Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 431 - เหตุผลอื่น
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 431 - เหตุผลอื่น
บทที่ 431 – เหตุผลอื่น
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “ข้าได้ยินเรื่องนี้จากข้อมูลที่ตระกูลของเมแกนได้รับมา พวกเขาบอกว่าศัตรูกําลังพยายามที่จะบุกเข้าไปในเมืองพวกเขาคงจะรอข้าอยู่แน่นอน ข้าคิดว่าพวกเขาอาจจะต้องการให้พวกเราทั้งสองอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน”
อีวานขมวดคิ้ว เขารู้ว่าตระกูลแคลซีนั้นแข็งแกร่งกว่าตระกูลเพอร์เซลล์ ข้อมูลที่ได้จากตระกูลแคลซีน่าจะเป็นเรื่องที่น่าเชื่อถือได้ ดูเหมือนว่าเรื่องที่พวกเขาเจอในตอนนี้จะเป็นเพราะเขาและเจ่าไห่จริงๆ
จากเหล็อปีที่ผ่านมาอีวานวางความสามารถของนักรบของเขาแล้ว แต่หลังจากที่ศัตรูโจมตี เขามันก็เหมือนกับว่าพวกเขาต้องการให้ เขาส่งจดหมายไปหาเจ่าไห่ และก็ด้วยเหตุนี้พวกเขาก็จะสามารถจัดการเน่าไห่ไปพร้อมกับตระกูลเพอร์เซลล์ได้ในเวลาเดียวกัน
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้สีหน้าของอีวานก็เปลี่ยนไปทันที เมื่อคิดได้เช่นนั้นเขาก็หันไปหาเจ่าไห่และพูดว่า “เจ่าไห่ข้าไม่รู้ว่าจะต้องทําเช่นไร แต่ตอนนี้ข้าอยากให้เจ้าออกไปจากเมืองคาซ่าและข้าจะให้คนของตระกูลเพอร์เซลล์ตามเจ้าไปด้วย ข้าไม่สนใจแล้วว่ามันจะเป็นเช่นไรต่อไป”
เจ่าไห่มองก่อนที่เขาจะเข้าใจในสิ่งที่อวานพูด เขายิ้มและพูดว่า “หนึ่งั้นเหรอ? ทําไมต้องหนี ในครั้งนี้จะไม่มีแค่ข้าที่จะไม่หนีไป ข้ายังเอาธงมังกรของตระกูลมาด้วย และครั้งนี้ข้าจะทําให้คนในจักรวรรดิรู้ว่าตระกูลบูดายังไม่ได้ล่มสลายไป แต่จะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”
หลังจากที่เจ่าไห่พูดจบก็มีเสียงดังขึ้น “ยังงงง” เจ่าไห่หันไปและเห็นลหยางยืนอยู่หน้าห้องนั่งเล่น คําพูดของพวกเขาทําให้หม้อน้ําชาที่อยู่ในมือของเธอหล่นแตก
ลูหยางได้ยินสิ่งที่เจ่าไห่พูดออกมา ตอนนี้เมื่อเจ่าไห่เห็นลูหยางเขาก็รู้ทันทีว่าลูหยางเป็นคนของตระกูลเพอร์เซลล์ เธอเคยอยู่ในความดูแลของเจ่าไห่ในขณะที่เธอกําลังกลับมาจากจักรวรรดิโรเซ่น ลูหยางต้องการที่จะขอบคุณเจ่าไห่ เมื่อเห็นเช่นนั้นเทอก็ไปเอาชามาเทให้กับเจ่าไห่และอีวานใหม่ แต่เธอก็ไม่คิดว่าเมื่อถึงเข้ามาถึงเธอจะได้ยิ่งเจ่าไห่พูดเช่นนั้น จากเรื่องที่เธอรู้เจ่าไห่เป็นคนของตระกูลบูดา เจ่าไห่บอกความจริงของเขาแล้วจริงๆ และที่สําคัญเลยเธอเคยเป็นคู่หมั้นของอดัมบูดา!
