Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 434 - ความคิดของเซนต์
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 434 - ความคิดของเซนต์
บทที่ 434 – ความคิดของเซนต์
สิ่งที่เจ่าไห่ไม่รู้ก็คือเมื่อพวกเขากลับมาที่เมืองคาซ่า สิ่งที่เล่าไม่ได้ทํามันทําให้เป็นที่สนใจมากสําหรับเซนต์
(ชายที่ชื่อเซนต์ผมไม่แน่ใจว่าผู้แปลเก่าเขาให้ชื่อว่าอย่างไรถ้าหากมีใครรู้ก็บอกกันด้วยนะครับ Origin Sword Saint)
เทพผู้มีพลังระดับ 9 สามารถสัมผัสทุกสิ่งรอบตัวได้โดยใช้พลังแห่งจิตใจ ด้วยความสามารถของเจ่าไห่ในวันนี้มันเป็นเรื่องที่ธรรมดามากสําหรับเซนต์ที่คอยดูพวกเขาอยู่
ทุกวันนี้เมืองทั้งเมืองอยู่ภายใต้การดูแลมาโดยตลอดของเซนต์ แต่อีกเรื่องเลยเขาเป็นคนของตระกูลเพอร์เซลล์ เขาไม่ต้องการให้ตระกูลของเขาต้องพบเจอกับเรื่องที่ไม่ดี
การมาถึงของเจ่าไห่ทําให้เขาอยากที่จะรู้เรื่องของเจ่าไห่มากขึ้น เขาให้ความสนใจกับเมืองคาซ่ามาโดยตลอด แต่เขาไม่ได้สังเกตเห็นกลุ่มของเจ่าไห่เลย ในเรื่องเดียวกันไม่มีคําอธิบายใดเลยที่กรีนปรากฏมาที่นี่ได้ในขณะที่เจ่าไห่และคนอื่นๆกําลังพักผ่อนอยู่
สําหรับเทพผู้มีพลังระดับ 9 แล้วเรื่องนี้มันทําให้เขาไม่เข้าใจเลย เขามักจะรู้ว่าเจ่าไห่หายไปทุกครั้งที่เขาเข้าไปในลานบ้านของเขามันเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะรู้ว่าพวกของเจ่าไห่กําลังทําอะไรกันอยู่ ที่สําคัญที่สุดในเวลากลางวันเขาจะสามารถรู้สึกถึงทุกๆ คนในเมืองได้ยกเว้นแต่กลุ่มของเจ่าไห่ ดูเหมือนว่าเจ่าไห่จะถูกสร้างขึ้นจากมิติ เขาไม่สามารถรู้สึกอะไรได้จากเขาเลย มันเป็นความรู้สึกที่แปลกมากๆ
ในเย็นวันนี้เซนต์ได้ไปที่ลานบ้านของเจ่าไห่เพื่อตรวจหาสิ่งต่างๆ แต่ถึงแม้ว่าเขาจะอยู่ใกล้ก็ตาม แต่เขาก็ยังไม่ได้รู้สึกอะไรเลย ดูเหมือนว่าเจ่าไห่จะหายไปจากการดํารงอยู่จริงๆ
เรื่องนี้เองที่ทําให้เซนต์ไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะเห็นว่าไฟตามทาง มันจะสว่างน้อยลงเขาก็หลบซ่อนตัวและเดินไปที่ลานบ้านทันที เขาไม่เห็นใครอยู่ที่นั่นเลยในตอนนี้
เมื่อเขาเห็นเช่นนั้น เซนต์ก็ไม่รู้ว่าเขาจะต้องทําเช่นไร เขาทําได้แค่เพียงมองด้วยความว่างเปล่า จากนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอยู่ๆ เขาก็นึกถึงได้ว่าอาจจะเป็นไปได้ว่าเจ่าไห่มีคนที่มีพลังผสานกันได้หรือว่าเขาอาจจะมีพลังเวทย์มิติ
