Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 441 - บึงใหม่
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 441 - บึงใหม่
บทที่ 441 – บึงใหม่
แต่เจ่าไห่ก็ยังเห็นว่าเทพผู้มีพลังระดับ 9 จากบึงซากศพนั้นมีนิสัยที่ไม่เหมือนที่อื่นๆ พวกเขาจะต้องดูดหมอกพิษเจ็ดสีเข้าไปในร่างกายของพวกเขาเพื่อฝึกฝน พวกเขาจะหมุนเวียนอย่างช้าๆ ภายในร่างกายของพวกเขาและทําให้มันเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีของพวกเขา
อย่างไรก็ตามแม้ว่ามิติจะไม่ได้มีหมอกพิษ แต่ร่างกายหลักของเจ้าฉินอี้ก็อยู่ที่นี่ และด้วยการเพิ่มสารกําจัดศัตรูพืชของมิติ พิษของเจ้าฉินอี้ยังคงเพียงพอสําหรับพวกเขา สิ่งนี้ทําให้มันเป็นไปได้สําหรับเทพผู้มีพลังระดับ 9 ในการฝึกฝนต่อไปในมิติ
เมื่อมิติกลายเป็นโลกมันไม่ได้แย่ลงตรงกันข้ามมันกลายเป็นดีกว่าเดิม
เมื่อเจ่าไห่อยู่บนโลกเขาได้ยินคนพูดว่ามีสิ่งหนึ่งที่มนุษย์สามารถอธิบายได้ว่ามันคือไวรัส ไวรัสไม่ได้มีจุดประสงค์อื่นเลย นอกจากทําลายสถานที่ที่พวกเขาอยู่ มันก็เหมือนกับมนุษย์ทุกที่ที่พวกเขาอยู่จะถูกท่าลายอย่างแน่นอน สําหรับบนโลกแล้วมนุษย์ท่าตัวเหมือนเป็นไวรัส ที่ทํากับสถานที่ต่างๆ
ในทางกลับกันแม้ว่ามิติจะมีสัตว์จํานวนมาก แต่ก็ไม่มีความเสียหายจากสิ่งที่มนุษย์ทําขึ้นๆ อาจบอกได้ว่านี่เป็นโลกที่ปิดสนิทอย่างสมบูรณ์ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ แม้ว่ามิติจะสามารถทําสําเนาข้อมูลได้แต่มันก็เป็นข้อยกเว้น แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างสิ่งใหญ่กับมิติได้
ตอนนี้เจ่าไห่ได้รับรับคําสั่งให้จัดการกับซากที่ฟังอยู่ทั้งหมด เขาไม่รู้ในตอนแรก แต่เมื่อมองดูแล้วเขาก็เห็นว่ามีสัตว์เวทย์ที่มีพลังอยู่ระดับ 9 ทั้งหมด 36 ตัวในบึงซากศพ การที่ได้เจ่าฉัน เจ้าเหวินและมูเข้ามา ตอนนี้เจ่าไห่มีเทพผู้มีพลังระดับ 9 แล้วดูเหมือนว่าตอนนี้เจ่าไห่จะมีกองกําลังที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวรรดินี้
อย่างไรก็ตามเจ่าไห่ไม่ได้วางแผนที่จะใช้เทพผู้มีพลังระดับ 9 เหล่านี้แม้ว่าพลังของพวกเขาจะน่ากลัวมาก แต่เจ่าไห่ก็ไม่ได้มีแผนที่จะครองโลก สิ่งที่เขาต้องการทําคือการปกป้องแดนทมิฬ และบึงซากศพ เขาไม่ได้ต้องการสิ่งอื่นใดเลย
เพื่อความซื่อสัตย์ของเจ่าไห่ เจ่าไห่รู้ว่าสิ่งนี้มันจะค่อนข้างเห็นแก่ตัว กลับมาบนโลกเพราะในช่วงเวลาที่ต่างกัน หากจะถามพวกเขาว่าพวกเขามีอุดมคติที่ดีหรือไม่ พวกเขาก็จะไม่มีอะไรเลย โดยทั่วไปแล้วมีคนไม่มากหรอกที่สามารถทําเช่นนี้ เพราะคนส่วนมากจะคิดถึงแต่สิ่งที่จะได้ เพื่อมีชีวิตที่เรียบง่าย เจ่าไห่รู้ว่าการที่ทําแบบนั้นมันจะดีกับตัวเขา แต่มันก็ไม่ได้ต่อคนอื่นเลย เขาเข้าใจว่าเขามีสิ่งหนึ่งที่ต้องรับผิดชอบ
