Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 423 - ผู้เฒ่าของตระกูลมาถึงแล้ว
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 423 - ผู้เฒ่าของตระกูลมาถึงแล้ว
บทที่ 423 – ผู้เฒ่าของตระกูลมาถึงแล้ว
เจ่าไห่คิดว่าเมื่อตระกูลได้ยินข่าวเรื่องการแต่งงานของเมแกนและเขา สิ่งแรกที่พวกเขาจะเป็นก็คืออาการตกใจ และก็ตามมาด้วยความโกรธ
ตระกูลแคลซีรู้จักคนของพวกเขาเป็นอย่างดี พวกเขาน่าจะเข้าใจในสิ่งที่วมทต้องการ สมิทต้องการที่จะปกป้องชีวิตของเจ่าไห่
เริ่มแรกพวกเขาอาจจะทําเป็นไม่สนใจต่อการแต่งงาน และพวกเขาก็จะทําตามแผนต่อไป อย่างไรก็ตามจากที่คิดดูสถานการณ์ต่อไป พวกเขาไม่ต้องการให้สมิทล้มลง แม้ว่าสมิทจะเป็นสมาชิกของตระกูล แต่เขาก็มีอิสระอย่างมาก หากพวกเขาทําให้สมิทห่างจากตระกูลจริงๆ พวกเขาก็จะสูญเสียรายได้มหาศาลเลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้นตระกูลเข้าใจว่าการแต่งงานของเจ่าไห่กับเมแกนนั้น สมิทก็อยู่ข้างเดียวกับเจ่าไห่ นี่ก็เทียบเท่ากับการเพิ่มความแข็งแกร่งของตระกูล
แม้ว่าบรรพบุรุษสั่งให้ผู้หญิงของตระกูลไม่สามารถแต่งงานเพื่อผลประโยชน์สําหรับตระกูลได้ สําหรับตระกูลแคลซีแล้วนั้นเรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ไม่ว่าพวกเขาจะแต่งงานแบบไหนมันก็จะเชื่อมโยงกับการเมืองเสมอ ในท้ายที่สุดการแต่งงานจะก่อให้เกิดประโยชน์โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ
เมแกนเธอมีสถานะที่ดีอยู่ในตระกูลแคลซี เป็นเป็นเจ้าหญิงที่มีค่าของพวกเขา ปกติแล้วคนในตระกูลไม่ต้องการที่จะแต่งงานกับเธอ แต่ในเวลาเดียวกันตระกูลก็กลัวว่าเมแกนจะแต่งงานกับคนอื่น ไม่ว่ายังไงพวกเขาก็จะต้องเจอเรื่องเช่นนั้นอยู่ดี
จากมุมมองของพวกเขาพวกเขาคิดว่าเจ่าไห่ไม่ได้ดีพอที่จะได้แต่งงานกับเมแกน แต่ถ้าตระกูลไม่ยอมรับการแต่งงานของพวกเขาผู้คนทั่วไปก็จะไม่ศรัทธาพวกเขาและในเวลาเดียวกันพวกเขาก็จะต้องฟังเสียงหัวเราะจจากเหล่าขุนนาง และในเรื่องเดียวกันชื่อเสียงของเมแกนก็จะถูกทําลายไปด้วย
พวกเขาไม่อาจจะรับผลของมันได้ ตอนนี้ผู้เฒ่าของตระกูลซึ่งเป็นพ่อของสมิทไม่อาจจะอยู่เฉยๆได้ เขาจึงตัดสินใจที่จะไปยังเมืองสกายและพบกับเจ่าไห่เป็นการส่วนตัว
แม้ว่าแรนดอล์ฟจะเป็นผู้เฒ่าของตระกูล แต่เขาก็เป็นคนเหมือนกัน และเขาก็รักเมแกนมากด้วย เขาจึงออกไปยังเมืองสกาย เพื่อที่จะดูว่าเจ่าไห่เป็นคนแบบไหนและก็จะดูว่าเขาจะจัดการกับสถานการณ์เช่นไร
ตั้งแต่ที่เขาได้ยินชื่อของเจ่าไห่มาจนถึงตอนนี้ เขาก็ยังไม่เคยเห็นหน้าของเจ่าไห่ เขาเคยได้ยินเพียงชื่อของเจ่าไห่จากเบลล์ สมิทและจูเหวินเท่านั้น ซึ่งแต่ละคนก็พูดกันต่างกันไป
อย่างไรก็ตามพวกเขาแต่ละคนนั้นมีความคิดที่แตกต่างกันมากเกี่ยวกับเจ่าไห่ จากคําพูดที่มาจากเบลล์เจ่าไห่นั้นเป็นนักเวทย์ที่เก่งมาก นอกจากนี้เขายังมีธุรกิจมากมายที่สามารถทําเงินให้แก่เขามากมายอีกด้วย
สมิทมองเจ่าไห่ว่าเขาเป็นคนที่ยิ่งใหญ่มาก สมทบอกว่าเขาเป็นคนที่ฉลาดมาก ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมีความสามารถในการเป็นผู้นําอีกด้วย ที่ส่ตัญที่สุดดูเหมือนว่าความแข็งแกร่งของเจ่าไห่นั้นจะเป็นอะไรที่ลึกลับมาก
แต่ในทางกลับกันจูเหวินไม่ได้บอกว่าเจ่าไห่เป็นคนที่ดีเลย ชื่อเสียงของเจ่าไห่ที่จูเหวินพูด เขาเป็นคนที่จองหองเป็นเหมือนจอมวายร้ายที่ไม่รู้เรื่องการทําความดีเลย
