Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 437 - แผนต่อไป
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 437 - แผนต่อไป
บทที่ 437 – แผนต่อไป
กองทัพทั้งหมดในจักรวรรดิไม่ได้คิดว่าสงครามครั้งนี้จะสิ้นสุดลงเร็วเช่นนี้ ดูเหมือนว่ามันจะใช้เวลาน้อยกว่าที่พวกเขาคิด
สงครามนั้นสิ้นสุดเร็วมากๆ และผู้ชนะก็น่าจะเป็นตระกูลเพอร์เซลล์ ซึ่งเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบในตอนแรก คนที่มีการมองที่ฉลาดเท่านั้นที่จะรู้ว่าเรื่องที่จตระกูลเพอร์เซลล์ชนะในครั้งนี้ก็เป็นเพราะเจ่าไห่
พวกเขาไม่คิดว่าเจ่าไห่จะเป็นคนที่มาจากตระกูลบูดา พวกเขาไม่คิดว่าความกล้าหาญของเจ่าไห่ในฐานะนักเวทย์แห่งความมืดจะแข็งแกร่งมากขนาดนี้ ศัตรูของพวกเขาก็คือเหล่าซอมบี้ สิ่งที่สําคัญที่สุดที่เกี่ยวกับนักเวทย์แห่งความมืดก็คือพวกเขาสามารถเพิ่มจํานวนกองทัพของเขาได้ ในขณะที่ยังคงต่อสู้อยู่ ปกติแล้วนักเวทย์แห่งความมืดจะมีขีดจํากัดของตัวเองว่าพวกเขาสามารถที่จะสั่งการเหล่าซอมบี้ได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าเรื่องนี้มันจะไม่ได้มีผลต่อเจ่าไห่เลย ซอมบี้ที่เขาสามารถควบคุมได้ในตอนนี้น่าจะมากถึง 100,000 ตัวแล้ว นี่น่าจะเป็นจํานวนที่นักเวทย์แห่งความมืดที่อยู่ในระดับ 7 สามารถควบคุมได้
ถึงแม้ว่านักเวทย์แห่งความมืดเกือบทุกคนไม่สามารถเรียกซอมบี้ออกมาได้ แต่ก็มีบางคนที่ฝึกฝนจนสามารถจัดการกับพวกมันได้เป็นอย่างดี หากคนเหล่านี้ใช้พลังของพวกเขาทั้งหมดในการเรียกซอมบี้ พวกเขาสามารถเรียกซอมบี้ที่อยู่ในระดับที่ 6 และ 7 ได้สําหรับจํานวนกองทัพ 100,000 ตัว
ปกติแล้วนักเวทย์แห่งความมืดทั่วๆ ไปจะสามารถควบคุมซอมบี้ธรรมดาได้เท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากซอมบี้ที่มีระดับสูงของเจ่าไห่
อย่างไรก็ตามผู้ที่ไม่เคยพบกับเจ่าไห่ในสงครามพวกเขาก็ไม่มีทางที่จะรู้เลยว่าเจ่าไห่นั้นแข็งแกร่งมากแค่ไหน มันก็ไม่แปลกที่พวกเขาจะประหลาดใจที่เจ่าไห่สามารถควบคุมซอมบี้นับแสนตัวได้ แต่พวกเขาก็ไม่ได้สนใจเลยนี้มากนัก สิ่งที่พวกเขาให้ความสนใจคือเรื่องอื่นๆ
นี่เป็นครั้งแรกที่เจ่าไห่เปิดตัวของตนเองและตระกูลบูดาที่ยังคงอยู่ ผู้คนทั่วไปรู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเจ่าไห่คือ อดีมบูดาของตระกูลบูดา แต่ตอนนี้เขาได้เปลี่ยนชื่อเป็นเจ่าไห่ ซึ่งมันทําให้คนในจักรวรรดินี้ประหลาดใจมาก
