินตามปู่กานซูที่กําลังเดินไปที่ลานด้านหน้า สถานที่แห่งนี้ดูธรรมดามากๆ และที่อยู่ตรงก็ของทางเดินก็คือรูปปั้น ดูเหมือนว่ารูปปั้นที่เห็นนี้จะเป็นรูปปั้นของนักเวทย์แห่งความมืด และที่อยู่ใต้รูปปั้นก็ยังมีชื่อที่ถูกแกะสลักไว้อยู่ เจ่าไห่คิดว่ารูปปั้นนี้น่าจะเป็นรูปปั้นของผู้สร้างตระกูลแคลซี
เมแกนบอกกับเจ่าไห่ว่าไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครมาจากที่ไหน ทุกคนที่มาที่นี่จะต้องทําความเคารพรูปปั้นนี้ก่อน จากนั้นพวกเขาจะเข้าไปในคฤหาสน์ได้ นี่เป็นประเพณีของตระกูลแคลซี
เมื่อเจ่าไห่ได้ยินเรื่องนี้ เขาก็นึกถึงธรรมเนียมที่ตระกูลใหญ่มี ด้วยกฏมากมายที่แปลกเหล่านี้ แต่มันก็น่าแปลกที่พวกเขาสามารถที่จะจ่ามันได้
หลังจากที่เจ่าไห่เคารพรูปปั้นแล้วเขาก็เดินเข้าไปยังคฤหาสน์ เมื่อได้เข้าไปแล้วเจ่าไห่ก็อดไม่ได้ที่จะมองไปรอบๆ ข้างในนั้นเต็ไปด้วยผู้คนและจุเหวินก็อยู่ด้วย คนที่อยู่ในนั้นส่วนมากน่าจะอยู่ในวันกลางคนและก็คนที่มีอายุมากแล้ว
แรนดอล์ฟนั่งอยู่ที่นั่งของผู้เฒ่าของตระกูล และก็ยังมีสมิทที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาที่ไม่ได้อยู่ไกลกันมากนัก เมื่อแรนดอล์ฟเป็นผู้เฒ่าแล้วเขาก็ดูมีอํานาจภายในตระกูลแตลซี
เจ่าไห่มองไปที่พวกเขา หลังจากนั้นเขาก็เดินไปข้างหน้าและก็ทําความเคารพแรนดอล์ฟและสมิทก่อนที่จะทําความเคารพคนอื่นๆ ที่อยู่ในห้องโถง
จากนั้นเจ่าไห่ก็ยืนอยู่ตรงนั้นโดยที่ไม่ได้พูดอะไรเลย เจ่าไห่ทําได้เพียงมองคนที่อยู่ภายในนั้น มันเหมือนกับว่าเขากําลังดูละครอยู่ แรนดอล์ฟก็มองเจ่าไห่เขาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเจ่าไห่ แต่ข้างในเขาก็รู้ว่าเจ่าไห่ไม่กล้าที่จะทําอะไรเลย แม้ว่าตอนนี้เขาจะตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องของเจ่าไห่ไปแล้ว แต่ผู้เฒ่าบ้างคนในตระกูลก็ยังไม่ได้มั่นใจในตัวของเจ่าไห่ แรนดอล์ฟได้ยอมรับในตัวของเจ่าไห่แล้ว แต่มันก็ไม่ได้เป็นไปในความคิดของคนอื่นๆ และนี่ก็คือเหตุผลที่แรนดอล์ฟให้เจ่าไห่มาอยู่ตรงนี้เพื่อที่เขาจะไม่ได้รับแรงกดดันจากตระกูลมากนัก
ในตอนนี้เหวินนั่งอยู่ไกลจากสมิทมากๆ เขามองเจ่าไห่ด้วยสายตาที่ชั่วร้าย ราวกับว่าเจ่าไห่ไปฆ่าพ่อของเขา
เจ่าไห่ก็รู้ว่าเขาถูกมองโดยจุเหวิน แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ ในตอนนี้ความแข็งแกร่งที่เจ่าไห่มีมันเป็นสิ่งที่ดูเหวินไม่สามารถทําอะไรได้และเจ่าไห่ก็ไม่ได้สนใจอะไรในตัวของจูเหวินอีกด้วย ดูเหมือนว่าตอนนี้ดูเหวินจะไม่ได้อยู่ในสายตาของเจ่าไห่เลย
