Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 440 - ทีมหลอก
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 440 - ทีมหลอก
บทที่ 440 – ทีมหลอก
ในขณะที่พวกเขากําลังรอให้เจ่าไห่ฟังสิ่งที่มิติกําลังบอกเขาจบ ลอร่ากับคนอื่นๆ ก็รออยู่ในบ้านพักพร้อมกับพูดเรื่องสัตว์ต่างๆ ที่อยู่ข้างนอกบ้าน
ในตอนนี้เจ่าไห่มองพวกเขาและยิ้มพร้อมกับพูดว่า “ทําไมพวกเจ้าถึงต้องเข้ามาดูเหล่าสัตว์ พวกนั้นจากข้างในนี้ด้วย พวกมันจะไม่ทําร้ายพวกเจ้าหรอก”
นี่มันเป็นหน้าที่ของมิติ คนของเจ่าไห่จะถูกมิติระบไว้ว่าเป็นมิตรของพวกเขา ด้วยเหตุนี้สัตว์เวทย์ในมิตินี้จะไม่ทําร้ายพวกเขาอย่างแน่นอน
เมื่อลอร่ากับคนอื่นๆ ได้ยินสิ่งที่เจ่าไห่พูดพวกเขาก็หันไปมองเจ่าไห่ เจ่าไห่เห็นว่าในมือของพวกเขามีสัตว์เวทย์อยู่ ลอร่าได้อุ้มตุ่นปากเป็ดไว้ในอ้อมกอดของเธอ เมแกนก็อุ่มจนน้อยอยู่อกของเธอ ขณะที่เม็กมีเจ้าเหวินอยู่บนหัวไหล่ของเธอ การที่เจ่าไห่ได้เห็นพวกผู้หญิงอุ้มสัตว์เวทย์เหล่านี้ เขาก็คิดว่าพวกเธออุ่มตุ๊กตาอยู่ ถ้าคนทั่วไปมองก็คงคิดว่าพวกเธอต้องเป็นบ้าอย่างแน่นอน
เจ่าไห่มองที่ตุ่นปากเป็ด ดูเหมือนว่าตอนนี้ขนาดของมันจะเล็กลงมากมันดูน่ารักมาก ไม่น่าแปลกใจเลยที่ลอร่าจะชอบมัน
ลอร่ามองไปที่เจ่าไห่และพูดว่า “พี่ไห่ พี่แน่ใจเหรอว่าสัตว์พวกนั้นจะไปหนีไปเมื่อเราไปใกล้กับพวกมัน”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ไม่เลยพวกมันจะสนิทกับเธอดังนั้นออกไปข้างนอกและเล่นกับพวกมันเถอะ” ลอร่ากับคนอื่นๆ ให้กําลังใจตัวเองและก็ออกไปข้างนอก
เจ่าไห่ยิ้มแล้วหันไปมองมู “มูดูเหมือนว่าตอนนี้มิติจะไม่ได้ต้องการให้เจ้าดูแลอีกแล้ว เจ้าออกจากมิติและไปกับข้าด้วยไหม? เจ้าน่าจะเปลี่ยนมาเป็นคนติดตามของข้ามก็น่าจะดี”
มูไม่ได้คิดต่างจากเจ่าไห่ เขาเป็นเด็กที่เชื่อฟัง ไม่งั้นเขาก็จะไม่ถูกแกล้งโดยเจ้าฉันหรอก มูเปลี่ยนเสื้อผ้าของเขาและค่อยเปลี่ยนไปใส่เข็มขัดทองก่อนที่จะม้วนรอบเอวของเจ่าไห่ แม้ว่ามันจะดูไม่สําคัญ แต่ลักษณะของเข็มขัดก็แสดงให้เห็นถึงความสง่างามไม่มากนัก แต่มันก็น่าสนใจอย่างมาก
เจ่าไห่ดูเข็มขัดที่มูใส่ จากนั้นเขาก็เดินออกไปข้างนอกและไม่อาจทําอะไรได้ แต่ก็ยิ้มออกมา ลอร่ากับคนอื่นๆ กําลังเล่นกับสัตว์เวทย์ตัวเล็กๆ ที่ยังไม่โจอยู่สัตว์เวทย์ที่โตเต็มวัยนั้น ดูเหมือนว่ามันจะไม่น่ากลัวและพวกมันก็จะเล็มหญ้ากินและเดินไปรอบๆ
สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความกลมกลืนระหว่างคนกับธรรมชาติเป็ฯสิ่งที่เจ่าไห่เคยเห็นทางทีวีในตอนนี้เขาอยู่บนโลกเท่านั้น แต่เจ่าไห่ก็ยังรู้ว่าเมื่อเทียบกับในทีวีแล้ว สิ่งที่เขาเห็นมันเป็นเรื่องจริงในโลกมนุษย์และธรรมชาติสามารถดํารงอยู่อย่างกลมกลืนได้อย่างแท้จริงๆ
จู่ๆ เจ่าไห่ก็จําได้ว่าเวสามารถตั้งชื่อมิติได้ เขาไม่ได้คิดนานนักและตั้งชื่อของมันให้แสดงความเคารพต่อสถานที่แห่งนี้ว่าเป็นสวรรค์
หลังจากที่เดินเล่นไปรอบๆ ของมิติตลอดทั้งวันพวกเขาก็กลับไปที่บ้านเมื่อเย็นแล้ว เจ่าไห่ยังเชิญให้ป์กรีนและคนอื่นๆ มาที่มิติและบอกพวกเขาถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งหมด
เมื่อเจ่าไห่ได้เชิญปู่กขึ้นมาเขาก็ประพบกับความแตกต่างในมิติอีกด้วย หลังจากอัพเกรดมิติแล้ว จุดเข้าออกก็ถูกอัพเกรดด้วย แต่การอัพเกรดนี้ไม่ได้เป็ฯการเพิ่มแค่ 1-2 จุดเท่านั้น แต่เป็นการอัพเกรดเกี่ยวกับคุณภาพของมันด้วย ตรายใดที่เจ่าไห่เคยไปที่แห่งหนึ่งจากนั้นเขาก็สามารถสร้างจุดเข้าออกได้ตลอดเวลา พูดอีกอย่างหนึ่งว่าตราบใดที่สถานที่นั่นถูกบันทึกลงในจอมิติแล้ว เจ่าไห่ก็สามารถไปที่นั่นได้ทุกที่ทุกเวลา
ฟังก์ชั่นนี้มันเป็นอะไรที่ดีมาก มันเพิ่มความสามารถไปยังจอภาพมิติ เมื่อมาถึงตอนนี้เจ่าไห่ก็คิดว่าทุกที่ทั่วโลกจะเป็นเหมือนบ้านของเขาไปแล้ว
ตาปกติแล้วจํานวนสถานที่ที่เจ่าไห่เคยไปมนั้นไม่มากนัก แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรมากนัก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนตราบใดที่เขาเคยไปสถานที่หนึ่งและมีสถานที่บันทึกไว้ในจอภาพแล้วมันก็จะทําให้เขาสามารถไปที่นั่นได้ ด้วยสิ่งเหล่านี้เขายังสามารถไปยังสถานที่ต่างๆ ได้โดยใช้เวลาเพียงแค่แปปเดียว
เมื่อได้ยินการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับมิติ ปู่กรีนและคนอื่นๆ ก็มีความสุขมากๆ เช่นกันสําหรับ พวกเขาแล้วนี่เป็ฯเรื่องที่ดีมากๆ ยิ่งมิติได้อัพเกรดมากแค่ไหน มันก็จะยิ่งได้รับประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น
เมื่อมองท่าทางที่มีความสุขของปู่กขึ้นแล้ว เจ่าไห่ก็ยิ้มและพูดว่า “อันที่จริงวิธีการของเจ้าเหวินในวันนี้ทําให้ข้ารู้สึกประหลาดใจกับสี่ขที่เธอได้ทํามาก แธอสามารถทําให้สัตว์ที่มีพลังระดับ 9 เข้ามาโดยที่ไม่ได้ใช้ความรุนแรงเลย ตอนนี้เราก็มีเจ้าเหวินและตุ่นปากเป็ดอยู่ข้างของเราแล้ว การเอาสัตว์ที่มีพลังระดับ 9 มามันจะเป็นเรื่องง่ายมาก ปักรันคิดว่ายังไง?”