ในจักรวรรดิเวทย์มิตินั้นหายากมากๆ อย่างไรก็ตามในหมู่คนที่มีความสามารถผสานกันได้และผู้ที่มีความสามารถที่เกี่ยวกับมิติไม่ค่อยจะมีนัก นี่อาจจะเป็นความสมดุลที่โลกกําหนดไว
เราต้องยิมรับว่านักเวทย์มิติทุกคนนั้นยากมากที่จะจัดการกับเขา และในบรรดาความสามารถที่เกี่ยวกับมิติมันค่อนข้างที่จะเข้าใจยากมากๆ และเมื่อเซนต์สังเกตเห็นว่าเจ่าไห่หายตัวไป เขาก็นึกถึงความสมารถเกี่ยวกับมิติทันที นอกจากนั้นเขายังไม่สามารถหาเหตุผลอื่นได้ว่าพวกของเจ่าไห่หายตัวไปได้เช่นไร
เซนต์ยืนอยู่ครู่นึ่งที่สนามหญ้าจากนั้นเขาก็ออกมาทันทีและปรากฏตัวที่หน้าประตูของอีวานจากนั้นเขาก็พูดด้วยน้ําเสียงที่จริงจังว่า “อีวานออกมาหาข้าที่”
อีวานไม่ได้หลับไป แต่ด้วยความแข็งแกร่งในตอนนี้ของเขา จึงไม่มีทางที่เขาจะรู้สึกถึงการปรากฏตัวของเซนต์ เมื่อเขาได้ยินเขาก็ทันทีว่าใครมา เขาลุกขึ้นจากเตียงทันที
อีวานเห็นเซนต์เมื่อเขาออกมาจากห้อง เขาโค้งคํานับและพูดว่า “ท่านต้องการสิ่งใดกัน?”
เซนต์มองอีวานและพูดว่า “เจ้ารู้จักกับเจ่าไม่ใช่ไหม? ในอดีตข้าไม่ต้องการให้ช่วยเหลือตระกูลบูดาของเขา แต่ดูเหมือนว่าการตัดสินของเจ้าจะถูกต้อง หากเจ่าไห่ไม่มีความสามารถมิติเขาก็อาจจะมีคนที่ใช้มิติได้ ยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนว่าเขาจะได้รับการสนับสนุนอย่างมากไม่เช่นนั้นเขาก็จะไม่หายจากน้ําแห่งความว่างเปล่า นอกจากซอมบี้ที่แข็งแกร่งเหล่านั้นแล้ว หากเขาสามารถเชิญเทพผู้มีพลังระดับ 9 ไปอยู่กับเขาได้เขาก็จะเป็นคนที่น่ากลัวที่สุด สิ่งที่สําคัญที่สุดคือความจริงที่ว่าเขาอยู่ในกฎหมายกับตระกูลแคลซี สถานะตอนนี้ของเขาไม่อาจจะประเมินได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเจ้าควรรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างเขากับตระกูลเพอร์เซลล์ไว้ ใช่…แล้วเราไม่เคยทําข้อตกลงกับเขามาก่อนเลยเหรอ? เจ้าควรทําตามข้อตกลงนั้น”
สีหน้าของอีวานไม่ได้แสดงอะไรออกมา แต่ก็แสดงออกถึงความเจ็บปวดของเขา เขารู้ว่าถ้าเจ่าไห่มีพลังมาก่อนการหมั้นของเขาจะไม่ถูกยกเลิก ณ ตอนนี้เจ่าไห่มีคู่หมั้นที่สวยสามคนแล้ว ในตอนนี้เขาคงไม่คิดที่จะหาคนอื่นเพิ่มแล้ว
อีวานไม่สามารถทําตามคําขอเหล่านี้ได้ เขาไม่มีทางเลือกอื่นเลย นอกจากบอกเซนต์เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อฟังอีวานแล้วเซนต์ก็ขมวดคิ้วและพูดว่า “ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะไม่ง่ายเลย แต่มันก็ไม่สําคัญว่าเขาจะแต่งงานลูหยาง เราไม่มีผู้หญิงที่จะแต่งงานได้ในตระกูลเพอร์เซลล์เลยเหรอ? เราสามารถหาผู้หญิงคนอื่นมาแทนได้