เมื่ออวานและเจ่าไห่เห็นสีหน้าของลูหยาง อีวานก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ลูกมาที่นี่ทําไม? แต่ไหนก็มาแล้วพูดคุยกับเจ่าไห่สักหน่อย”
เจ่าไห่ยืนขึ้นและมองไปที่ลูหยาง จากนั้นเขาก็คํานับและพูดว่า “ลูหยางดูดีจริงๆ ข้าเจ่าไห่ขอค่านับลหยาง”
เมื่อมองไปที่เจ่าไห่ ลูหยางใช้ความกล้าทั้งหมดของเธอถามเจ่าไห่ว่า “นามสกุลของท่านคือบูดาจริงๆ เหรอ? ท่านคืออดัมใช่ไหม?”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้าเองมีนามสกุลบุดาจริงๆ อดัมเป็นชื่อเดิมของข้า แต่ข้าได้เปลี่ยนชื่อเป็นเจ่าไห่แล้ว ต่อจากนี้ให้เรียกข้าว่าเจ่าไห่”
ลูหยางรู้สึกว่าเธอไม่มีความกล้าที่จะมองหน้าของเจ่าไห่ เธอปิดหน้าของเธอแล้วก็วิ่งออกไป ในขณะเดียวกันเมื่อเธอออกแล้วก็มีเสียงร้องไห้ดังขึ้น
เมื่อเห็นเช่นนั้น เจ่าไห่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทําเช่นไร เขาไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้น อีวานก็พูดต่อว่า “เอาล่ะ เปลี่ยนเธอไปก่อน เจ่าไห่เจ้าเอาธงมาด้วยหรือไม่? เจ่าไห่ฟังข้าเจ้าจะต้องหนี้ เทพผู้มีพลังระดับ 9 ไม่ใช่คนที่เจ้าจะจัดการได้
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “มันจะมีอะไรที่แข็งแกร่งกว่าเทพผู้มีพลังระดับ 9 อีกไหมมั่นใจได้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะส่งเทพผู้มีพลังระดับ 9 ข้าจะจัดการกับพวกเขาให้ลุงได้เห็นเอง ไปพักผ่อนก่อนเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะไปกับลุงที่กําแพงและประกาศว่าตระกูลบูดากลับมาแล้ว”
อีวานมองไปที่เจ่าไห่เขาไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรอีก เขาพยักหน้าและพูดว่า “เอาล่ะเย็นวันนี้ไปพักผ่อนกันก่อน แล้วพรุ่งนี้เช้าเราจะมุ่งหน้าไปที่กําแพง” ในเวลานั้นเขาก็จะบอกให้เจ่าไห่หนีไปอีกครั้ง เขาเชื่อว่าเจ่าไห่จะเห็นด้วยกับเขา
อีวานไม่คิดว่าเจ่าไห่จะแข็งแกร่งขนาดนั้น เขาคิดว่าเจ่าไห่จะอยากจะเห็นศัตรูก่อนแล้วเขาก็จะคิดมามันคงเป็นไปไม่ได้ ตราบใดที่อีวานบอกกับเจ่าไม่ได้ เขาก็คิดว่าเขาสามารถช่วยคนอย่างเจ่าไห่ไว้ได้
ในขณะที่อีวานกําลังอยู่ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในใจของเขา เจ่าไห่หันหน้าของเขาไปที่ลอร่า และเมแกนด้วยรอยยิ้มและพูดว่า “พรุ่งนี้พวกเราจะไปที่กําแพงกัน จากนั้นก็จะไปที่กองทัพเพื่อจัดการกับพวกมัน มาดูกันว่าพวกมันมีแผนอะไรบ้าง เธอทั้ง 2 ควรไปยังมิติและดูสถานการณ์ในจอภาพ หากว่าพวกมันส่งเทพผู้มีพลังระดับ 9 มาหาพี่ อย่าออกมาเด็ดขาด!!”