คนที่รู้ถึงความรับผิดชอบของตัวเองและเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ แม้ว่าเจ่าไห่จะมีข้อบนพร่องอยู่บ้าง แต่เขาก็มีความรับผิดชอบและเขาก็พยายามที่จะรับผิดชอบมากขึ้น ส่าหรับเขานี่คือข้อดีที่สุดของเขา
เจ่าไห่ไม่ต้องการฆ่คนอื่นเพียงเพราะเขาต้องการ เขาไม่ต้องการเริ่มสงคราม ดังนั้นแม้ว่าเขาจะมีพลังมากในตอนนี้เขาก็เพียงแค่แยกตัวเพื่อปกป้องส่วนเล็กๆของจักรวรรดิที่เขาเรียกว่าบ้าน เขาไม่ต้องการรังแกคนอื่นๆ เขาไม่ต้องการครองโลก การทําสิ่งต่างๆ สามารถทําให้เกิดสงครามได้เท่านั้นและในระหว่างสงครามมันก็เป็นคนธรรมดาที่เดือดร้อนที่สุด เจ่าไห่ไม่ต้องการให้ผลนี้มันเกิดขึ้น
ตอนนี้เขาได้เพิ่มเทพผู้มีพลังระดับ 9 ของเขาแล้วระดับของมิติได้กลายเป็นระดับที่ 45 ซึ่งเป็นระดับของฟาร์มก่อนการเปลี่ยนแปลง
เจ่าไห่ไม่พอใจกับสิ่งนี้ แต่เขารู้ว่าไม่มีอะไรที่เขาจะทําได้ เมื่อฟาร์มและฟาร์มกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน การอัพเกรดมิติมันจะเป็นเรื่องที่ยากมากยิ่งขึ้น ยิ่งสูงก็ยิ่งยากมากๆ
ระดับที่ 45 มันก็ดีมากแล้ว แต่นี่ก็ไม่ได้มีผลกระทบอย่างมากต่อฟาร์ม ในที่สุดเจ่าไห่ก็สามารถปลูกพืชระดับที่ 45 ได้โดยไม่ต้องอัพเกรดมิติมากนัก
แต่ถึงแม้ว่าไร่จะไม่ได้มีการอัพเกรดที่ดี แต่เจ่าไห่ก็พึงพอใจหลังจากทั้งหมดเขาต้องการเพียง 5 ระดับจนถึง 50 เมื่อเขาไปถึงระดับนั้น เขาจะสามารถเพราะพันธุ์สัตว์ศักดิ์สิทธิ์
อย่างไรก็ตามเจ่าไห่ก็รู้ว่าการเข้าถึง 5 ระดับเหล่านั้นจะเป็นเรื่องที่ยากมากๆ มากว่าระดับ 30 เทพผู้มีพลังระดับ 9 ทําให้มิติไปถึงระดับที่ 45 ได้และพวกเขาทั้งหมดไม่ได้เลื่อนระดับของมินขึ้นไปด้วยได้ เจ่าไห่ไม่รู้ว่าเทพผู้มีพลังระดับ 9 ที่ยังมีอยู่ภายนอกจะสามารถอัพเกรดมิติได้หรือไม่
ในท้ายที่สุด เจ่าไห่ก็ปล่อยความกังวลนี้ไว้ที่ด้านหลังของจิดตใจของเขา เขาเตรียมที่จะทําทุกอย่างให้เสร็จที่บึงซากศพ เพื่อที่เขาจะได้กลับไปที่เมืองสกาย
วันขอบคุณพระเจ้าจะมาถึงในอีกไม่ถึง 10 วันดังนั้นเขาจึงต้องกลับไปที่เมืองสกายและดูเขาไม่เพียงต้องการกลับไปที่เมืองสกายเท่านั้น แต่ยังต้องการไปที่เมืองน้ําหยกด้วย
นอกจากนี้ยังเป็นเวลานานแล้วตั้งแต่ที่เมแกนมาอยู่กับเจ่าไห่ เมื่อมาถึงตอนนี้ตระกูลแคลซีก็น่าจะเป็นห่วงเธอ ยิ่งไปกว่านั้นมันจะไม่ดีสําหรับเจ้าหญิงน้อยของตระกูลแคลซีที่จะต้องไม่อยู่ในช่วงเวลาแห่งความเมตตาของพระเจ้า ทุกคนในตระกูลต่างพากันมาหาเมแกน เพราะเรื่องนี้เจ่าไห่ต้องให้ตระกูลแคลซีได้เจอกับเธอ