เมแกนลอร่าและคนอื่นๆ ไม่ได้ให้เข้าไปในห้องโถงแต่พวกเธอกับถูกพาไปพักผ่อนที่สวนหลังคฤหาสน์แทน เพราะเรื่องนี้ก็เลยทําให้พวกเธอไม่ได้รู้เรื่องอะไรเหล่านี้
ผู้คนในห้องมองที่เจ่าไห่ แต่พวกเขาก็รู้สึกอึดอัด พวกเขาคิดว่าเจ่าไห่จะต้องทําให้สักอย่างให้พวกเขาเห็นแน่ๆ หากว่าเจ่าไห่พูดอะไรออกมาเพียงแค่ประโยคเดียวคนเหล่านี้จะใช้มันเพื่อตัดสินในตัวของเจ่าไห่ อย่างไรก็ตามตอนนี้เจ่าไห่ไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คําเดียว ท่าทางของเจ่าไห่ดูนิ่งมากๆ เจ่าไห่ยืนอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบๆ ราวกับว่าเขาไม่ได้สนใจอะไรที่อยู่รอบๆตัวของเขาเลย สิ่งนี้เองก็ทําให้คนในตระกูลไม่รู้ว่าพวกเขาจะต้องทําอะไรต่อไป
แรนดอล์ฟมองเจ่าไห่ด้วยสายตาที่ชื่นชมมาก แต่ในความเป็นจริงแล้วเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทํายังไงกับท่าทางที่คนในตระกูลแสดงออกมา แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกเพราะคนเหล่านี้ทั้งหมด ก็ยังเป็นคนของเขา พวกเขาทั้งหมดเป็นที่เขารักและไม่ต้องการให้ทะเลาะกัน แต่สถานการณ์ในตอนนี้มันก็เป็นเรื่องที่ดีที่เจ่าไห่มา ถ้าไม่งั้นเขาก็คงโกรธเจ่าไห่มากๆ
แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้พวกเขาก็ยังไม่ได้พูดคุยกับเจ่าไห่เลย ตอนนี้คนของตระกูลแคลซีเริ่มรู้สึกไม่สบายใจพวกเขาไม่ต้องการที่จะพูดกับคนอื่นๆ ก่อนที่เจ่าไห่จะพูด พวกเขาต้องการที่จะเอาชนะเจ่าไห่ด้วยความกดดันนี้ แต่ถ้าพวกเขาคุยกันก่อนมันก็เหมือนว่าพวกเขาเป็นฝ่ายที่แพ้เจ่าไห่ แต่พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องคุยกันต่อไป มันทําให้พวกเขารู้สึกเหมือนขี่เสื้อและไม่สามารถลงไปได้
เจ่าไห่ไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้ ในขณะที่คนอื่นในห้องรู้สึกไม่สบายใจ ตอนนี้เจ่าไห่ได้สื่อสารกับเจ้าฉินอี้ว่าพวกเขาพาลอร่ากับคนอื่นๆ ไปที่ไหนและเจ่าไห่ก็รู้ว่าตอนนี้พวกเขายังคงอยู่ดีอยู่ในสวนหลังบ้านของสมิทที่อยู่หลังคฤหาสน์
สําหรับตระกูลที่ยิ่งใหญ่เช่นตระกูลแคลซี พื้นที่ของที่นี่มันก็ค่อนข้างที่จะใหญ่เอามากๆ ที่นี่เป็นที่อยู่ของผู้เฒ่าและยังเป็นที่ที่พวกเขาทํางานอีกด้วย
