Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 433 - พลังของซอมบี้
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 433 - พลังของซอมบี้
บทที่ 433 – พลังของซอมบี้
เมื่อมาถึงตอนนี้เหล่าทหารที่ล้อมเมืองคาซ่าอยู่นั่นดูเหมือนว่าตอนนี้ทหารเหล่านั้นจะวุ่นวายมาก ไม่มีใครเลยที่สามารถหยุดเจ่าไห่ได้ นักเวทย์ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะสามารถช่วยตัวเองให้หนีไปได้ นักเวทย์ที่ไม่ได้แข็งแกร่งพวกเขาถูกฆ่าตายทันที หลังจากที่ตายแล้วพวกเขาก็กลายเป็นซอมบี้ของเจ่าไห่ หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มร่ายเวทย์มนตร์เพื่อโจมตีทหารรับจ้างคนอื่นๆ
ตอนนี้จิตใจของทหารเหล่านั้นตกอยู่ในความสับสน เนื่องจากการที่นักเวทย์แห่งความมืดถูกกําจัดไปตลอดหลายปีที่ผ่านมา กองทัพส่วนใหญ่จึงไม่ได้มีนักเวทย์แห่งความมืด นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในจักรวรรดิอาร์ซู เรื่องนี้ยังทําให้พวกเขารู้ว่าการที่มีนักเวทย์แห่งความมืดอยู่ในพัก พวกของตัวเองนั้นเป็นอะไรที่ดีมาก
ที่เหล่านักเวทย์แห่งความมืดนั้นมีความสําคัญต่อการต่อสู้มากก็เพราะว่าพวกเขาสามารถควบคมเหล่าซอมบี้ได้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถครบคุมซอมบี้ได้อย่างกับเจ่าไห่ แต่ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถทําได้เหมือนกับเจ่าไห่ แต่พวกเขาก็ยังสามารถที่จะทําให้ศัตรูกลัวพวกเขา และด้วยสิ่งนี้นี่เอง ที่ทําให้พวกเขาถูกเรียกว่าเทพแห่งความตาย
เนื่องจากตอนนี้ไม่ได้มีผู้ที่มีความแข็งแกร่งมาในพลังเวทย์ และก็เลยทําให้พวกเขาไม่มีคนที่จะคอยเป็นอาจารย์เพื่อฝึกสอนพวกเขา ดังนั้นเมื่อพวกเขาได้เจอกับพลังของเจ่าไห่มันก็ทําให้พวกเขาต้องหวาดกลัวเอามากๆ
อีวานมองเหล่าซอมบี้ที่ไล่ตามทหารรับจ้างออกไปข้างนอกและสีหน้าของเขาดูสับสนมากๆ เขาเคยเห็นเจ่าไห่มาก่อนแล้วและเขาก็ยังเคยเห็นอดัมด้วยเช่นกัน ครั้งล่าสุดที่พวกเขาได้พบกัน เขารู้ว่าเจ่าไห่มีความแข็งแกร่งแต่ไม่มากเช่นนี้ แต่ตอนนี้เจ่าไห่เป็นคนที่มีไหวพริบและมีความแข็งแกร่งเอามากๆ และตอนนี้ขณะที่ดื่มชาอยู่นั้นเขาก็รู้สึกกลัวเจ่าไห่ขึ้นมา
อีวานคิดว่าเจ่าไห่นั้นน่ากลัวมาก อีวานเคยเป็นนักรบที่แข็งแกร่งเขาเคยเห็นคนที่ถูกฆ่ามามากมาย และแม้ว่าเขาจะได้เป็นผู้ปกครองเมืองเขาก็เคยเห็นคนที่น่ากลัวและไร้ความปราณีมากมาย แต่ว่าเขาก็ไม่เคยเจอกับคนอย่างเจ่าไห่เลย เมื่ออีวานเห็นเจ่าไห่ทําเช่นนั้นเขาก็กลัวมากๆ
การสังหารหมู่นั้นใครก็สามารถทําได้ แต่ด้วยความสามารถของเจ่าไห่แล้ว เขาไม่ได้เหมือนกับคนเหล่านั้นเลย
ในขณะที่มองไปที่สนามรบข้างนอก เจ่าไห่ก็ยังคงดื่มน้ําชาของเขาอยู่ภายในซอมบี้ ในเวลาเดียวกันมืออีกข้างของเขาก็กําลังร่ายเวทย์มนตร์อยู่อย่างต่อเนื่องเปลี่ยนคนให้กลายเป็นซอมบี้ และสั่งให้ซอมบี้เกิดขึ้นใหม่เรื่อยๆ ในขณะที่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเขาก็ยังคงดื่มน้ําชาอยู่
อีวานรู้สึกเหมือนว่าเจ่าไห่ไม่ใช่อดัมที่เขาเคยรู้จัก สําหรับเขาแล้วเจ่าไห่กลายเป็นคนที่ใจเย็นมากๆ อีวานรู้สึกว่ามันแปลกๆ เขารู้สึกเสียใจ
เจ่าไห่มองท่าทางของอีวาน เจ่าไห่เข้าใจในสิ่งที่อีวานกําลังคิดอยู่ เจ่าไห่วางถ้วยชาลงแล้วก็มองอีวาน “ลุงอีวานคิดว่าข้าโหดเกินไปงั้นเหรอ?”