ลอร่าพยักหน้า “เอาล่ะ เราจะดูพี่อยู่ในมิติ แต่ตอนนี้พี่ไห่พี่ไม่ให้ปู่กรีนมาด้วยเหรอ? ในครั้งนี้การอปรากฏตัวของเราในจักรวรรดินี้จะเป็นช่วงเวลาที่สําคัญกับตระกูลบูดามาก”
เจ่าไห่คิดอยู่ครู่นึ่งและพูดว่า “มันก็ดีนะ ไปเรียกปู่กรีนกัน” จากนั้นพวกเขาก็ไปที่ภูเขาหินทันที เพื่อบอกเรื่องนี้กับปู่กรีน
กรีนก็เห็นด้วยและเสนอให้เรียกเมอร์รินไปด้วย เจ่าไห่เห็นด้วยในวันเดียวกันปู่กรีนและยายเมอร์รินก็ไปยังมิติ แต่ปู่กรีนและยายเมอร์รินพวกเขารอคอยวันนี้มานานมากแล้ว และเมื่อเวลานั้นกําลังจะมาถึงมันทําให้พวกเขาตื่นเต้นมากจนนอนไม่หลับเลย
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่เจ่าไห่และคนอื่นๆ ตื่นขึ้นมาพวกเขาก็ออกจากมิติทันที ปู่กรีนและยายเมอร์รินไม่ได้กินอาหารเช้าในมิติ พวกเขารู้ว่าอีวานจะขอให้พวกเขากินอาหารกับเขาอย่างแน่นอน
อีวานส่งคนไปเรียกเจ่าไห่และคนอื่นๆ เจ่าไห่พากรีนและยายเมอร์รินออกจากมิติทันที
เมื่อพวกเขาออกมาคนใช้ก็อดไม่ได้ที่จะมองพวกเขา นี่เป็นเพราะมีปู่กรีนและยายเมอร์รินเพิ่มมาด้วย แต่ยังไงก็ตามพวกเขาไม่มีสิทธิที่จะถามถึงเรื่องนี้ พวกเขาทําหน้าที่พาเจ่าไห่และคนอื่นๆไปที่ห้องอาหารทันที
เมื่อพวกเขามาถึงห้องอาหารอีวานก็อดไม่ได้ที่จะมองพวกเขา โดยปกติแล้วเขารู้จักปู่กรีนและยายเมอร์ริน เขาไม่คิดว่าพวกเขาจะมาที่นี่ในวันนี้
อีวานเดินไปข้างหน้าด้วยความรีบเร่ง เขาคํานับและพูดว่า “ลุงกรีน ป้าเมอร์รินท่านทั้งสองมาที่นี่ตั้งแต่ตอนไหน? ข้ากําลังจะถามเจ่าไห่เลยว่าทําไมพวกท่านทั้งสองถึงไม่มาพร้อมกับเขาด้วย ข้าคิดว่าท่านทั้งสองจะยุ่งอยู่ ข้าไม่คิดว่าจะได้เห็นท่านทั้งสองที่นี่วันนี้มันเป็นอะไรที่วิเศษมาก!”