ปู่กรันคิดแล้วก็พยักหน้าพร้อมกับพูดว่า “ก็ลองดูสิ ตอนนี้มิตินั้นแข็งแกร่งและมีสัตว์ที่มีพลังระดับ 9 จํานวนหนึ่งมันจะดีกว่าถ้าเราไม่ได้ใช้ความรุนแรง ถ้าเราได้รับความเสียหายมันก็จะไม่เป็นการดีต่อพวกเรา”
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “ข้าก็คิดเช่นนั้น ถ้าเราต้องพยายามหลอกพวกเขาให้เข้ามาสู่มิติได้ มันก็จะเป็นเรื่องที่ง่ายๆ แต่ถ้ามันเป็นเช่นนั้นไม่ได้จริงๆ ข้าก็จะใช้วิธีบังคับพวกมัน”
ปู่กรีนเห็นด้วยและพูดว่า “นอกจากนี้เราก็ยังต้องทําเรื่องนี้ให้จบในบึงซากศพโดยเร็วที่สุด ถ้าไม่เช่นนั้นในวันต่อไปในอนาคตสัตว์เวทย์ที่อยู่ในนี้จะไปอาละวาดที่แดนทมิฬ เมื่อเรื่องนั้นเกิดขึ้น พวกเราก็อาจจะได้รับความสูญเสียเป็นอย่างมากแน่นอนๆ นอกจากนี้หากสัตว์เวทย์ที่มีพลังระดับ 9 มาถึงมันจะลําบากมากขึ้นมันจะดีกว่าถ้าเราจัดการกับเรื่องเหล่านี้ที่นี่
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “โปรดพักผ่อนเถอะ มั่นใจได้เลยข้าจะจัดการเรื่องนี้ในตอนนี้ แน่นอนว่าเราไม่ต้องการเป็นกังวลกับเรื่องนี้ในอนาคต”
หลังจากพักผ่อนในมิติหนึ่งวัน เจ่าไห่ก็ปล่อยเจ้าเหวินและตุ่นปากเป็ด ตอนนี้เป้าหมายของพวกเขาคือสกายแลน
ตุ่นปากเป็ดและเจ้าเหวินหยุดอยู่นอกอาณาเขตของสกายแลน พวกเขารู้ว่าถ้าพวกเขาต้องเข้าไปโดยตรง สกายแลนจะคิดว่าพวกเขามาโจมตีเขา จากธรรมชาติที่ขี้ขลาดของสกายแลน เขาจะหนีไปทันที่แน่นอน เมื่อมาถึงตอนนี้มันจะเป็นการยากมากสําหรับตุ่นปากเป็ดและเจ้าเหวินที่จะตามหามัน
ดังนั้นคราบใดที่พวกเขาไม่เข้าไปในอาณาของสกายแลน สกายแลนก็จะไม่หนีไป หลังจากพวกเขาหยุด ตุ่นปากเป็ดก็อ้าปากและพูดว่า “สกายลแนออกมาหาข้าที่”
สถานะของตุ่นปากเป็ดนั้นสูงกว่าสกายแลน ด้วยเหตุนี้เขาก็ไม่ได้พูดเหมือนกับที่เจ้าเหวินพูด นอกจากนี้ถ้าเขาพูดดีเกินไปมันก็อาจจะทําให้สกายแลนหนีไปได้
ไม่นานนักสัตว์ตัวเล็กๆ ก็ออกมาจากหมอกที่มีพิษ แม้ว่าสกายแลนจะไม่ได้ตัวเล็กเมื่อเทียบกับตุ่นปากเป็ด แต่สกายแลนก็ยังดูตัวเล็กมากๆ
อย่างไรก็ตามแม้ว่าสกายแลนจะตัวเล็ก แต่ก็ดูเหมือนว่าเธอนั้นรวดเร็วมากๆ และด้วยรูปร่างของมันก็ดูน่ารักมากๆ
สกายแลนมองเขาเห็นทั้งตุ่นปากเป็ดและเจ้าเหวิน ด้วยน้ําเสียงที่เบามากๆ ถามว่า “ท่านทั้งสองมาที่นี่ทําไม?”