อีวานมองไปที่เง่าไห่และถอนหายใจพร้อมกับพูดว่า “เจ่าไห่ ข้ารู้ว่าสถานการณ์ของตระกูลบูดาบังคับให้เจ้าต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลกครั้งใหญ่ แต่เจ้าก็ต้องรู้ว่ายังมีคนอีกมากมายที่อยู่ ในพวกเขาไม่รู้เรื่องอะไรเหมือนกัน ข้าคิดว่ามันก็พอแล้วแค่พวกเราไล่พวกเขาไป”
เจ่าไห่มองที่อีวานแล้วถอนหายใจ “ลุงอีวานท่านคิดว่าข้าอยากจะให้มันเป็นเช่นนี้หรือไม่? ถึงแม้ว่าข้าจะไม่ทําเช่นนั้นพวกเขาก็ยังคงเป็นศัตรูของเรา ท่านเห็นพวกเขาน่าสมเพชขนาดนั้นเลยเหรอ? แต่ท่านไม่คิดหรือว่าหากเราไม่มีพลังมากพอพวกเขาก็จะตามล่าเราเหมือนกับผี และเมื่อถึงเวลานั้นจริงข้าคิดว่าตระกูลเพอร์เซลล์และข้าก็อาจจะไม่มีโอกาสได้กลับมาเช่นนี้ ท่านคิดว่าเมื่อถึงตอนนั้นจริงๆ พวกเขาจะปล่อยพวกเราเหมือนที่พวกเขาคิดที่จะปล่อยพวกเขาไหม?”
อีวานเข้าใจในสิ่งที่เจ่าไห่พูดทันที แต่เขาก็ยังคงคิดว่าพวกเขายังฆ่าคนที่ยังมีชีวิตอยู่ มันก็ยิ่งทําให้เขารู้สึกแย่มากๆ ถ้าเขาอยู่ที่นั่นทําก็จะทําให้เขาเสียใจมากกว่านี้ แต่นี่ก็ยังดีที่พวกเขาอยู่ในซอมบี้
ที่จริงแล้วมันไม่ใช่แค่อวานคนเดียวเท่านั้นที่มีความรู้สึกเช่นนี้ คนส่วนใหญ่ในจักรวรรดิก็คงมีความรู้สึกเช่นนี้เหมือนกัน ไม่งั้นพวกเขาคงไม่มองว่านักเวทย์แห่งความมืดจะเป็นอาชีพที่น่าเกลีย ดที่สุด พวกเขาไม่ได้คิดว่านักเวทย์แห่งความมืดจะสามารถลดความสูญเสียในสนามรบได้ นักเวทย์แห่งความมืดจะใช้ทุกอย่างเพื่อโจมตี สําหรับพวกเขาแล้วการโจมตีด้วยใบมีดหรือซอมบี้นั้น มันเป็นเรื่องที่ปกติและเหมือนกันทุกคน แต่ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็สามารถทํางานให้เสร็จได้
กรีนที่ยังสับสนในสถานการณ์อยู่นั้น กรีนก็พูดออกมาว่า “เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ? เจ้าต้องการส่งให้ทหารของเจ้าออกไปรบมากกว่าที่จะส่งซอมบี้ออกไปงั้นเหรอ? ดูเหมือนว่าเจ้าจะได้รับผลจากกิลแห่งความสว่างมาเหมือนกัน”
เมื่อวานได้ยินเช่นนั้นเขาก็รู้สึกอึดอัดใจมาก เขาไม่กล้าที่จะต่อต้านความคิดของกรีน เพราะตําแหน่งของเขาในตระกูลบูดา อีวานจึงมองว่ากขึ้นเป็นผู้เฒ่าของตระกูล เขาจึงไม่กล้าทําอะไรที่อยู่นอกเหนือจากสิ่งที่กรีนพูด
ในตอนนี้ทหารรับจ้างที่อยู่ในประตูอื่นก็เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น พวกเขาส่งกําลังเสริมของพวกเขามา แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ยังไม่สามารถที่จะจัดการกับเหล่าซอมบี้ได้ สถานการณ์ก็ยังคงเหมือนเดิมเหล่าซอมบี้ยังคงไล่ฆ่าคนให้กลายเป็นซอมบี้อยู่เรื่อยๆ