อีวานยิ้มและพูดว่า “ท่านเซนต์ไม่อาจรู้ได้ แต่เจ๋าไฟเป็นคนที่ดี ยิ่งไปกว่านั้นข้าได้ถามคู่หมั้นของเขาแล้วพวกเธอก็บอกว่าไม่มีทางที่เขาจะอยู่กับใครสักคนถ้าทั้งคู่ไม่มีความรู้สึกต่อกัน ข้าแน่ใจว่าเขาจะไม่เห็นด้วยและต่อต้านถ้าเราหาผู้หญิงที่จะให้เขาแต่งงาน”
เซนต์พนักหน้าและพูดว่า “เอาล่ะ ข้าไม่สนใจอะไรมาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเพื่อประโยชน์ของตระกูลเพอร์เซลล์ ข้าได้บอกเจ้าแล้วเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของเจ่าไห่ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าจะจัดการเรื่องนี้เช่นไร นอกจากนี้ยังควรคํานึงถึงยาที่สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของคนด้วย นับตั้งแต่เราสูญเสียบัฟฟไปตระกูลเพอร์เซลล์ก็ต้องการเทพผู้มีพลังระดับ 9 อีกคน ข้าคนเดียวไม่สามารถ ให้ความปลอดภัยให้ทุกคนในตระกูลเพอร์เซลล์ได้”
อีวานมองและตอบว่า “ท่านเซนต์ หากมีสิ่งใดที่ท่านต้องการอย่าลังเลที่จะบอกกับข้า”
เซนต์มองอีวานและถอนหายใจ “คงจะดีถ้าเจ้าหาเทพผู้มีพลังระดับ 9 มาให้ได้ และเจ้าจะต้องดูแลกิจการของตระกูลเจ้าควรจะแบ่งความสนใจของตัวเองไปหาเทพผู้มีพลังระดับ 9 มาเพื่อดูแลตระกูลของเรา”
อีวานพยักหน้า “ได้เลย..วางใจข้าในเรื่องนี้ ข้าจะจัดการให้ได้”
เซนต์พยักหน้าและพูดว่า “เจ้าต้องจําไว้ว่าเพื่อให้ตระกูลอยู่ต่อไปได้ต้องมีเทพผู้มีพลังระดับ 9 ข้าสงสัยว่าเจ่าไห่จะได้รับการสนับสนุนจากเทพผู้มีพลังระดับ 9 ไม่งั้นเขาคงไม่อาจอยู่ได้ถึงนี้แน่นอน เทพผู้มีพลังระดับ 9 สามารถรับประกันการอยู่รอดของตระกูลได้เป็นร้อยๆปี ถ้าข้าไม่มีตัวตน ทุกคนที่มีเจตนาไม่ดีต่อตระกูลเพอร์เซลล์ของเราจะต้องกําจัดพวกเราออกไปแล้ว เจ้าต้องไปหาคนที่พอจะเป็นได้มาโดยเร็วที่สุด”
อวานพยักหน้าจากนั้นร่างของเซนต์ก็หายไป เมื่อเห็นว่าท่านเซนต์หายไปแล้วอวานก็ถอนหายใจ เขาไม่คิดว่าท่านเซนต์จะให้ความสําคัญกับเจ่าไห่มาเช่นนี้ ดูเหมือนว่าที่เขามาหาอีวานก็น่าจะเป็นเรื่องของเจ่าไห่เป็นสาคัญ
อีวานอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเขาไม่ต้องการให้ท่านเซนต์เตือนให้เขารู้ว่าเจ่าไห่ไม่ธรรมดา การปรากฏตัวของตระกูลบูดาในวันนี้น่าจะแจ้งให้ทั่วจักรวรรดิรู้ว่าน้ําแห่งความว่างเปล่าสามารถรักษาได้