เสียงของเธอชัดเจนมากและจากน้ําเสียง เราสามารถได้ยินเสียงนั้นในเสียงของผู้หญิงมันดูบอบบางมาก มันฟังดูเหมือนเสียงนกร้อง
ตุ่นปากเป็ดมองสกายแลนและยิ้ม “สกายแลนน้องสาวที่อายุน้อยกว่า พวกข้ามาในครั้งนี้เพราะเจ้าเหวินเธอได้รับไม้เท้าวิเศษ ซึ่งกลายเป็นมิติได้มันมีพื้นที่ขนาดใหญ่มาก ข้าทั้งคู่ไปมาแล้ว แต่ข้าก็ยังไม่สามารถมองเห็นขอบเขตของมันได้ ดังนั้นพวกข้าก็เลยคิดว่าข้าสามารถมาหาเจ้า เพื่อขอความช่วยเหลือในการหาขอบของของมิตินี้ สกายแลนเต็มใจที่จะช่วยเหลือหรือไม่?”
สกายแลนมอง เธอไม่คิดว่าพวกเขาจะมาหาเธอในเรื่องนี้ เธอมองและพูดว่า “ท่านพูดจริงงั้นเหรอ แต่ถึงแม้ว่าเราจะพบกับขอบของมิตินี้ แล้วเราจะได้ประโยชน์อะไรจากมันบ้าง?”
ตุ่นปากเป็ดยิ้มและพูดว่า “เพื่อบอกความจริงกับเจ้า เรากําลังวางแผนที่จะครอบครองพื้นที่ด้านใน แต่เนื่องจากมันใหญ่เกินไปพวกข้าจึงกลัวว่าจะมีผู้มีพลังคนอื่นๆ เข้ามาด้วยถ้าเราจัดการกับผู้มีพลังบางคน จากนั้นเราจะไม่สามารถฝึกฝนภายในอย่างสงบได้ ดังนั้นเราจึงคิดเกี่ยวกับ การสํารวจพื้นที่ทั้งหมดก่อนและดูให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ข้างในด้วยวิธีนี้เราสามารถหสร้างกฏได้ และอยู่อย่างสงบภายใน”
สกายแลนคิดตามคําพูดของตุ่นปากเป็ด เทพผู้มีพลังระดับ 9 ทุกคนพยายามทําความเข้าใจ กฎของสวรรค์ หากผู้ใดประสบความสําเร็จ พวกเขาจะกลายเป็นผู้มีอํานาจสูงสุดอย่างแน่นอน หากสิ่งที่มิติจัดทําขึ้นมีความเป็นไปได้น้อยมากมันก็คุ้มค่าที่จะเข้าไปข้างใน
แต่สกายแลนยังคงมีความกังวลบางอย่าง “ทําไมท่านถึงมาหาข้า ทําไมไม่ไปหาคนอื่น?”
