Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 429 - สิ่งที่ต้องให้เป็นสิ่งแรก
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 429 - สิ่งที่ต้องให้เป็นสิ่งแรก
บทที่ 429 – สิ่งที่ต้องให้เป็นสิ่งแรก
เจ่าไห่และคนอื่นๆ มุ่งหน้าไปที่ห้องนั่งเล่นกับฟิลทันที พวกเขาเห็นว่าสมิทยืนอยู่ข้างนอกประตู เมื่อเห็นเช่นนั้นเท่าไห่ก็ค่านับและพูดว่า “ลุงสมิท”
เนื่องจากพวกเขาจะต้องแต่งงานกัน ตามธรรมเนียมของขุนนางชั้นสูงแล้ว เจ่าไห่จะต้องเรียกสมิทว่าลุงสมิท
สมิทพยักหน้าและก็พูดว่า “เอาล่ะๆ เราเข้าไปพบกับปู่ของเมแกนในห้องกันเถอะ เมแกน เร็วเข้า ปู่ของลูกมารออยู่หลายวันแล้ว”
เมแกนพยักหน้าแล้ววิ่งเข้าไปในห้องทันที จากนั้นเจ่าไห่ก็เดินไปพร้อมกับสมิท ขณะที่พวกเขาเดินเข้าไปอย่างช้าๆ เมื่อเจ่าไห่เข้ามาในห้องนั่งเล่นแล้ว เขาเห็นเมแกนนั่งอยู่ข้างชายเฒ่า และทําตัวเหมือนกับเด็ก
ชายเฒ่าคนนั้นดูแก่มากผมของเขากลายเป็นสีขาวหมดแล้ว แต่เขาก็มัดผมไว้เป็นอย่างดี เขาเป็นคนที่ดูจริงจังกับชีวิตและในตัวของเขาก็ดูมีออร่าที่น่าเคารพในตัวเขาเอง เมื่อเปรียบเทียบกับสมิทแล้ว ออร่าของเขานั้นสูงกว่ามาก
สมิทหันมาหาเจ่าไห่และพูดว่า “เจ่าไห่ นี่คือปู่ของเมแกน”
เจ่าไห่ก้าวไปข้างหน้าแล้วก็คํานับทันทีและพูดว่า “ข้า เจ่าไห่ได้มาพบกับท่านแล้ว ท่านผู้เฒ่า”
แรนดอล์ฟพยักหน้าแล้วเขาก็มองเจ่าไห่ เจ่าไห่เคยเจอกับเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว เขาจึงทําเหมือนว่าไม่ได้มีอะไรตาหน้าของแรนดอล์ฟ
แรนดอล์ฟบอกให้เจ่าไห่นั่งลง เมื่อเจ่าไห่ได้ยินเช่นนั้นเขาก็นั่งลงทันที แรนดอล์ฟไม่ได้พูดอะไรต่อแต่ก็มองไปที่เท่าไห่ อย่างไรก็ตามตอนนี้เจ่าไห่มีเรื่องที่จะต้องให้สมิทช่วย เขาจึงหันไปหาสมิทและพูดว่า “ลุงสมทวันนี้ข้ามีเรื่องจะต้องคุยกับท่าน”
สมิทมองเจ่าไห่และพูดว่า “มีอะไรงั้นเหรอ?”
จากนั้นเจ่าไห่ก็บอกสมิทเกี่ยวกับเรื่องของตระกูลเพอร์เซลล์ และก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะช่วยเหลือ สมิทและแรนดอล์ฟทั้งสองคนต่างก็ขมวดคิ้วขณะที่ฟังสิ่งที่เจ่าไห่พูดอยู่ หลังจากที่รอให้เจ่าไห่พูดจบสมิทก็มองเจ่าไห่และพูดว่า “เจ้าต้องการความช่วยเหลือจากข้าจริงงั้นเหรอ? นอกจากนี้เจ้าจะใช้ธงของตระกูลบูดาของเจ้าใช่ไหม?”