ทหารที่ล้อมรอบเมือง 100,000 เริ่มวุ่นวายมากขึ้น พวกเขาเริ่มรวมคนของพวกเขาทันทีและเริ่มล้อมเจ่าไห่ แต่ก็ดูเหมือนว่าเจ่าไห่จะไม่ได้สนใจ เขายังคงสั่งให้ซอมบี้โจมตีเหล่าทหารต่อไป
หากมองลงมาจากท้องฟ้าสนามรบก็จะดูไม่เหมือนกับทั่วไป เหล่าทหารรับจ้างล้อมรอบเหล่าซอมบี้ที่อยู่ตรงกลางอยู่ มันก็จะดูเหมือนว่าคนที่อยู่ตรงกลางจะเสียเปรียบอยู่
แต่ถ้าลองมองดีๆ จะเห็นว่าเหล่าทหารค่อยๆ ล้มตายและเมื่อพวกเขาถูกฆ่าตายพวกเขาก็จะถูกคลุมด้วยหมอกในทันทีและกลายเป็นซอมบี้ หลังจากนั้นพวกเขาก็จะลกขึ้นและก็โจมตีเพื่อนที่ เป็นทหารของพวกเขา
การต่อสู้ยังดําเนินไปตลอดทั้งวัน ในที่สุดเหล่าทหารรับจ้างก็อดไม่ได้ที่จะต้องถอนตัวออกไป พวกเขาไม่กล้าคิดที่จะโจมตีเจ่าไห่ต่อไป เนื่องจากพวกเขาถูกฆ่าตายอยู่ฝ่ายเดียว ดูเหมือนว่าคนที่ถูกฆ่าตายน่าจะมีประมาณ 30,000 ถึง 40,000 คน การสูญเสียของพวกเขามันมากพอที่จะต้องคิดที่จะถอยออกไป
สิ่งที่ทําให้พวกเขาสับสนมากก็คือทําไมเหล่าซอมบี้ถึงมีพลังมากขนาดนี้ และก็ยังเป็นเพราะว่าเหล่าซอมบี้ที่ถูกโจมตีนั้นบางตัวก็ได้รับบาดเจ็บบางตัวก็เหมือนจะตายแต่ไม่นานนักพวกมันก็กลับมามีชีวิตเหมือนเดิม
ดูเหมือนว่าทหารรับจ้างจะไม่พร้อมกับการรบในครั้งนี้ พวกเขาจําเป็นจะต้องถอยกลับไป พวกเขาคิดว่าถ้าพวกเขาถอยกันไปจริงๆ เหล่าซอมบี้ของเจ่าไห่ก็จะไล่ล่าพวกเขาอย่างแน่นอน ดูเหมือนว่าซอมบี้ของเจ่าไห่นั้นจะไม่รู้จักคําว่าเหนื่อยเลย
ตอนนี้พวกเขาคิดว่าทหารของพวกเขากลุ่มนึ่งเป็นทหารที่อยู่บนพื้นแต่อีกกลุ่มของพวกเขาคือทหารม้า ซึ่งความเร็วที่พวกเขาจะใช่หนี้มันชั่งแตกต่างกันมากๆ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ พวกเขาก็จะมีทหารที่รู้ว่าจะหนีได้อย่างปลอดภัยมีเท่าไหร่ในที่สุดทหารรับจ้าง 50,000 คนก็หนีรอดไปได้
การไล่ล่ายาวไปถึงช่วงบ่ายและเจ่าไห่ก็ได้รับซอมบี้เพิ่มมาอีก 50,000 ตัวหลังจากนั้นพวกเขาก็กลับไปในเมืองคาซ่าและหลังจากที่กินอาหารกันเสร็จ พวกของเจ่าไห่ก็กลับไปจัดหาที่พักให้กับอีวาน
อย่างไรก็ตามอีวานก็นอนไม่หลับในคืนนั้น วิธีที่เจ่าไห่ได้จัดการกับเหล่าทหาร มันทําให้อีวานตกใจกับวิธีที่เจ่าไห่จัดการกับทหาร แต่เขาก็ต้องตกใจมากเมื่อได้เห็นเหล่าซอมบี้ที่แข็งแกร่งของเจ่าไห่
ตอนนี้อีวานรู้แล้วว่าทําไมเจ่าไห่ยังสามารถอยู่รอดได้ ดูเหมือนว่าเจ่าไห่จะใช้พลังของเขา เพื่อส่งไปยังซอมบี้และจัดการกับคนที่เขาต้องการจัดการ แต่ที่แปลกเลยก็คือเหล่าซอมบี้ของเจ่าไห่นั้นไม่ได้ตายเลย