ไม่มีปัญหาเหลืออยู่ในทิ้งซากศพ สิ่งที่เจ่าไห่ต้องการแก้ไนตอนนี้ก็คือเรื่องของพิษของหนองน้ํา สําหรับผู้ที่ยังไม่ได้เป็นนักเวทย์ที่แข็งแกร่งพวกเขาจะเป็นต้องขับพิษออกจากร่างกายของพวกเขา ในอดีตสิ่งที่พวกเขาทําก็คือวิ่งไปที่แดนทมิฬและไล่พิษออกไป
เจ่าไห่ยังคิดถึงปัญหานี้ในอดีต สถานที่ระหว่างป้อมภูเขาเหล็กและบึงซากศพ มีแม่น้ําสายเล็กๆ น้ําจากแม่น้ําสายเล็กนั้นมาจากทะเลสาบภายในภูเขา น้ํามันได้รับการอัพเกรดโดยมิติและสามารถใช้ล้างพิษได้
แต่มีสัตว์จํานวนมากอยู่ในบึงซากศะ และบางส่วนของพวกมันไม่สามารถไปที่แดนทมิฬได้ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากหาที่อื่นในวิ่งเพื่อไล่พิษ สิ่งนี้ทําให้หมอกพิษภายในบึงแรงขึ้นและแข็งแกร่งขึ้นทําให้เวลาระหว่างการไล่พิษสําหรับสัตว์นั้นสั้นลงเมื่อเวลาผ่านไป
มันจะดีถ้าพิษนี้ลูกไล่ออกไป อย่างไรก็ตามในเวลาเดียวกันมันก็จะไม่ดีหากพิษภายในป่าหายไปสิ่งมีชีวิตจะเสียเปรียบ หากสัตว์เวทย์เหล่านั้นเสียพิษไปความสามารถในการโจมตีของพวกเขาจะได้รับผลกระทบอย่างมาก
ดังนั้นถ้าเจ่าไห่ไม่ได้คิดเรื่องนี้อย่างดีเขาจะทําร้านสัตว์เวทย์ในทิ้งซากศพ เมื่อได้ยินจากเทพผู้มีพลังระดับ 9 อื่นๆ เจ่าไห่เห็นว่านอกเหนือจากเจ้าเหวินไม่มีสัตว์เวทย์ระดับ 9 ใหม่ปรากฏใน บึงซากศพเมื่อเร็วๆนี้ และนี่เป็นเวลานานแล้ว นี่เป็นเพราะตอนนี้สัตว์เวทย์ส่วนใหญ่ในบึงไม่สามารถเอาชีวิตรอดจากพิษของบึงได้อีกต่อไป เนื่องจากความเป็นพิษของหมอกจะรุนแรงขึ้นพิษที่ถูกขับออกจะกลับสู่ร่างกาย ด้วยเหตุนี้สัตว์เวทย์ส่วนใหญ่จะตาบพวกมันไม่สามารถอยู่รอดได้นานพอที่พวกมันจะถึงระดับที่ 9
หลังจากพูดกับเทพผู้มีพลังระดับ 9 พวกเขาได้บรรลุข้อตกลงที่เจ่าไห่จะจัดตั้งน้ําพุหลายแห่งในป่าพรุ น้ําพุเหล่านี้จะมีน้ําของมิติไปถึง หลังจากสร้างน้ําพุแล้วเทพผู้มีพลังระดับ 9 จะพาสัตว์เวทย์มาดื่มน้ํา ด้วยวิธีนี้จะแก้ปัญหาเกี่ยวกับพิษได้
ตอนจอของเจ่าไห่ได้บันทึกบึงซากศพทั้งหมดแล้วนี่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่เลยจากการคํานวณของเจ่าไห่พื้นที่ของบึงซากศพและแดนทมิฬนั้นไม่น้อยไปกว่าจักรวรรดิอาร์ซู แต่มันใหญ่กว่าเดิมมาก
เราต้องรู้ว่าเมื่อตระกูลบูดาได้รับอาณาเขตนี้ มันเป็นอาณาเขตที่ถาวรของพวกเขาแล้ว รางวัลนี้ได้รับการยอมรับจากกิลแห่งความสว่างเช่นเดียวกับอาณาจักรอื่นๆ แม้ว่าจักรวรรดิจะเปลี่ยนจากผู้ปกครองคนหนึ่งเป็นผู้ปกครองคนอื่น ตระกูลบูดาจะยึดครองดินแดนนี้ตลอดไป ด้วยเหตุนี้เจ่าไห่จึงหวังที่จะเพิ่มดินแดนของพวกเขา
ในอดีตเจ่าไห่ไม่กล้าพัฒนาทั้งแดนทมิฬและทิ้งซากศพเพราะเขาไม่มีพลังป้องกันทั้งสองแห่งนี้
แต่ตอนนี้มันแตกต่างกัน ในปัจจุบันเจ่าไห่มีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะปกป้องทั้งสองแห่งนี้ได้ แม้ว่าคนอื่นจะอิจฉาทรัพย์สินของเขา พวกเขาก็ไม่กลัวที่จะจัดการกับพวกคนเหล่านั้น