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “ข้าต้องการเช่นนั้นและข้าก็คิดว่าข้าสามารถที่จะช่วยพวกเขาได้ ยิ่งไปกว่านั้นตระกูลเพอร์เซลล์ก็เป็นเหมือนผู้มีพระคุณที่คอยช่วยเหลือตระกูลบูดาของเรา แม้ว่าตระกูลเพอร์เซลล์จะเป็นตระกูลขุนนางของจักรวรรดิอาร์ซู พวกเขาก็ยังเลือกที่จะช่วยเหลือตระกูลบูดาของข้า”
แรนดอล์ฟพูดออกมาโดยที่ไม่ได้รอให้สมิทพูดเลย “เจ้าควรที่จะไปช่วยเหลือพวกเขา เจ้าจะใช้ชีวิตของเจ้าเพื่อช่วยพวกเขาใช่มั้ย?”
เจ่าไห่พยักหน้าในขณะที่สับสนอยู่เขามองไปที่แรนดอล์ฟ เมื่อเจ่าไห่เข้ามาในห้องเขาก็รู้สึกได้ทันทีว่าแรนดอล์ฟไม่ค่อยพอใจกับเขาเท่าไหร่ เขารู้สึกมีความสุขมากที่ชายเฒ่าคนนี้พูดกับเขา แต่เขาก็ไม่ได้คิดว่าแรนดอล์ฟจะสนับสนุนความคิดของเขา
แรนดอล์ฟไม่ได้มองเจ่าไห่นานนัก เขาพูดต่อทันที “ตั้งแต่ที่มีสงครามครั้งสําคัญในจักรวรรดินี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราก็ไม่ได้มีโอกาสอะไรเลยที่จะได้แสดงพลังของเรา เพราะเหตุนี้เองก็ทําให้คนทั่วไปลืมไปว่าตระกูลของเรานั้นแข็งแกร่งมากแค่ไหน หากว่าเจ้าต้องการจะช่วยเหลือตระกูลเพอร์เซลล์ในครั้งนี้เจ้าจะต้องใช้ซอมบี้ของเจ้า เจ้าจะต้องทําให้คนในจักรวรรดิได้เห็นความแข็งแกร่งของนักเวทย์แห่งความมืดว่าเป็นเช่นไร ดังนั้นเจ้าจะต้องไม่เพียงแต่อดทนเท่านั้น เจ้าจะต้องชนะและทําให้แน่ใจว่าเราได้ชัยชนะแล้ว เจ้าจะต้องแสดงพลังของนักเวทย์แห่งความมืดในทั้งจักรวรรดิได้เห็น
เจ่าไห่พยักหน้ารับฟังคําสั่ง แต่สมทก็พูดต่อว่า “ข้าเองก็เคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน ข้าคิดว่าทหารรับจ้าง 200,000 คนเหล่านั้นใช้เพื่อหลอกผู้คนเท่านั้น เมื่อคนอื่นๆ เห็นมันพวกเขาจะเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นทันที อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ยังสามารถคิดไปในแบบอื่นๆ ได้อีกมันมีความรุนแรงมากต่อเมืองคาซ่า ข้าคิดว่าพวกเขาอาจจะรอให้เจ้าไปปรากฏตัวที่นั่น เมื่อเจ้าไปที่นั่นเมื่อไหร่ พวกเขาจะจัดการกับเจ้าทันที มันคงจะไม่ดีแน่ถ้าพวกเขามีเทพผู้มีพลังระดับ 9 เจ้ามั่นใจหรือ เปล่าว่าจะชนะพวกเขาได้?”
เมื่อเจ้าไม่ได้ยินสิ่งที่สมิทพูด มันก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงเรื่องนี้ด้วย จากนั้นเขาก็ถามต่อว่า “แล้วท่านรู้ได้เช่นไรว่าพวกเขามีแผนการเช่นนั้น?”