เราจะต้องรู้ก่อนว่าน้ําแห่งความว่างเปล่านั้นไม่มีใครนอกจากกิลแห่งความสว่างที่ใช้ได้ พวกเขาใช้มันเพื่อจัดการกับนักเวทย์แห่งความมืด โดยปกติแล้วพวกเขายังใช้สิ่งเหล่านี้ในเรื่องอื่นๆที่ไม่มีใครรู้ แต่พวกเขาก็ยังอ้างว่าอย่างน้อยพวกเขาก็ใช้มันเพื่อสาเหตุที่ดีมากพอ
แต่น้ําแห่งความว่างเปล่าก็มีประโยชน์มากมายสําหรับเหล่าขุนนาง แต่มันก็หายากมาก ยิ่งไปกว่านั้นก็ยังไม่มียาแก้พิษของมันเลย สิ่งนี้ทําให้มันน่ากลัวมากสําหรับคนที่รู้จักมัน
และตอนนี้เจ่าไห่กลปรากฏขึ้น ก่อนหน้านี้เขาได้ดื่มน้ําแห่งความว่างเปล่าเข้าไป แต่ตอนนี้เขาสามารถใช้พลังเวทย์ได้อย่างอิสระแล้ว นี่เป็นความจริงที่ว่าเขามีวิธีการแก้พิษของมัน นี่เป็นการโจมตีที่น่ากลัวสําหรับกลแห่งความสว่าง นี่มันเหมือนกับการสูญเสียอาวุธชิ้นสุดท้ายที่พวกเขามี
ยิ่งไปกว่านั้นความแข็งแกร่งของเจ่าไห่ยังแสดงให้พวกเขาเห็น มันทําให้พวกเขาตกใจมากยิ่งขึ้น เมื่อพูดถึงเรื่องของเขากับตระกูลแคลซีและการแต่งงานของเมแกน ในที่สุดผู้คนส่วนใหญ่ก็ให้ความสนใจกับเจ่าไห่ ณ จุดนี้ยังไม่มีใครในจักรวรรดิที่กล้าประมาทเขาเลย
เหตุผลที่บอริสตัดสินใจที่โจมตีเข่าไฟในครั้งนี้ ไม่เพียงเพราะเขาถูกเนรเทศจากจักรวรรดิอาร์
เขาคือผู้ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลอิมพิเรียล อย่างที่สองก็เป็นเพราะตระกูลแคลซีเป็นศัตรูของกิลแห่งความสว่าง พวกเขาจึงไม่ลังเลที่จะโจมตีในครั้งนี้
แต่การที่ไม่ลังเลก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีข้อขัดแย้งอะไรเลย มีผู้คนมากมายที่กลัวตระกูลแคลซี ชื่อเสียงของเจ่าไห่ในตอนนี้ไม่ได้เลวร้ายเลย
ในตอนนี้อีวานก็ยังไม่รู้วิธีที่เขาจะจัดการกับความสัมพันธ์กับเจ่าไห่ แม้ว่าเขาจะเคยทํางานกับเจ่าไห่มานาน แต่เขาก็ยังคงไม่มีอะไรที่จะทําได้ในครั้งนี้
ในอดีตเรื่องของลูหยางได้รับการจัดการโดยซีซาร์ ตอนนั้นตระกูลเพอร์เซลล์รู้สึกดี เมื่อได้ตัดความสัมพันธ์ของเขากับเจ่าไห่ หากไม่เป็นเช่นนั้นเจ่าไห่ก็จะไม่เป็นเช่นนี้ สําหรับอีวานเขามองว่าเจ่าไห่เป็นหลานชายของเขาเอง เขารู้ว่าถ้าเขาต้องการมีสัมพันธ์กับเจ่าไห่ มันอาจจะทําให้ทุกอย่างมันแย่ลง
อวานถอนหายใจจากนั้นเขาก็กลับไปยังห้องนอนของเขา แม้ว่าเขาจะนอนไม่หลับเขาก็ยังคงนอนอยู่บนเตียงด้วยดวงตาที่ปิดสนิท เขาต้องการพักผ่อนเขายังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทําให้วันพรุ่ง
เช่นเดียวกับเจ่าไห่ อีวานก็คิดว่าเนื่องจากกองทัพของศัตรูไม่สามารถจัดการกับเมืองคาซ่าได้ พวกเขาจะต้องส่งเทพผู้มีพลังระดับ 9 มาอย่างแน่นอน