เจ่าไห่รู้แล้วว่านั้นเป็นพื้นที่ของสมิท นั่นก็เป็นเหตุที่ว่าทําไมพวกเธอถึงถูกพาไปที่นั่น
เมื่อเห็นว่าลอร่ากับคนอื่นๆอยู่อย่างปล่อยภัย เจ่าไห่ก็รู้สึกสบายใจ อย่างไรก็ตามเจ่าไห่ก็ไม่ได้สนใจคนในห้องอยู่แล้ว เขาเดินไปดูป้อมทหารแห่งภูเขามืด
เจ่าไห่เห็นว่าป้อมแห่งนี้ถูกต่อเติมและได้รับการซ่อมแซ่มมาหลายครั้งแล้ว แต่เจ่าไห่ก็ยังเห็นว่าป้อมนี้มันก็ยังคงเหมือนเดิมอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นเจ่าไห่ก็ยังได้เป็นความแข็งแรงของสถานที่แห่งนี้ ตราบเท่าที่พวกเขามีป้อมมากพอ คฤหาสน์นี้ก็จะสามารถต้านทานการโจมตีของทหารได้มากกว่า 150,000 นายเลยก็ได้
เจ่าไห่ศึกษาคฤหาสน์เพื่อใช้เป็นข้อมูล เมื่อเขาจะขยายป้อมปราการเหล็ก นอกจากนี้เขายังต้องการสร้างคฤหาสน์ในที่อื่นๆอีกด้วย และเพื่อที่เขาจะเอาสิ่งเหล่านี้ไปสร้างเป็นระบบป้องกัน คฤหาสน์ด้วยเจ่าไห่ต้องการจะป้องกันแดนทมิฬในอนาคต ไม่เช่นนั้นหากพวกเขาถูกโจมตีในอนาคตพวกเขาก็จะต้องเจอเรื่องที่ลําบากมากแน่ๆ หมู่บ้านต่างๆ ไม่สามารถหยุดกองทัพให้ก้าวหน้าได้
ในขณะที่เจ่าไห่มองไปรอบๆ คนอื่นๆ ในห้องก็ไม่อาจจะนั่งอยู่ยิ่งๆ ได้อีกต่อไปจากตอนแรกที่ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น ดูเหมือนว่าตอนนี้จะมีเสียงกระซิบพูดกันอยู่ภายในห้อง เสียงที่พวกเขาพูดกันนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไรพวกเขาก็แพ้เจ่าไห่แล้ว
แรนดอล์ฟก็คิดเช่นเดียวกับคนอื่นๆ เขาไอเบาๆสองครั้งและพูดว่า “เอาล่ะ..นี่เป็นครั้งแรกที่เจ่าไห่มาหาตระกูลของเรา เขาได้หมั้นกับเมแกนแล้ว ต่อไปเขาจะเป็นหนึ่งในพวกเขา ข้าคิดว่ามันจะดีกว่าถ้าเราปล่อยให้เขาได้กลับไปพักผ่อน
เจ่าไห่เงยหน้าขึ้นมองคนอื่นๆ แต่เขาก็ยังไม่ได้พูดอะไรเลย เขาเชื่อว่าคนเหล่านี้จะไม่ยอมให้เขาไปไหนง่ายๆ
และเมื่อเสียงของแรนดอล์ฟหายไป ผู้เฒ่าคนนึ่งที่นั่งข้างเขาก็พูดว่า “ไม่จําเป็นต้องเป็นห่วง เพราะว่าเจ่าไห่เป็นคนใหม่แล้ว ถ้าไม่เชื่อก็ถามพี่ชายคนโตได้เลยว่าเขาจะไม่คัดค้าน”
แรนดอล์ฟมองไปที่ชายคนนั้นซึ่งเป็นน้องชอบคนที่สามของเขาที่เคยชิงบัลลังก์กัน ในที่สุด แรนดอล์ฟก็ชนะ แต่พี่ชายชายคนนี้ก็ไม่ได้เห็นด้วยตลอด ตอนนี้เจ่าไห่อาจจะต้องลําบากแน่นอน แรนดอล์ฟไม่ได้ห้ามเขาเพียงแค่พยักหน้าและไม่ได้พูดอะไรเลย
เมื่อแรนดอล์ฟเห็นเช่นนั้นเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสบายใจ จากชายเฒ่าคนนั้นก็หันไปหาเจ่าไห่และพูดว่า “เจ่าไห่ข้าเป็นปุ๋คนที่สามของเมแกนทําไมเจ้าถึงไม่ให้เป็นรติข้าล่ะ”