สมิทพยักหน้าและพูดว่า “ข้าเองก็ไม่ได้แน่ใจเลยในตอนแรก แต่ตอนนี้เจ้ามาบอกเช่นนี้ข้าก็คิดว่ามันน่าจะเป็นเช่นนั้น พวกเขารู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเจ้า พวกเขารู้จักตัวเจ้าในเจ่าไห่นักเวทย์แห่งความมืดนั้นก็ดูเหมือนว่ามันจะเกี่ยวข้างกับตระกูลเพอร์เซลล์โดยที่ไม่อาจบอกได้ นอกเหนือจากที่เจ้าดูแลลูหยางเมื่อไม่นานมานี้ พวกเขาคงคิดว่าเจ้าช่วยเหลือเมืองคาซ่าด้วย ดังนั้นพวกเขาก็เลยตัดสินใจที่จะโจมตีเมืองคาซ่าเพราะหวังว่าเจ้าจะไปที่นั่น แล้วก็จะมีเทพผู้มีพลังระดับ 9 คอยจัดการเจ้าในฐานะของตระกูลเพอร์เซลล์ ศัตรูของเจ้าอาจทําสําเร็จด้วยวิธีการนี้ก็ได้”
เจ่าไห่ขมวดคิ้วและพูดว่า “บอร์สมีอิทธิพลอย่างมากในจักรวรรดิอาร์ซุงั้นเหรอ? ข้าไม่คิดว่าขุนนางคนอื่นๆ จะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปได้จริงไหม?”
สมิทส่ายหัวและพูดว่า “เป็นไปได้ที่บอร์สจะยอมจ่ายเพื่อให้ขุนนางเลือกที่จะปล่อยเรื่องนี้ไป แต่ก็แน่นอนว่าบอริสไม่สามารถหยุดเรื่องนี้ได้นานเกินไปและพวกเขาก็จะรักษาความเสียหายให้น้อยที่สุด และในอีกมุมเลยพวกเขาจะไม่ทําเช่นนี้กับคนอื่นๆ แต่ก็มีเพียงแค่ตระกูลเพอร์เซลล์และเจ้า”
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดด้วยน้ําเสียงที่จริงจัง “นี่ก็น่าจะเป็ฯสิ่งที่ดีเช่นกัน ด้วยวิธีนี้ข้าจะสามารถเอาชนะพวกเขาได้ในทุกครั้ง มั่นใจได้เลยว่าถ้าพวกเขาไม่ได้เอาเทพผู้มีพลังระดับ 9 มา พวกเขาจะไม่มีโอกาสได้กลับไปที่ที่พวกเขามาอีกเลย”
เมื่อได้ยินเรื่องนี้สมทก็รู้ว่าเจ่าไฟไม่ได้พูดออกมาแบบเล่นๆ เมื่อแรนดอล์ฟได้เช่นนั้น เขาก็คิดว่ามันน่าสนใจมากๆ
ในอดีตพวกเขาไม่ได้เชื่อคําพูดของเจ่าไห่ ตั้งแต่ที่เจ่าไห่บอกว่าเขามาจากตระกูลบูดา เขาก็รู้ทันทีว่าการที่ตระกูลบูดาสูญหายไปนั้นเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้มีเทพผู้มีพลังระดับ 9 อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าตอนนี้เจ่าไห่จะพูดเรื่องจริงว่าพวกเขาจะไม่อาจกลับไปได้ถ้าพวกเขาไม่มีเทพผู้มีพลังระดับ 9 นี่ก็หมายความว่าเจ่าไห่อาจจะมีพลังที่ใกล้เคียงกับระดับที่ 9 แล้ว
เราจะต้องรู้ว่าการที่จะจัดการกับเทพผู้มีพลังระดับ 9 นั้นโดยทั่วไปแล้วจะต้องมีพลังอยู่ที่ระดับ 7 หรือ 8 เพื่อให้แน่ใจ ไม่เช่นนั้นจะเป็นไปไม่ได้ที่จะที่จะจัดการกับเรื่องนี้ได้ถ้าตระกูลบุดา ไม่มีเทพผู้มีพลังระดับ 9
อย่างไรก็ตามตอนนี้เจ่าไห่พูดเช่นนั้น พวกเขาคิดว่าเขาอาจจะไม่ได้โกหก เนื่องจากเจ่าไห่ต้องการที่จะช่วยเหลือตระกูลเพอร์เซลล์ ดังนั้นหากว่าเจ่าไห่มั่นใจว่าเขามีพลังพอก็ไม่ประโยชน์ที่จะพูดเรื่องนี้อีก
สมิทมองไปที่เจ่าไห่และรู้ว่าเขาอยู่ในนั้นแล้วเขาก็พยักหน้าแล้วพูดว่า “เจ้าวางแผนที่จะออกเดินทางเมื่อไหร่?