ปู่กรีนมีของขวัญที่จะให้อีวาน กรีนนําเอาลูกธนูเล็กๆ ให้กับอวานและพูดว่า “อีวานถ้าขายความช่วยเหลือของเจ้าตระกูลบูดาของเราอาจจะไม่ได้มีวันนี้ ให้ข้าคนนี้แสดงความขอบคุณในนามของตระกูลด้วย”
อีวานตอบกลับทันที “ลุงกรีน ลุงอยากทําให้ข้าต้องอายุสั้นงั้นเหรอ? อย่างพูดถึงเรื่องนั้นเลยมานั่งกันเถอะ ข้าได้เตรียมอาหารแล้ว นอกจากนี้ข้ายังมีเรื่องที่อยากจะบอกกับท่านทั้งสองอีกด้วย” แล้วอีวานก็พาทุกคนในห้องไป
สิ่งที่อวานนั้นดูจริงจังมาก กรีนและเมอร์รินเข้าใจว่าอีวานกําลังจะไปไหน ในความซื่อสัตย์ หากพวกเขาไม่มีควมสามารถในตอนนี้กรีนและเมอร์รินจะทําตามที่อีวานบอกทันที แต่ตอนนี้ ความแข็งแกร่งของกองทัพของพวกเขานั้นมากพอที่จะจัดการกับศัตรูได้
กรีนมองอีวานด้วยรอยยิ้มและพูดว่า “อีวานเจ้าจงไว้ใจพวกข้าเถอะ ครั้งนี้ที่ข้ามาข้าไม่ได้ต้องการให้เจ่าไห่กลับไป แต่ที่ข้ามาก็เพื่อเป็นพยานให้กับตระกูลบูดาที่กําลังจะกลับมาอีกครั้ง ไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องจัดการกับเทพผู้มีพลังระดับ 9 มันไม่ใช่เรื่องที่ยากเลย ทหาร 200,000 คนก็เช่นกัน ตอนนี้ที่เราอยู่ที่นี่ก็เพื่อให้จักรวรรดิได้เห็นถึงการกลับมาของตระกูลบูดา อีกทั้งมันจะช่วยเหลือเจ้าได้ ถ้าหากพวกเขาได้รู้ว่าเจ้าได้รับการช่วยเหลือจากตระกูลบูดา”
อีวานมองไปที่กรีน เขาไม่คิดว่าคําพูดเหล่านี้จะมาจากกรีน เขาตอบกลับทันทีว่า “ลุงกรีน พวกมันมีเทพผู้มีพลังระดับ 9 เลยนะ!!”
กรีนยิ้มและพูดว่า “ข้ารู้..แต่เจ้ามั่นใจข้าได้เลย ตราบใดที่พวกเขาส่งเทพผู้มีพลังระดับ 9 มา พวกเขาก็จะไม่ได้มีโอกาสได้กลับไปเหมือนกัน หลังจากที่กินอาหารเสร็จเราจะไปยังกําแพงเมืองทันที
เมื่ออวานมองลุงกรีนและความมั่นใจของเมอร์รินมันก็ทําให้เขาสามารถสงบสติตัวเองได้ เขารู้ว่าทั้งสองคนเป็นคนที่มีความกล้ามาก และพูแต่ความจริงๆ สิ่งที่สําคัญที่สุดของพวกเขาก็คือการปกป้องเจ่าไห่ ปกป้องตระกูลบูดาและด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงมองเจ่าไห่เป็นคนที่สําคัญ มากกว่าตัวพวกเขาเองเสียอีก ไม่งั้นพวกเขาจะยอมให้เจ่าไห่ต้องเจอเรื่องแบบนี้ได้เช่นไร? สา หรับพวกเขาที่ไว้ใจเจ่าไห่นั้น แสดงว่าพวกเขาน่าจะเห็นว่าเจ่าไห่ไม่ใช่คนที่อ่อนแอ
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้หัวใจของอีวานก็เต้นแรงขึ้น แต่เขาก็ยังรู้สึกสับสนอยู่ เขารู้ชัดเจนว่าเทพผู้มีพลังที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลบูดาก็คือกรีนและเมอร์ริน แม้ว่าพวกเขาจะน่ากลัว แต่พวกเขาก็เป็นถึงเทพผู้มีพลังระดับ 9 แต่ศัตรูก็มีเช่นกัน พวกเขาจะสามารถต่อสู้กับพวกมันได้ไหม?