อย่างไรก็ตามเจ๋าไห้ไม่ได้มีแผนที่จะเปิดเผยสถานะของแดนทมิฬในเวลานี้ ท้ายที่สุดเขายังต้องการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมที่นี่และเขาต้องการได้รับทรัพยากรจํานวนมากเพื่อที่จะทําเช่นนั้น หากพบคนที่แข็งแกร่งคนอื่น พวกเขาจะกําาหนดข้อจํากัด สําหรับเจ่าไห่แล้วเรื่องนี้จะไม่ดีสําหรับเขา
เจ่าไห่ต้องการที่จะค่อยๆ สะสมความมั่งคั่งของเขาอย่างช้าๆ ดังนั้นหลังจากได้รับเทพผู้มีพลังระดับ 9 เขาจึงไปและสร้างน้ําพล้างพิษเหล่านั้นทันที ในอนาคตเทพผู้มีพลังระดับ 9 จะสามารถนําสัตว์อื่นๆ เพื่อช่วยพวกเขากําจัดพิษของพวกเขา
หลังจากทําสิ่งนี้ปัญหาของแดนทมิฬก็จะหายไปในที่สุด หลังจากนั้นพวกเขาจะไม่ต้องกังวลอีกต่อไปและเจ่าไห่จะมั่นใจว่าเขาสามารถเปิดดินแดนของเขาไปสู่โลกภายนอกในอนาคตอันใกล้
การแก้ไขปัญหาภายในบึงซากศพทําให้พวกเขาใช้เวลาเกือบหนึ่งเดือนตอนนี้วันขอบคุณพระเจ้าก็อยู่ห่างออกไปเพียง 5 วัน ตระกูลแคลซียังส่งจดหมายถึงเจ่าไห่ โดยขอให้เขากลับไปที่เมืองสกายโดยเร็วที่สุด
ไม่ใช่แค่ตระกูลแคลซีเท่านั้น ชาร์ลีส่งก็จดหมายมาด้วยเช่นกันเขาเชิญให้เจ่าไห่ไปที่เมืองน้ําหยก โดยธรรมชาติแล้วชาร์ลีไม่ได้อยู่ในเมืองน้ําหยกเขาจึงขอให้เจ่าไห่ไปดูสถานที่ของเขา
เจ่าไห่ไม่ปฏิเสธไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนเขายังสามารถกลับไปที่ป้อมปราการเหล็กได้ในพริบตา ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนก็ยังคงเหมือนอยู่ในป้อมปราการเหล็ก ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลที่เขาจะไม่รับคำเชิญ
หลังจากการตัดสินใจของเขาเจ่าไห่ เขาก็พร้อมที่จะมุ่งหน้าสู่เมืองสกายทันที เมแกนออกมาจากบ้านนานแล้ว แม้ว่าเธอจะไม่ได้บอกเจ่าไห่เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ก็สามารถเห็นได้ชัดเจนจากท่าทางของเธอ
เจ่าไห่บอกกับปักรีนเกี่ยวกับแผนการที่จะออกไปซึ่งปู่กรีนไม่ได้ห้ามอะไร กรีนและคนอื่นๆ รู้ว่าตั้งแต่ที่ตระกูลบุดาได้เปิดเผยธงออกไปแล้วความรับผิดชอบของเจ่าไห่ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นยิ่งไป กว่านั้นดวงตาของจักรวรรดิต่างก็จ้องมองไปที่พวกเขา ในเวลานี้เจ่าไห่ควรรักษาความสัมพันธ์ที่ดีของเขาไว้กับตระกูลแคลซีและชาร์ลี
แม้ว่าจะบอกได้ว่าความแข็งแกร่งในปัจจุบันของตระกูลบูดาไม่ได้น้อยไปกว่าความแข็งแกร่งของตระกูลในจักรวรรดิและพวกเขาไม่จําเป็นต้องกลัวความแข็งแกร่งของใคร ทั้งปู่กรีและเจ่าไห่ไม่ได้ไม่คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ นั่นเป็นเพราะเจ่าไห่ไม่ชอบสงคราม
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ บ้าย..บาย