ในอดีตตระกูลบูดาไม่ได้มีชื่อเสียงมากนักในจักรวรรดินี้ เป็นเพราะมีขุนนางเกิดขึ้นมากมาย ตระกูลบูดาจึงไม่ได้รับความสนใจมากนัก แต่เมื่อพวกเขาได้รับแดนทมิฬมันก็ทําให้พวกเขามีชื่อเสียงมากขึ้น ทุกคนในจักรวรรดิรู้ว่าแดนทมิฬนั่นอยู่ที่ไหน สําหรับตระกูลบูดาที่ต้องย้ายไปที่นั่นก็เหมือนว่าพวกเขาได้ตัดสินใจฆ่าตัวตาย และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ชื่อเสียงของตระกูลบูดายังคงอยู่ภายในจิตใจของทุกคน
เรื่องที่สองพิษที่อยู่ในแดนทมิฬนั้น คนที่มียาแก้พิษก็น่าจะเป็นกิลแห่งความสว่างและตระกูลที่ใหญ่เท่านั้น นี่เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก ก่อนหน้านี้กิลแห่งความสว่างและตระกูลใหญ่ๆ จะใช้น้ําแห่งความว่างเปล่าเป็นอาวุธเพื่อจัดการกับเทพผู้มีพลังระดับ 9 ไม่มีผู้ที่มีพลังคนใดที่จะเต็มใจที่จะต้องเสีพลังของตัวเอง มันเป็นเรื่องที่เลวร้ากับพวกเขามากมันเหมือนกับการฆ่าพวกเขาเลย
เพราะเรื่องนี้เทพผู้มีพลังจํานวนมากจึงไม่มีทางเลือกอื่นๆ นอกจากเข้าร่วมกับตระกูลใหญ่และกิลแห่งความสว่าง เพราะว่าถ้าพวกเขาทําเช่นนั้นพวกเขาก็จะไม่รอดจากพิษของน้ําแห่งความว่างเปล่า
แต่ตอนนี้ก็เป็นที่รู้กันแล้วว่าน้ําแห่งความว่างเปล่านั้นมียาแก้พิษ สําหรับผู้มีพลังในจักรวรรดินี้มันเป็นเรื่องที่ดีกับพวกเขามากๆ เพราะพวกเขาจะได้ไม่ต้องกลัวอีกต่อไป แน่นอนว่าข่าวเกี่ยวกับยาแก้พิษก็ได้ยินไปถึงกิลแห่งความสว่าง
เรื่องที่สามเลย เทพผู้มีพลังระดับ 9 ของกิลแห่งความสว่างและบอริสถูกส่งมาทั้งหมด 4 คน รวมถึงคนที่สามารถใช้พลังได้ในระดับที่สูงอีก 2 คนแต่ด้วยคนทั้งหมดที่ถูกส่งมาก็ถูกจัดการภายในสองชั่วโมง เรื่องนี้มันทําให้ทุกคนสนใจกับเรื่องนี้มากๆ ดูเหมือนว่าความแข็งแกร่งของเจ่าไห่จะพัฒนาไปไกลเอามากๆ
เมื่อมาถึงตอนนี้แล้วสิ่งสองสิ่งที่ต้องคิดในตอนนี้ก็คือ การควบคุมของกิลแห่งความสว่างและเรื่องเกี่ยวกับนักเวทย์แห่งความมืดกับกองทัพของพวกเขา
มันเป็นเวลาที่นานแล้วนับตั้งแต่สงครามครั้งใหญ่ครั้งล่าสุด เพราะเหตุนี้พวกเขาจึงลืมไปว่านักเวทย์แห่งความมืดนั้นน่ากลัวแค่ไหน และสําคัญกับกองทัพมากแค่ไหน
แต่ด้วยสงครามล่าสุดในเพอร์เซลล์ ตอนนี้ผู้คนต่างก็มีความคิดเกี่ยวกับนักเวทย์แห่งความมืดใหม่ เมื่อพูดถึงอาชีพนี้แล้วมันจะเปลี่ยนสงครามได้ในที่สุด นี่เป็นสิ่งที่ทุกคนให้ความสนใจกับเรื่องนี้มาก
เมื่อเทียบกับคนเหล่านี้แล้วเจ่าไห่ไม่ได้คิดมาก หลังจากที่เขากําจัดเทพผู้มีพลังระดับ 9 เขาก็เริ่มที่จะกําจัดทหารรับจากที่ยังคงอยู่ในเพอร์เซลล์