เจ่าไห่มองตาปูที่สามและยิ้มพร้อมกับพูดว่า “ปู่ที่สามนี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้มาที่นี่ ดังนั้นข้าจึงไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับสถานะของทุกคน แต่ข้าค่อนข้างแน่ใจว่าขาให้ความเคารพ ก่อนหน้านี้กับที่สามไปแล้วแน่นอน”
ใบหน้าของปู่ที่สามรู้สึกเศร้าเมื่อได้ยินเจ่าไห่พูดและพูดต่อว่า “เจ้าพูดกับผู้เฒ่าของเจ้าด้วยวิธีนี้งั้นเหรอ? เจ้ากล้าดถูกข้า เจ้าคิดว่าตระกูลแคลซีไม่มีกฎงั้นเหรอ?”
เจ่าไห่มองที่ตาของผู้เฒ่าที่สามพร้อมกับยิ้มเล็กน้อย ขณะที่เขาตอบว่า “ข้าไม่รู้ว่าตระกูลแคลซีมีกฏอะไรบ้าง แต่ข้าค่อนข้างแน่ใจว่าตระกูลบูดาของข้าก็มีกฎข้อแรกของตระกูลคือ: ใครก็ตามที่กล้าใส่ร้ายชื่อเสียงของเรา จะกลายเป็นศัตรูของพวกเราและจะต้องโดนลงโทษตามความรุนแรงของความผิด แต่ข้าก็คิดว่ากฎของตระกูลของข้าไม่ได้นําไปใช้กับตระกูลแคลซี ปู่ที่สามพอใจกับค่าตอบของข้าหรือไม่?”
ปู่ที่สามมองเจ่าไห่ เขาพูดอะไรไม่ออกเลย เขารู้ว่าเมแกนหมั้นกับเจ่าไห่แล้ว และตามกฏในจักรวรรดิเธอเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลบูดาแล้ว และเนื่องจากเจ่าไห่เป็นผู้เฒ่าแห่งตระกูลบูดากฎของตระกูลแคลซีจึงไม่ได้นํามาใช้กับเขาได้ที่สามใช้การเคลื่อนไหวนี้เพื่อสร้างแรงกดดันต่อเจ่าไห่
สิ่งที่เจ่าไห่พูดทําให้คนอื่นจากตระกูลอึดอัด ตอนนี้พวกเขาดูไม่พอใจกับเจ่าไห่มากขึ้น แต่พวกเขาก็มีความรู้สึกเหมือนเมื่อสุนัขกัดเป็นเม่นทําอันตรายเพียงเพื่อจะทําร้ายตัวเอง สิ่งที่เจ่าไห่บอกเป็นนัยก็คือตั้งแต่เขายังหมั้นกับเมแกนและยังไม่ได้แต่งงานเขาก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลแคลซีมากนัก และเนื่องจากเขาเป็นผู้ปกครองของตระกูลบูดา ตระกูลแคลซีจึงควรรับเขา ตามสถานะของเขาและไม่ควรปฏิบัติต่อเขาในลักษณะนี้
จุเหวินต้องการที่จะดูใบหน้าของเจ่าไห่ที่กําลังกลัว แต่เขาไม่ได้คิดว่าว่าเขาจะไม่เพียงทําตัวให้สงบเมื่อเผชิญกับแรงกดดันเขายังทําให้ปู่ที่สามพูดไม่ออก สิ่งนี้ทําให้จุเหวินเป็นบ้าเขายืนขึ้น และมองเจ่าไห่พร้อมกับพูดว่า “เจ่าไห่ เจ้าไม่ได้ทําด้วยตัวเจ้า เจ้าแค่พึ่งเมแกนสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ คือเจ้าคิดว่ายุติการแต่งงานของเจ่าไห่ได้งั้นเหรอ?”