ในเวลาเดียวกันอีวานก็ต้องยอมรับความแข็งแกร่งของนักเวทย์แห่งความมืด เขาไม่ได้สนใจอาชีพนี้เลยเมื่อก่อน เพราะจักรวรรดิแห่งนี้ได้กําจัดเหล่านักเวทย์แห่งความมืด นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในจักรวรรดิอาร์ซู เนื่องจากการร่วมมือของบอริสและกิลแห่งความสว่าง ท่าให้การจัดการกับนักเวทย์แห่งความมืดมาอยู่ในอีกระดับ ตั้งแต่เด็กแล้วพวกเขาจะเคยได้ยินแต่เรื่องที่ไม่ดีของ นักเวทย์แห่งความมืด ความคิดนี้อยู่ในจิตใจของผู้คนและก็ทําให้พวกเขาเกรียดนักเวทย์แห่งความมืด
นี่เป็นเหตุผลที่ชัดเจนมากว่าทําไมเจ่าไห่ถึงต้องไปอยู่ที่ป้อมภูเขาหิน และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ว่า ทําไมในกองทัพของตระกูลเพอร์เซลล์ไม่มีนักเวทย์แห่งความมืดเลย
แต่หลังจากที่เห็นเจ่าไห่ในวันนี้อีวานก็รู้สึกเสียใจมาก เขารู้ว่าการต่อสู้ในครั้งนี้มีการบาดเจ็บล้มตายกันยิ่งมากและถ้าหากว่ามีนักเวทย์แห่งความมืดมาด้วยพวกเขาก็จะสามารถลดการสูญเสียในครั้งนี้ได้เยอะมาก
ทันทีที่ความคิดของอีวานมาถึงจุดนี้ อีวานก็รู้สึกเสียใจมากที่ไม่มีนักเวทย์แห่งความมืดในกองทัพของเขา แต่ตอนมันก็สายเกินไปแล้วมีนักเวทย์ในจักรวรรดินี้จํานวนไม่น้อยและคนเหล่านั้นไม่ไว้ใจเหล่าขุนนางมากนัก ดูเหมือนว่าการที่จะหานักเวทย์มันจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้เลย
ในตอนนี้เจ่าไห่อยู่ในมิติ กรีนและยายเมอร์รินก็อยู่ข้างในด้วยเช่นกัน กรีนมีความสุขมาก สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดง เขาตื่นเต้นมากจริงๆ ในที่สุดพวกเขาก็แสดงพลังของมังกรทองได้แล้ว
ปู่กรีนคิดอยู่ครู่นึ่งก่อนที่เขาจะพูดว่า “เอาล่ะเราจะกลับไปที่ป้อมปราการเหล็กในวันพรุ่งนี้ ความปรารถนาของข้าได้สําเร็จแล้ว แต่นายน้อยท่านต้องดูแลตัวเองด้วย หากศัตรูส่งเทพผู้มีพลังระดับ 9 มาในวันพรุ่งนี้ให้ซ่อนตัวอยู่ในมิติทันที ยิ่งไปกว่านั้นขากลัวว่ากลแห่งความสว่างจะส่งพวกเขามาด้วยเช่นกัน เป้าหมายของพวกเขาในครั้งนี้คือจัดการกับท่าน และข้าก็ไม่ยอมให้เรื่องนี้มันเกิดขึ้นเป็นแน่ๆ”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ไปพักผ่อนเถอะ หากมีอะไรเกิดขึ้นข้าจะซอนตัวในมิติทันที มาดูกันว่า พวกเขาจะจัดการกับข้าเช่นไร แต่สิ่งที่พูดก็จริงดูเหมือนว่าตอนนี้กลแห่งความสว่างจะยังไม่ได้ทําสิ่งใดเลย ข้ากลัวว่าถ้าเมื่อพวกเขาได้รับข่าวที่เกี่ยวกับตัวของข้าพวกเขาจะส่งคนไปยังป้อมปราการเหล็ก ข้าก็คิดว่ามันจะเป็นการดีที่ปักรีนจะกลับไป” ปักรีนเห็นด้วยและพยักหน้า
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ บําย…บาย