ทหารรับจ้างไม่คิดว่าเจ่าไห่จะจัดการกับเทพผู้มีพลังระดับ 9 ได้เร็วเช่นนี้ พวกเขาไม่เคยคิด เลยว่าเจ่าไห่จะสามารถเอาชนะเทพผู้มีพลังระดับ 9 ได้ก็เพราะความคิดเช่นนั้นทหารรับจ้างจึงไม่ถอยออกไปและพวกเขาก็เตรียมตัวโจมตีเมืองคาซ่าแทน
เมื่อเจ่าไห่ได้สั่งให้ซอมบี้ของเขาโจมตีค่ายของพวกเขา ทหารรับจ้างจึงไม่พร้อมที่จะต่อสู้ และเพิ่มกําลังของพวกเขาพวกเขาทั้งหมดถูกบังคับให้หนีไป ในที่สุดผู้คนประมาณ 100,000 คน ก็สามารถหนีจากเพอร์เซลล์ได้ และอีก 100,000 คนที่เหลืออยู่ก็จะต้องเป็นกองทัพซอมบี้ของเจ่าไห่ตลอดไป
หลังจากทําสิ่งเหล่านี้แล้วเจ่าไห่ก็บอกกับอีวานว่าเขาจะออกจากเมืองคาซ่า เขามาที่นี่ก็เพื่อ ขับไล่ทหารรับจ้างที่มาโจมตี เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อทําสิ่งอื่น
อีวานยังเข้าใจว่าเจ่าไห่คิดเช่นนั้นจริงๆ และเนื่องจากเขายังมีเรื่องอีกมากมายต้องจัดการกับเพอร์เซลล์เขาจึงไม่ได้ห้ามเจ่าไห่
เจ่าไห่ยังรู้เกี่ยวกับความยากล่าบากที่อีวานกําลังเจออยู่ เมืองคาซ่าเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่มาก แต่ไม่สามารถผลิตธัญพืชได้เพียงพอสําหรับการบริโภค ดังนั้นจึงต้องไปนําเอาพืชมาจากข้างนอกเมือง แม้ว่าตระกูลเพอร์เซลล์จะมีข้าว แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะเลื้องทุกคนในเมืองได้ แม้ว่าศัตรูจะไม่สามารถทําลายเมืองคาซ่าได้ในตอนนี้ แต่พวกเขาก็ยังสามารถสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อการผลิตข้าวทั่วเมือง
ตอนนี้เพอร์เซลล์ก็ประสบปัญหาด้านอาหารอีกครั้ง แต่ครั้งนี้คนอื่นๆ ตัดสินใจที่จะสะสมพืชร้านค้าในเมืองก็ไม่ได้พยายามที่จะขึ้นราคา พวกเขารู้ว่าการใช้วิธีนี้ในการจัดการกับตระกูลเพอร์เซลล์นั้นไม่ได้มีประโยชน์
ก่อนที่เจ่าไห่จะออกจากเมืองคาซ่าเขาก็ให้ข้าวจํานวนมากกับอีวานเพียงพอสําหรับเมืองเพื่อเอาชีวิตรอดจากวิกฤตอาหาร เนื่องจากตระกูลเพอร์เซลล์จะต้องซื้อข้าวจากใครบางคนพวกเขาก็อาจจะดีก็ได้
หลังจากจัดการกับปัญหาของตระกูลเพอร์เซลล์แล้ว เจ่าไห่ก็ไม่ได้กลับไปที่เมืองสกายทันที เขากลับไปที่ป้อมภูเขาเหล็กเขาพร้อมที่จะทําตามแผนของเขาเพื่อสร้างเทพผู้มีพลังระดับ 9 ในบึงซากศพให้เป็นพวกของเขา ด้วยพลังอํานาจของพวกเขาในจักรวรรดินั้นไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเห็นว่าเขาเป็นคนที่เท่าเทียมกัน