เจ่าไห่มองจูเหวินราวกับว่าเขาเป็นมาบ้าเขาเพียงแค่ยิ้มและพูดว่า “ข้าไม่ได้” เขาพูดด้วย ความสงบในขณะที่ไม่หันหน้าไปหาจเหวิน สิ่งนี้ทําให้จุเหวินหงุดหงิดมาก
เมื่อเห็นการกระทําของเจ่าไห่ผู้คนในห้องก็เริ่มโกรธเสียงคุยกันก็ดังขึ้น พวกเขาเป็นผู้เฒ่าของตระกูลแคลซี ผู้ยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิโรเซ่น เมื่อไหร่ที่มีคนกล้าที่จะทําตัวแบบนี้ต่อหน้าพวกเขา?
แรนดอล์ฟมองไปที่จ้าวไห่และอดไม่ได้ที่จะยิ้ม เมื่อเขาไปที่เมืองสกายและได้พบกับเจ่าไห่ มันทําให้เขาไตร่ตรองถึงสถานการณ์ของตระกูล ตอนนี้แรนดอล์ฟมีความรู้สึกด้านลบเกี่ยวกับผู้
เฒ่าของตระกูล
ผู้คนในห้องใช้เวลาพูดคุยกันเป็นเวลานาน แต่ก็ยังไม่ได้พูดถึงวิธีรับมือกับเจ่าไห่ สถานะปัจจุบันของเจ่าไห่เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่สามารถจัดการได้ง่ายๆ เจ่าไห่มีพลังที่แข็งแกร่งที่จะต่อต้าน แม้ว่าพวกเขาจะไม่พอใจกับเจ่าไห่พวกเขาก็คงไม่กล้าทําอะไรในตอนนี้ ท้ายที่สุดแล้วเด็ก หนุ่มคนนี้ที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาสามารถทําให้ตระกูลโกรธได้ ถ้าพวกเขามีเรื่องกันมันก็คงจะไม่ดี ต่อพวกเขา ยังไงก็ตามเจ่าไห่เป็นชายที่สามารถจัดการกับเทพผู้มีพลังระดับ 9 ได้หลายคนแล้ว
เมื่อคนอื่นยังไม่รู้ว่าจะทําอย่างไรต่อไป แรนดอล์ฟก็ไอสองครั้งแล้วพูดว่า “เจ้ายังมีคําถามอื่นๆ สําหรับเจ่าไห่ไหมถ้าไม่ ข้าจะให้เขาไปพักผ่อนแล้ว”
ปู่กานซูเรียกเจ่าไห่ เจ่าไห่ก็ยิ้มและให้ทําความเคารพกับแรนดอล์ฟและสมท ในขณะที่ให้คนอื่นในห้องอีกคนหนึ่ง จากนั้นเขาก็หันหลังแล้วเดินออกไป
หลังจากออกจากห้องแล้ว ทันใดนั้นปู่กานซูก็หัวเราะและพูดว่า “อ้าว เจ่าไห่สิ่งที่เจ้าทํามันได้ ดีมาก ฮ่า ฮ่า ฮ่าเจ้าเปิดตัวของตัวเองได้ดีมากๆ เลย”
เจ่าไห่มั่นใจว่าคนในนั้นจะได้ยินเสียงของปู่กานซู แต่ปู่กานซูก็ยังคงกล้าที่จะพูดสิ่งนี้ ทําให้เจ่าไห่สงสัยมากขึ้นเกี่ยวกับสถานะของชายชราคนนี้ เขาสวมเสื้อผ้าของพ่อบ้าน แต่ก็ไม่ได้ทําตัวเหมือนคนอื่นๆเลย
ปู่กานซูมองไปที่เท่าไห่และยิ้มพร้อมกับพูดว่า “เจ้าอยากรู้ไหมว่าทําไมข้าถึงกล้าท่าเช่นนั้น?”