พวกเขาจะต้องใช้เทพผู้มีพลังระดับ 9 เท่านั้นถึงพวกเขาจะมีชัยชนะได้ในสงครามครั้งนี้ สิ่งที่อีวานกังวลในตอนนี้คือถ้าเจ่าไห่จะสามารถรับมือกับเทพผู้มีพลังระดับ 9 ที่กําลังจะมาได้หรือไม่?
ถ้าเจ่าไหรับมือกับพวกเขาได้นั่งจะเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่ถ้าเขาทําไม่ได้ทุกอย่างจะอย่างลงมาก ความคิดเหล่านี้ยังคงหมุนเวียนอยู่ในใจของอีวานซ้ําแล้วซ้ําอีก
เช้าวันต่อมาพวกของเจ่าไห่ก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งที่ลานบ้าน เมื่อพวกเขาตื่นนอนในเข้าวันนั้น เจ๋าฉินอี้บอกเจ่าไห่ว่าเซนต์มาที่ลานบ้านเพื่อหาอะไรบ้างอย่าง เธอยังบอกเล่าไห่เกี่ยวกับสิ่งที่เซนต์พูดกับอวานอีกด้วย
เจ่าไห่ไม่ได้คิดจริงๆ ว่าเซนต์จะสนใจในตัวของเขา แต่เขาไม่มีแผนที่จะแต่งงานกับตระกูลเพอร์เซลล์เลย เช่นเดียวกับสิ่งที่อวานพูดเมื่อครั้งที่แล้วลหยางไม่คู่ควรกับเจ่าไห่แล้ว
เจ่าไห่ไม่คิดเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้อีกต่อไป เขาช่วยเหลือตระกูลเพอร์เซลล์ส่วนใหญ่เพราะตระกูลเพอร์เซลล์เคยช่วยเหลือพวกเขามาก่อน นอกจานี้ยังเป็นโอกาสที่ดีในการเปิดเผยธงของตระกูลบูดาและอีกเหตุผลหนึ่งก็เพราะตําแหน่งของเพอร์เซลล์นั้นอยู่ติดกับแดนทมิฬ ตระกูลเพอร์เซลล์ที่นี่เป็นสิ่งที่ดีสําหรับเจ่าไห่ เป็นการดีกว่าถ้ามีเพื่อนเป็นเพื่อนมากกว่าการมีเพื่อนเป็นศัตรู
เมื่อเจ่าไห่กับคนอื่นๆ ไปที่ห้องอาหารอีวานก็อยู่ที่นั่นแล้ว อีวานอยู่คนเดียวเขาอยู่ที่นั่นกับพวกเขาของเจ่าไห่
เมื่อเขาเห็นว่าเจ่าไห่มาโดยที่ไม่มีปู่กรีนเขาก็มองเจ่าไห่และถามว่า “เจ่าไห่ ลุงกรีนและป้าเมอร์รินอยู่ที่ไหน?”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “พวกเขามีอีกอย่างที่ต้องทํา พวกเขาไปแล้ว ไม่ว่ายังไงเราไม่ต้องการความช่วยเหลือจากพวกเขาในวันนี้ ข้าคิดว่าเทพผู้มีพลังระดับ 9 ของศัตรูเริ่มมาในวันนี้”
อีวานพยักหน้า “ข้าก็คิดเช่นกัน เมื่อวานกองทัพของพวกเขาถึงหนึ่งในสี่ถูกสังหารโดยเจ้า ตอนนี้พวกเขาไม่มีทางล้อมเมืองและหยุดการเสริมกําลังของเราได้ วันนี้เป็นเวลาที่ดีที่สุดสําหรับเทพผู้มีพลังระดับ 9 ที่จะลงมือทํามิฉะนั้นมันจะสายเกินไป”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้าจะรอพวกเขาอยู่ที่นี่ ข้าคิดว่าพวกเขาจะไม่อ่อนแอเกินไป มิฉะนั้นข้าก็จะผิดหวังมาก”
เมื่อมาถึงจุดนี้อยู่ก็มีเสียงดังขึ้น “เด็กน้อยเจ้าหยิ่งมาก มาพบกับความตายของเจ้า!”