พวกเขาไม่กลัวอานาจอื่นๆ ในจักรวรรดิเพราะพวกเขาสามารถหนีไปยังมิติได้ แต่ถ้าพลังเหล่านั้นต้องการที่จะจัดการกับเจ่าไห่จริงๆ เขาก็ไม่มีทางเลือกนอกจากซ่อนตัวอยู่ภายในมิติตลอดชีวิตของเขา
เจ่าไห่ไม่ต้องการมีชีวิตแบบนั้นเขาต้องการที่จะให้ชีวิตที่ดีแก่คนของเขา เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะแข็งแกร่งและมีอํานาจ แม้ว่าสถานะของเขาจะไม่น้อย แต่ก็ยังมาจากเมแกน ในเรื่องนี้จะไม่มีผู้คนมากมายในจักรวรรดิที่จะให้ความเคารพที่จริงจังต่อตระกูลบูดา การเคารพจะต้องเกิดจากตระกูลแคลซี
แต่เจ่าไห่ก็รู้แล้วว่าการพึ่งพาตระกูลแคลซีนั้นไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเลย และไม่ขึ้นอยู่กับชาร์ลี ทุกสถานการณ์เหล่านี้ มีเพียงเขาที่มีความแข็งแกร่ง ในที่สุดมันก็ไม่ใช่ของๆ เขาเองเจ่าไห่ต้องการที่จะมีพลังและความเคารพซึ่งเป็นของเขาจริงๆ เพราะตระกูลแคลซีไม่สามารถหาสิ่งที่พวกเขาต้องการได้ทุกอย่าง แต่ว่าเจ่าไห่นั้นสามารถทําทุกอย่างให้กับตระกูลได้ตลอด
ยิ่งไปกว่านั้นเจ่าไห่ไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าเขาเป็นลูกเขยของตระกูลแคลซี ในอนาคตเขาต้องการให้คนคิดว่าเขาเป็นผู้ปกครองของตระกูลบูดาและไม่ใช่ลูกเขยของตระกูลแคลซี
ตอนนี้เจ่าไห่ก่าลังเตรียมตัวที่จะไปอยู่ในป้อมภูเขาเหล็ก ไม่เพียงเพราะเขาต้องการทําตามแผนของเขาเท่านั้น แต่เขาต้องทําหน้าที่ควบคุมป้อมภูเขาเหล็กเท่านั้น เจ่าไห่จะต้องจัดการกับคนที่จะถูกส่งไปยังแดนทมิฬซึ่งเป็นกําลังที่สําคัญของจักรวรรดินี้
เจ่าไห่เกือบจะแน่ใจว่าผู้คนจะมาหาเขาทันทีที่เขาเปิดตัวของเขา ตอนนี้คนในจักรวรรดิรู้ว่า เจ่าไห่มาจากตระกูลบูดา และพวกเขาก็รู้ว่าตระกูลบูดาก็ยังอยู่ในแดนทมิฬ จากนี้พวกเขาจะต้องส่งคนไปที่แดนทมิฬเพื่อไปหาเจ่าไห่อย่างแน่นอน
ถ้าคนธรรมดาจะมามันคงจะง่ายแค่ฆ่าพวกเขา และนั่นก็คือจุดจบแต่ถ้าพวกเขาส่งเทพผู้มีพลังระดับ 9 มาเรื่องมันก็จะยากขึ้น
หลังจากที่เจ่าไห่กลับไปที่แดนทมิฬเขาก็ปล่อยซอมบี้ของเขาทุกตัวทันที ประมาณ 800,000 ตัวซอมบี้เดินไปทั่วแดนทมิฬ ถ้าหากพวกเขาเห็นผู้บุกรุกพวกเขาก็จะจัดการทันที
ในเวลาเดียวกันเจ่าไห่ยังมีเมแกนที่อยากจะไปสํารวจแดนทมิฬ ตอนนี้แดนทมิฬนั้นถูกปกคลุมไปด้วยหมอกพิษของเจ้าฉินอี้ เจ่าไห่ก็เกือบที่จะจัดการได้แล้ว เจ่าไห่ต้องการที่จะใช้ที่นั่นเป็นพื้นที่ที่สามารถผลิตสิ่งต่างๆ ได้ในอนาคต
เพื่อให้แดนทมิฬนี้มีความยั่งยืน เจ่าไห่ก็เริ่มเตรียมระบบน้ําของแดนทมิฬ ตราบใดที่น้ําเสร็จแล้วและมีการใช้แห่งต้นน้ํา แดนทมิฬจะกลายเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่ดีที่สุดในจักรวรรดิทําให้เป็นยุ้งฉางที่ใหญ่ที่สุดในอนาคต