อีวานเชิญให้ทุกคนกินอาหารเช้า อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้รวมตระกูลของเขามา เขารู้ว่าผู้คนในตระกูลเพอร์เซลล์นั้นเมื่อบ้านของตัวเองพังก็ไม่คิดที่จะกลับมาอีกเลย การที่พวกเขาจะมารวมก็เป็นเรื่องที่น่าอายมาก
หลังจากกินอาหารเสร็จแล้ว ทุกคนก็พาอีวานไปที่กําแพงเมืองคาซ่า ตอนนี้ในเมืองอยู่ในช่วงของสงครามก็จะไม่มีคนทั่วไปเดินอยู่ในเมืองมากนักแต่ส่วนมากก็จะมีแต่นักรบของเมืองเดินลาดตระเวนอยู่รอบเมืองตามท้องถนน
แต่กองทหารของเมืองคาซ่ามีจํานวนมากทั้งหมดมีจํานวน 20,000 คน พวกเขาถูกส่งไปเพื่อ ปกป้องคฤหาสน์ของอีวาน กองกําลังของตระกูลเพอร์เซลล์ส่วนใหญ่อยู่ในป้อมปราการเพื่อ ปกป้องจากการโจมตี หากว่าไม่ได้เพราะกําแพงที่แข็งแกร่งของเมืองคาซ่า พวกเขาก็คิดว่าเมือง นี้คงจะพังทลายไปแล้ว
เมื่อเจ่าไห่และคนอื่นๆ ขึ้นไปบนกําแพงเมืองพวกเขาก็เห็นว่าบางส่วนของมันได้รับความเสียหาย จากความเสียหายเหล่านั้นเราจะเห็นได้ว่าที่มานั้นเป็นเพราะพลังเวทย์ ในขณะที่บางส่วนมาจากปืนใหญ่
บนกําแพงมีนักรบยืนอยู่เป็ฯจํานวนมาก กองกําลังมีไปจนถึงชนชั้นสูงของตระกูลเพอร์เซลล์ ถ้าไม่ทําเช่นนี้เมืองคาซ่าก็คงไม่มีโอกาสได้อยู่จนถึงวันนี้
เจ่าไห่มองออกไปข้างนอกในเวลานี้เมืองทั้งเมืองถูกล้อมไปด้วยบางสิ่ง นอกเมืองยังมีหินอาจจะมีไว้เพื่อป้องกันทหารม้าของเมืองคาซ่า ดูเหมือนว่าพวกมันต้องการให้ตระกูลของอีวานอยู่ในช่วงที่ลําบากที่สุด
หลังจากดูสถานการณ์นอกเมืองแล้ว เจ่าไห่ก็เดินไปหาอีวานและพูดว่า “ลุงอีวานมันถึงเวลาแล้วที่ผู้คนเหล่านั้นอาจจะชนะได้จริงๆ แล้วลุงไม่มีกําลังเสริมเลยเหรอ?”
อีวานยิ้มและพูดว่า “จะหากําลังเสริมไปทําไม? ในเมื่อท้ายที่สุดกองกําลังเหล่านั้นก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร นอกจากทหาร 100,000 คนที่อยู่ที่นี่แล้วก็ยังมีอีก 100,000 คนที่กันไม่ให้กําลังเสริมเข้ามาได้ นอกจากการเสริมกําลังของเราแล้วตระกูลอื่นที่เรามีความสัมพันธ์ที่ดีก็ถูกจัดการหมดแล้ว พวกเขามาไม่ได้และพวกเราก็จะต้องแพ้แน่ในครั้งนี้”
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “การเตรียมการของบอริสในครั้งนี้รอบครอบมาก เมื่อเขาโจมตีลู่หยางในครั้งที่แล้วขาก็ยังคงมีทางแก้อยู่ แต่ข้าก็ไม่คิดว่าพวกเขาจะโจมตีเพอร์เซลล์เร็วเช่นนี้ เมื่อมองดูแล้วตระกูลเพอร์เซลล์ก็ไม่ได้เป็นศัตรูกับมัน ตระกูลเพอร์เซลล์เป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่และไม่มีใครกล้าที่จะทําเช่นนี้จริงๆ ข้าไม่คิดเลยว่าจะมีคนที่กล้าทําเช่นนี้จริงๆ”
อีวานส่ายหัวและพูดว่า “ตอนนี้มันอาจไม่ใช่เพราะเจ้า ยิ่งไปกว่านั้นตระกูลของเราไม่ได้ซื้อขายกับบอริส เมื่อดบอริสมาสักพักแล้วดูเหมือนว่าเขาต้องการที่จะทําลายเพอร์เซลล์ เป้าหมายของเขาอาจจะเป็นเพราะเรื่องนี้ เขาจึงตัดสินใจที่จะจัดการกับข้า”
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ บําย…บาย