เจ่าไห่ยิ้ม จากนั้นเขาก็ปรากฏตัวขึ้นข้างนอกในพริบตาเมื่อเขามองไปที่ท้องฟ้าและเห็นร่าง ร่างกําลังบินอยู่ที่นั่น สามคนสวมเสื้อผ้าของนักรบ ในขณะที่อีกหนึ่งสวมเสื้อคลุมของนักเวทย์ และเสื้อคลุมนั้นเป็นสีขาว
เมื่อเห็นกลุ่มปรากฏขึ้น เจ่าไห่ก็ยิ้มและพูดว่า “ดีนักรบสามคนและเทพผู้มีพลังระดับ 9 ดีจริงๆ ดูเหมือนว่าพวกท่านต้องการที่จะจัดการกับซอมบี้ที่ข้ามีอยู่จริงๆ”
หลังจากคําพูดของเจ่าไห่นักเวทย์แห่งแสงก็พูดว่า “หยุดพูด วันพิพากษาของเจ้ามาถึงแล้ว!”
เจ่าไห่หัวเราะ “ฉันไม่มีทางกลายเป็นพวกของท่านหรอก ท่านกล้าที่จะพูดว่าท่านสามารถจัดการกับข้าได้งั้นเหรอ? ถ้าเช่นนั้นทําไมนักเวทย์แห่งความมืดยังคงมีอยู่? ท่านแค่หลอกตัวเอง ผู้คนอาจคิดว่าพวกท่านเป็นคนดี แต่นั้นก็ไม่ใช่สิ่งที่ข้าเห็น วันนี้ถ้าท่านต้องการชีวิตของข้า ท่านจะต้องแสดงพลังที่แท้จริงออกมา”
เมื่อเจ่าไห่เห็นว่านักรบทั้งสามดูเหมือนจะพาเทพผู้มีพลังระดับ 9 แห่งแสงมาด้วย เขารู้ทันทีว่าคนเหล่านี้ถูกส่งมาจากกลแห่งความสว่าง
สิ่งนี้ทําให้เจ่าไห่หมดความลังเล สําหรับเขามันเป็นไปไม่ได้ที่จะแก้ไขความเกลียดชังของเขาที่มีต่อกิลแห่งความสว่างและมันก็เกิดขึ้นว่าคราวนี้เขาสามารถกําจัดเทพผู้มีพลังระดับ 9 ได้ไม่เพียงเท่านั้นเขายังสามารถทําให้พลังของกิลแห่งความสว่างอ่อนแอลงได้
คนเหล่านี้จากกิลแห่งความสว่างอาจไม่รู้ว่าเทพผู้มีพลังระดับ 9 ที่พวกเขาส่งไปยังทุ่งหญ้าถูกฆ่าโดยเจ่าไห่ ไม่งั้นพวกเขาคงไม่ส่งคนมาอีกในครั้งนี้
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ บ้าย..บาย