ทุกวันนี้เมแกนยังรู้สึกกลัวอยู่เลย เธอไม่ได้คิดว่าแดนทมิฬที่เธอเคยได้ยินจะเป็นเช่นนี้ และเนื่องจากมันยังคงเป็นฤดูหนาวพื้นดินด้านนอกเต็มไปด้วยหิมะ เมแกนเติบโตขึ้นมาบนชายฝั่งทะเลเธอไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน มันเลยทําให้เธอรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เห็นมัน
นอกเหนือจากเมแกนแล้วจนน้อยก็รู้สึกตื่นเต้นเช่นกัน ลิงตัวน้อยนี้ไม่เคยเห็นหิมะมาก่อน ดังนั้นเมื่อเขามาที่นี่เขาก็กลัวมาในครั้งแรก แต่เขาก็ชินกับมันได้ไวมาก เขาติดตามเมแกนและเล่นหิมะทุกวันพวกเขาสนุกกับมันมาก
ตามปกติแล้วโรงงานในป้อมภูเขาเหล็กนั้นสามารถให้เมแกนเข้าไปดูได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เครื่องผลิตที่เจ่าไห่ได้สร้างมันทําให้เธอตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น
แม้ว่าเมแกนจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้างในเรื่องของตระกูลมากนัก แต่เธอก็เคยเรียนรู้สิ่งต่างๆมามากมาย ดังนั้นความเข้าใจของเธอเกี่ยวกับประโยชน์ของวิธีการผลิตนี้ เมื่อได้เห็นแล้ว เธอก็รู้ได้ทันทีว่ามันช่วยในเรื่องการผลิตได้มากเลย
แน่นอนว่ามีสินค้าบางอย่างที่ไม่ได้ทําโดยใช้วิธีการแบบเครื่อง ตัวอย่างเช่นผ้าห่มและพรมที่ทําจากมือ แม้ว่าวิธีการนั้นจะสามารถนําไปใช้กับสินค้าเหล่านั้นได้ แต่เจ่าไห่ก็เลือกที่จะไม่ทําเช่นนั้น เนื่องจากถ้าทําเช่นนั้นพรมและผ้าห่มก็จะเสียหาย สินค้าจะเหมือนกับสินค้าที่ผลิตจากเครื่องจักร
เมื่อคนต้องการสร้างบางสิ่งความรู้สึกและความพยายามของเขาย่อมสะท้อนให้เห็นในเงาของเขา และความรู้สึกนั้นจะรู้สึกได้โดยผู้ที่จะซื้อสินค้า นี่คือความแตกต่างที่สําคัญที่สุดระหว่างสินค้าที่ทําจากเครื่องจักรและทําจากมือ
มันจะต้องได้รับการยอมรับว่ามีบางสิ่งที่ดีกว่าเมื่อทําด้วยเครื่องจักรก็สามารถพูดได้ว่าใกล้เคียงกับสินค้าที่สมบูรณ์แบบ แต่ความสมบูรณ์แบบนี้เองก็เป็นข้อบกพร่องมาก
ผู้ที่ทําอะไรด้วยมือของตัวเองจะเห็นว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะทําให้เกิดข้อเสียของการทํางาน แต่ข้อเสียเหล่านี้จะมีความรู้สึกได้และสัมผัสได้จากคนที่สร้างมัน ผู้คนไม่สมบูรณ์แบบและสินค้าที่พวกเขาทําก็จะเหมือนกันไม่มีทางที่มันจะสมบูรณ์แบบได้