เจ่าไห่ตอบว่า “ตอนนี้เลย ครั้งนี้เมแกนไม่ต้องไปกับข้า มันอันตรายเกินไป เราจะต้องเดินทางออกไปทันที ตระกูลเพอร์เซลล์ไม่อาจจะต้านมันได้นานนัก”
สมิทพยักหน้าและมองไปที่เจ่าไห่ “เจ้าต้องการกองสนับสนุนจากตระกูลข้าหรือไม่? ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามเจ้าจะต้องแต่งงานกับเมแกน ซึ่งเรื่องนี้มันก็เป็นเรื่องของตระกูลแคลซีของเราด้วย”
แรนดอล์ฟก็พยักหน้าและพูดว่า “ตั้งแต่ที่เจ้าหมั้นกับเมแกน ช้าก็คิดว่าเจ้าจะตกอยู่ในอันตราย เจ้าจะไปที่นั่นด้วยตัวเองจริงๆงั้นเหรอ?”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้าคนเดียวก็พอแล้ว ลุงสมิท ผู้เฒ่าข้าขอขอบคุณมากจริงๆ” จากนั้นเจ่าไห่ก็คํานับก่อนที่จะเดินออกไป
ในเวลาเดียวกันเมแกนก็พูดว่า “รอ!! พี่ไห่ฉันจะไปกับพี่”
เจ่าไห่มองแล้วก็ขมวดคิ้วพูดว่า “เมแกน เรากําลังมุ่งหน้าไปยังสงคราม แม้ว่าเธอจะไม่ได้อยู่ในอันตราย แต่พี่ก็คิดว่าเธอไม่ควรที่จะไปที่นั่น”
สมิทและแรนดอล์ฟก็ขมวดคิ้วด้วยเช่นกัน “ใช้แล้ว เมแกนลูกควรอยู่ที่นี้ ลูกจะช่วยอะไรได้ถ้าลูกไปที่นั่น”
เมแกนส่ายหัวของเธอและพูดว่า “ไม่ ลูกต้องไปกับพี่ไห่ พี่ต้องให้ฉันไปด้วย”
เจ่าไห่มองเมแกนและไม่รู้จะทําเช่นไร ในตอนนี้อยู่ก็ได้ยินเสียงของลอร่าว่า “พี่ไห่ พี่ควรให้เมแกนไปกับเรา และเธอจะไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายใดๆ เลยฉันเชื่อเช่นนั้น”
เมื่อเห็นสีหน้าของเมแกนแล้ว เจ่าไห่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “เอาล่ะ เธอไปกับพี่ก็ได้
สีหน้าของสมิทเปลี่ยนไปทันทีและพูดว่า “เจ่าไห่ เจ้ามั่นใจแล้วใช่ไหม? ถ้าเมแกนบาดเจ็บข้าจะไม่มีวันยกโทษให้เจ้าอีกเลย” สมิทรู้ถึงนิสัยของเมแกน แม้ว่าเมแกนจะไม่ได้มีอารมณ์ที่โหดร้าย
แรนดอล์ฟก็รู้จักเมแกนดี ด้วยเหตุนี้เขาจึงขมวดคิ้วและมองไปที่เจ่าไห่ในตอนนี้ เมื่อเห็นท่าทางของทั้งสอง เจ่าไห่ก็ยิ้มและพูดว่า “ข้ารู้สึกดีที่ไม่ได้มีปัญหาอะไร เมื่อเรากลับมาและเมแกนได้รับบาดเจ็บ ท่านก็จัดการกับข้าได้เลย”
สมิทหันไปหาเมแกนและพูดว่า “เมแกน ลูกคิดเช่นไร? ลูกอยากจะไปจริงๆ ใช่ไหม?”