ตุ่นปากเป็ดยิ้ม “โดยธรรมชาติ เพราะเจ้าคือคนที่อยู่ใกล้กับเรามากที่สุดเมื่อเจ้าเหวินได้รับไม้วิเศษของเธอสิ่งแรกที่เธอต้องการคือมาหาเจ้า แต่เนื่องจากเธอต้องการเดินทางผ่านดินแดนของข้า ข้าก็เลยจึงตัดสินใจเข้าไปดูข้างในก่อน อย่างไรก็ตามเราสองคนไม่สามารถหาขอบเขตของมิติได้ ดังนั้นเราต้องการความช่วยเหลือ ดังนั้นแม้ว่าจะมีบางสิ่งบางอย่างอยู่ภายในเราสามารถจัดการกับมันได้ง่ายขึ้น มาถึงดินแดนของข้าแล้วเรามาหาเจ้าก่อนแล้ว เจ้าเห็นด้วยไหมถ้าเจ้าเห็นด้วยเราจะไปดูมิติทันทีถ้าไม่ไปเราจะไปหาคนอื่น แต่ถ้าเจ่าไห่เห็นด้วยเราก็สามารถออกไปและหาคนอื่นได้”
แม้ว่าจะดูเหมือนว่าพวกเขาพูดความจริง แต่สกายแลนก็ยังอดไม่ได้ที่จะลังเล เธอเป็นคนขี้อายและระมัดระวังมาก แต่เธอก็เข้าใจว่าตุ่นปากเป็ดแข็งแกร่งกว่าเธอและความเร็วของเจ้าเหวินไม่ได้เลวร้ายไปกว่าเธอมากนัก หากทั้งสองต้องการจัดการกับเธอจริงๆ พวกเขาไม่จําเป็นต้องใช้ปัญหามากขนาดนี้ หลังจากมองดูสิ่งที่ปรากฏอีกครั้งสกายแลนก็เริ่มเชื่อพวกเขา
หลังจากคิดไปครู่หนึ่งสกายแลนก็พูดว่า “ถ้าเป็นจริงข้าก็อยากจะเห็นที่นั่นด้วย แต่ข้าต้องเข้าไปข้างในก่อน ใช่..พวกท่านต้องพาข้าเข้าไป”
ตุ่นปากเป็ดยิ้ม “เอาล่ะไม่มีปัญหา เจ้าเหวินเปิดมิติ” เจ้าเหวินพยักหน้าแล้วใช้เวทย์ขณะที่ประตูมิติก็เปิดออก เข่าไม่ได้เตรียมพร้อมสําหรับเรื่องนี้แล้ว ตราบใดที่สกายแลนจะเข้ามาเขาจะเปิดมิติทันที
เมื่อมิติเปิดขึ้นเน่าเหวินไม่ได้เข้าไปข้างในทันที ตุ่นปากเป็ดหันไปหาสกายแลนและพูดว่า “สกายแลนข้าจะเข้าไปก่อน” จากนั้นร่างกายของเขาก็พุ่งเข้าไปในมิติ เจ้าเหวินออกไปข้างนอก เธอมองสกายแลนและพูดว่า “สกายแลน ข้าจะรอเจ้าที่นี่ถ้าข้าเข้าไปประตูมันจะหายไป” จากนั้นเธอก็ยืนอยู่ที่ทางเข้ามิติ
เมื่อดูการแสดงของทั้งสองสกายแลนก็ไม่ลังเล ร่างของเธอกระพริบทันทีที่เข้าสู่มิติหลังจากให้สกายแลนเข้าไปแล้ว ก็ได้ยินเสียงแจ้งว่า
ในท้ายที่สุดสกายแลนก็ได้รับระดับที่เป็น 45 ก่อนที่เธอจะถูกเลี้ยงดูในมิติโดยปกติแล้วมิติยังคงต้องการปราบเธอ แต่จะบอกว่าตุ่นปากเป็ดและเจ้าเหวินหลอกเธอมันไม่ถูกต้องทั้งหมด นั่นเป็นเพราะในมิติมีพลังค่อนข้างแข็งแกร่ง และเนื่องจากพืชภายในมิติสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของมิติได้
พืชดูดซับสารอาหารจากดิน หลังจากที่พวกมันตายพวกมันจะเน่าและกลายเป็นสารอาหาร อย่างไรก็ตามผลไม่สามารถกลายเป็นอาหารของสัตว์และคนได้ ด้วยเหตุนี้พืชถือได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่เสียสละมากที่สุด
ในมิติหลักการนี้ยังคงเป็นจริงเช่นกัน มิติจะให้ธาตุอาหารแก่พืชและในทางกลับกันพวกเขาจะให้พลังงานกลับคืนมาในมิติทําให้การอัพเกรดมิติ ซึ่งในทางกลับกันอนุญาตให้ปลูกพืชได้มากขึ้น ในมิติและตอนนี้มันได้กลายเป็นโลกของตัวเองแล้วพลังงานที่ปล่อยออกมาจากพืชมีพลังมากขึ้น สัตว์ปล่อยพลังงานเช่นกันนี่เองที่ทําให้เวทย์ในมิตินั้นแข็งแกร่งขึ้น