เจ่าไห่ไม่อยากให้ผลิตผ้าห่มโดยใช้เครื่องจักร เจ่าไห่มีสินค้ามากมายที่ทําในป้อมภูเขาเหล็ก และสิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่ทําด้วยวิธรการทําโดยเครื่องจักร
เจ่าไห่ไม่ได้ห้ามเมแกนให้บอกตระกูลแคลซีเกี่ยวกับวิธีการผลิดของเขา ในความซื่อสัตย์ทั้งหมดสิ่งเดียวที่เจ่าไห่ไม่ต้องการให้เมแกนบอกตระกูลแคลซีก็คือเรื่องในป้อมภูเขาเหล็ก สิ่งอื่นที่ไม่ใช่เรื่องนี้เจ่าไห่ไม่ได้ห้ามเมแกนไม่ให้พูดถึงมัน
เจ่าไห่รู้ว่าเมแกนมีความรู้สึกดีต่อเขา ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ต้องการให้เมแกนอยู่ในความอึดอัดใจที่เขาไม่สามารถพูดอะไรได้เกี่ยวกับป้อมแห่งนี้ เขารู้ว่าไม่มีทางที่เมแกนจะเก็บทุกอย่างเป็นความลับได้ ไม่เช่นนั้นเธอก็จะไม่มีอะไรจะพูดกับตระกูลของเธอและเจ่าไห่ก็ไม่ต้องการให้เรื่องแบบนั้นมันเกิดขึ้น
ในขณะที่พวกเขาอยู่ในป้อมภูเขาเหล็กหลายวัน เจ่าไห่ก็เริ่มจัดการกับสัตว์เวทย์ในทิ้งซากศพ ในความเป็จริงแล้วเจ่าไห่ได้ให้นึ่งซากศพเป็นสวนหลังบ้านของเขาเองและเนื่องจากสัตว์ในสวนหลังบ้านของเขาไม่เชื่อฟังเขา สิ่งที่เจ่าไห่ต้องทําก็คือการทําให้พวกเขาเชื่อฟังเขาให้ได้
หลังจากที่เจ่าไห่ทักทายปักรีนและคนอื่นๆ เขาก็พาลอร่าและคนอื่นๆ ไปที่เมืองดอกไม้ เมแกนตกใจมาก แม้ว่าป้อมภูเขาเหล็กจะกลายเป็นเมืองดอกไม้แห่งที่สอง แต่สถานที่ก็เล็กเกินไป มันเป็นครั้งแรกที่เมแกนจะได้เห็นเมืองที่ใหญ่พอสําหรับคนอยู่ 500,000 คน
สิ่งที่สําคัญที่สุดคือเกือบทุกสิ่งในเมืองนั้นมีแต่ดอกไม้ เมแกนเกือบจะเสียความรู้สึกไปเพ ราะสถานที่แห่งนี้มันสวยมากๆ
ไม่ใช่แค่เมแกนเท่านั้นแม้แต่ลอร่าและคนอื่นๆ ก็ยังคงตกใจกับความงามของเมือง ทุกครั้งที่พวกเขามาที่นี่ พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะมองทุกอย่างที่นั่น เพราะสถานที่แห่งนี้มันสวยและงดงามมากจริงๆ
เพื่อให้เมแกนมีความสุข เจ่าไห่ตัดสินใจอยู่ภายในเมืองดอกไม้เป็นเวลาสามวัน ในระหว่างนี้ เจ่าไห่ก็สั่งให้เจ้าเหวินออกไปดูเทพผู้มีพลังระดับ 9 อื่นๆ ของบึงซากศพว่ากําลังทําอะไรอยู่ จากนั้นก็เลือกพวกเขามา
เนื่องจากพวกเขาไม่ได้แข็งแกร่งมาก พวกเขาจะเริ่มมองหาคนที่อ่อนแอกว่า และหลังจากพาไปในมิติแล้วพวกเขาก็ยังไปยังเป้าหมายต่อไปอย่างช้า และเคลื่อนที่ไปหาสัตว์เวทย์ที่แข็งแกร่ง ด้วยวิธีนี้สัตว์เวทย์จะอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนว่าเจ่าไห่จะจัดการกับสัตว์ที่มีพลังระดับ 9 ในบึงซากศพได้
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ บ้าย…บาย