เมแกนพยักหน้าและพูดว่า “ใช่ ลูกตัดสินใจแล้ว” สมิทอดไม่ได้ที่จะปล่อยไป แต่ดูเหมือนว่าเจ้าหญิงตัวเล็กๆของเขาไม่ได้ต้องการที่จะอยู่ที่นี่เขาจึงเห็นด้วย “เอาล่ะ ไปกันได้แล้วแต่จําไว้ เลยว่าลูกไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสู่สนามรบ” เมแกนพยักหน้าทันที
เจ่าไห่มองดูเวลาและพูดว่า “มันค่อนข้างช้าแล้ว เราต้องใช้เวลาให้น้อยที่สุด ข้ากลัวว่าตระกูลเพอร์เซลล์จะไม่อาจรอได้นานมากนัก จากนั้นสมิทและแรนดอล์ฟก็บอกลาอีกครั้ง ก่อนที่พวกเขาจะเดินไปยังทางออกของคฤหาสน์”
ฟิลได้จัดเตรียมม้าของพวกเขาเพื่อที่จะออกจากคฤหาสน์แล้ว เมื่อพวกเขาออกจากเมืองเจ่าไห่ก็ได้สั่งเจ่าฉินอี้ว่า “เจ้าฉันไปหาพื้นที่ว่างที่ไม่มีใครเราต้องออกไป”
พวกเขามีทางเขาที่ภูเขาหินแล้วแล้ว ในขั้นต้นสถานที่ที่พวกเขาสามารถไปยังทางไกลได้ เพียงแค่สองกิโลเมตรซึ่งเป็นระยะของจอภาพ แต่ตอนนี้เนื่องจากมันได้เพิ่มเป็นห้าเท่าแล้ว เจ้าฉินอวี่สามารถหาสถานที่ที่ตรงตามคําสั่งของเจ่าไห่ได้
เจ่าไห่รู้ว่าบอริสเริ่มสงสัยแล้ว เขาอาจจะสงสัยว่าเจ่าไห่มีเครื่องมือเวทย์ที่สามารถเคลื่อนย้ายผู้คนทางไกลได้ ดังนั้นเขาจึงส่งคนของเขาไปเฝ้าภูเขาหินและดูว่าเจ่าไห่จะออกมาจากที่นั่นหรือไม่ ถ้าเจ่าไห่ทําเช่นนั้นบอริสจะรู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงทันที นี่จะทําให้เจ่าไห่ต้องพบกับปัญหามากมาย และเขาไม่ต้องการให้เรื่องแบบนั้นมันเกิดขึ้น
นับตั้งแต่ที่เจ้าฉินอี้ได้รับคําสั่ง ไม่นานนักก็พบถานที่ที่เหมาะสมสําหรับเจ่าไห่ที่จะออกไป อย่างไรก็ตามพวกเขาปล่อยกระต่ายตาสีฟ้าแล้วก็เอาไม้เท้าภูติไปเพื่อให้นกอินทรีย์มาเอาไปยังเมืองคาซ่าและพวกเขาก็จะไปที่นั่น
พวกของเจ่าไห่ปรากฏอยู่ในโกดังที่ไม่รู้จัก สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่ของปู่กรีนมาก่อน ในที่สุด พวกเขาก็สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ พวกเขาออกจากโกดังทันทีเพื่อที่จะหาวิธีที่จะจัดการกับศัตรูของพวกเขา
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ ป้าย…บาย