เนื่องจากกลุ่มของเจ่าไห่ใช้เวลาอยู่ภายในมิติทุกวัน พวกเขาไม่สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนี้ได้ แต่สําหรับ สกายแลนและตุ่นปากเป็ดที่เพิ่งได้รับการแนะนําให้รู้จักกับมิติ พวกเขาจะรู้สึกถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน สิ่งนี้ทําให้พวกเขาต้องการที่จะอยู่ต่อในมิติ พวกเขาไม่ต้องการกลับไปยังดินแดนของพวกเขาอีกต่อไป
หลังจากปิดทางเข้า เจ่าไห่ก็ไปยังเป้าหมายต่อไปของพวกเขาตอนนี้ด้วยสกายแลนเข้ามาในทีม มันทําให้ทีมหลอกเพิ่มขึ้นที่ นอกจากนี้ยังทําให้เรื่องราวของพวกเขาน่าเชื่อถือมากขึ้นทําให้แผนของเจ่าไห่มีแนวโน้มที่จะประสบความสําเร็จมากขึ้น
หากแผนนี้ถูกใช้กับเทพผู้มีพลังระดับ 9 ของมนุษย์นั่นอาจไม่สําเร็จ นี่เป็นเพราะเทพผู้มีพลังระดับ 9 ของมนุษย์มีประสบการณ์มากมายในชีวิตของพวกเขา พวกเขาคุ้นเคยกับแผนการและ แผนการต่างๆ เช่นเดียวกับการกระทําของทุกวันนี้ แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องระวังและจะไม่เชื่อ ใจใครได้ง่ายๆ ที่จะทําให้เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะเข้าไปในมิติ
แต่สัตว์เวทย์ระดับ 9 ในบึงซากศพนั้นไม่เหมือนกันเลย พวกเขาอาศัยอยู่ในโลกที่ไม่มีแผน สิ่งเดียวที่พวกเขาใส่ใจคือปกป้องเมืองดอกไม้ ด้วยเหตุนี้แม้แต่สกายแลนที่ระมัดระวังก็ถูกหลอกให้เข้าไปในมิติจนได้
เมื่อผู้มีพลังระดับ 9 มีมากขึ้นเรื่อยๆที่เข้าสู่มิติ มิติก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันอัตราความสําเร็จของแผนก็สูงขึ้นเรื่อยๆ เทพผู้มีพลังระดับ 9 ตัวอื่นๆ ไม่เชื่อว่ากลุ่มเทพผู้มีพลังระดับ 9 เหล่านี้จะวางแผนต่อต้านพวกเขาไม่จําเป็นต้องทํา หากทีมหลอกต้องการจัดการกับเทพผู้มีพลังระดับ 9 เพียงครั้งเดียวมันจะง่ายมากๆ
สืบเนื่องมาจากความคิดดังกล่าวไม่มีการสู้รบที่เกิดขึ้น เนื่องจากเทพผู้มีพลังระดับ 9 ทั้งหมดถูกหลอกให้เข้าสู่มิติและกลายเป็นความแข็งแกร่งในการต่อสู้ ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็กลายเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเจ่าไห่
แต่เจ่าไห่ก็ไม่ได้จํากัดสิทธิ์ของพวกเขามากเกินไป เขาอนุญาตให้พวกเขาเลือกที่จะอยู่ในมิติหรือในบึงซากศพ เจ่าไห่ยังชัดเจนว่าเขาจะไม่บังคับให้พวกเขาทําอะไร
อย่างไรก็ตามสัตว์เหล่านี้ไม่ได้โง่พวกเขารู้ว่าสิ่งใดที่ทําให้พวกเขาได้รับประโยชน์อย่างมาก ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไม่กลับไปที่บึงซากศพ เพื่อที่จะได้อยู่ในมิติแทน ไม่ว่าในกรณีใดมิตินั้นใหญ่มาก พวกเขาสามารถเลือกสถานที่ฝึกร่างกายและพักอยู่ที่นั่นได้
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ บ้าย…บาย