เจ่าไห่พยักหน้าปู่กานซูหัวเราะและพูดว่า “เด็กน้อย ถ้าเจ้าส่ายหัวข้าจะไม่บอกเจ้า เจ้าพยักหน้าแสดงให้เห็นว่าเจ้ามีความกล้าหาญที่แท้จริง จากนั้นให้ช้าจะบอกเจ้าว่าข้ามาถึงตระกูลแคลซี ข้าเป็นลูกบุญธรรมของแคลซีรุ่นที่มีค่าของตระกูล ในเวลานั้นตระกูลไม่มีทายาทจากกฎของจักรวรรดิ์ ข้ามีสิทธิ์ในการสืบทอดนอกจากนี้การหาประโยชน์ทางทหารของข้าในกองทัพค่อนข้างสูง ถ้าเราคํานวณทุกอย่างจริงๆ ก็น่าจะมีตําแหน่งของผู้ปกครองพ่ออุปถัมภ์ก็ชอบข้ามาก และพร้อมที่จะให้ข้าดูแลตระกูลเพราะเขาต้องการที่จะมีสมาธิกับฝึกฝนให้ได้เป็นเทพผู้มีพลังระดับ 9 อย่างไรก็ตามข้ารู้ว่าข้ามีอารมณ์แย่กว่าแรนดอล์ฟ ข้าโกรธง่ายเกินไป ดื้อรั้นเกินไปไม่เหมาะที่จะเป็นผู้ปกครองเพราะเหตุนี้ข้าจึงมีความคิดริเริ่มที่จะบอกพ่อว่าข้าจะเป็นพ่อบ้านและแรนดอล์ฟก็ได้กลายเป็นผู้ปกครองในท้ายที่สุด พ่อไปถึงเทพผู้มีพลังระดับ 9 ข้าความโปรดปรานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณพ่อ รวมถึงความสามารถในการเข้าถึงพลังระดับ 9 มากที่สุดไม่มีใครกล้าพอที่จะทําให้ข้าโกรธ อย่าคิดว่าสถานที่นี้เป็นบ้านของแรนดอล์ฟต่อหน้าพ่อเขายังต้องทําตามนั้น”
เจ่าไห่พยักหน้า ตอนนี้เขาเข้าใจว่าทําไมปู่กานซูถึงไม่กลัวเลย ที่จริงแล้วเขามีสถานะเป็นลูกของแคลซีรุ่นแรก พ่อของเขาคือผู้ปกครองรุ่นก่อนและเป็นเทพผู้มีพลังระดับ 9 มีเพียงคนบ้าเท่านั้นที่กล้าทําให้เขาโกรธ
ไม่นานนัก เจ่าไห่ก็มาถึงลานของสมท ลานนี้ใหญ่มากมันก็ชื่อว่าลานต้นไม้เสียงกรอบ มันมีต้นไม้โบราณตั้งตระหง่านอยู่ข้างในมีบรรยากาศที่สวยงามมาก เจ่าไห่ชอบมันมาก
ปู่กานซูพาเจ่าไห่ไปที่ประตูแล้วบอกพวกคนใช้ว่าเจ่าไห่เป็นใคร จากนั้นเขาก็แตะไหล่ของเจ่าไห่และพูดว่า “เด็กหนุ่ม ข้าจะไปแล้ว ข้าจะมาหาเจ้าในตอนเย็น ข้าจะไปหาอะไรดื่มสักหน่อย”
เจ่าไห่ทําความเคารพชายชราที่จริงใจคนนี้พูดว่า “เอาล่ะเมื่อท่านดื่มเสร็จแล้ว ข้าจะไปหาท่านพร้อมกับเมแกน”
กานซูหัวเราะแล้วโบกมือขณะที่เขาเดินจากไป
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ บ้าย..บาย