หลังจากรวมคําพูดของแต่ละคนแล้ว แรนดอล์ฟก็คิดว่าเจ่าไห่เป็นคนที่ทะเยอทะยาวและเป็นคนที่หยิ่ง นี่เป็นเหตุที่เขาต้องการที่จะจัดการกับเจ่าไห่
แต่ตอนนี้สมทก็เอามือของเขาเพื่อมาช่วยเหลือเจ่าไห่ ในขนาดที่เขากําลังลําบาก ตอนนี้ แรนดอล์ฟก็หยุดตระกูลไม่ให้ส่งเทพผู้มีพลังระดับ 9 ไปเพื่อจัดการกับเจ่าไห่ เนื่องจากเขาต้องการที่จะพบกับเจ่าไห่ เมื่อเขาไปยังเมืองสกาย
ในตอนนี้ชาร์ลีก็ยังไม่ได้รับข่าวอะไร เมื่อเขาได้รับเขาก็น่าจะดีใจมาก จากนั้นเขาก็รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติไป เขารู้ว่าเจ่าไห่มีปัญหากับจูเหวินของตระกูลแคลซี เมื่อไม่นานมานี้เอง แล้วเจ่าไห่จะไปแต่งงานกับเจ้าหญิงของตระกูลได้เช่นไร
ชาร์ลีรู้จักตระกูลแคลซีเป็นอย่างดี เขาเป็นคนที่ต่อสู้เพื่อครองบัลลังก์ แน่นอนว่าเขาจะต้องรู้เรื่องของผู้เฒ่าของตระกูล
และสําหรับเมแกนแล้ว ชาร์ลีก็รู้เกี่ยวกับเธอมันเป็นไปไม่ได้เลยที่ตระกูลจะยอมให้เธอแต่งงานกับเจ่าไห่ และเมื่อที่ลออนได้รอบทําลายเธอตระกูลแคลซีก็ไม่คิดที่จะปล่อยลออนไปเหมือนกัน
แต่ยังไงก็ตามเจ่าไห่ก็จะได้หมั้นกับเมแกนซึ่งมันเป็นเรื่องที่เขาไม่อาจคิดถึงเลย เรื่องนี้มัน ทําให้ชาร์ลีรู้สึกหวาดกลัว เขาต้องการที่จะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เขาจึงบอกให้เทสซีโบไปหาคําตอบเหล่านี้มาให้กับเขา
เทสซีโบก็ไม่เข้าใจเรื่องนี้เหมือนกัน ก่อนที่เขาจะออกไปดูเหมือนว่าเจ่าไห่จะเป็นกังวลอย่างมาก แต่จู่ๆ เขาก็หมั้นกับเมแกน เรื่องนี้มันทําให้เทสซีโบประหลาดใจมาก เขาไม่คิดเลยว่าเรื่องแบบนี้มันจะเกิดขึ้นได้
วันที่ห้าหลังจากที่เจ่าไห่ไปยังเมืองสกาย แรนดอล์ฟกมาถึง เขามาอย่างลับๆ ในครั้งนี้เขาไม่ต้องการที่จะให้คนอื่นๆ รู้ว่าเขามาที่นี่
เมื่อเขาลงจากเรือมา เขาก็เห็นสมิทและฟิลรออยู่ที่ท่าเรือแล้ว เมื่อเขามองคนที่อยู่ที่นั่น เขาก็ไม่เห็นเจ่าไห่และเมแกนอยู่ที่นั่นด้วย ในหน้าของเขาดูไม่ค่อยดีนัก เขาถามสมิททันที “เมแกนอยู่ที่ไหน”
สมิทตอบกลับเร็วมากว่า “เธอออกไปทะเลเมื่อสามวันก่อน เจ่าไห่มีบางอย่างที่อยากจะให้เมแกนดูและเพื่อที่จะให้เธออยากตามเจ่าไห่มากขึ้น เธอจึงออกไปกับเจ่าไฟ”
แรนดอล์ฟพูดด้วยความโมโห เขามองสมิทกับฟิลว่า “ไปยังคฤหาสน์และเราจะได้พูดคุยกัน” จากนั้นพวกเขาก็นั่งรถม้าและมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ทันที
เมื่อมาถึงคฤหาสน์พวกเขาก็ไปยังห้องนั่งเล่นทันที สมิทขอให้แรนดอล์ฟนั่งลงก่อนที่เขาจะโบกมือสั่งให้คนอื่นๆ นอกจากฟิลออกจากห้องไป
สมิทและฟิลเตรียมตัวมานานแล้วที่จะรับสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาจึงไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากนัก และพวกเขาก็รอให้แรนดอล์ฟหายโกรธเสียก่อน
เมื่อแรนดอล์ฟเป็นว่าทั้งสองคนทําตัวเหมือนหมูตายที่ไม่กลัวน้ําเดือดความโกรธของเขาก็เหมือนจะไม่หายไปสักที แต่เขาก็หยุดความโกรธของเขาไว้ จากนั้นเขาก็มองสมิทและฟิลพร้อมกับพูดไปด้วย “บอกข้ามา มันเกิดอะไรขึ้นทําไมเมแกนถึงหมั้นกับเจ่าไห่ ทําไมพวกเขาไม่รอให้ข้ามาถึง พวกเขากล่ามองข้ามข้าไปงั้นเหรอ?”
สมิทตอบด้วยความใจเย็นว่า “เพราะเมแกนชอบในตัวเจ่าไห่ ข้าเลยให้เธอกับเจ่าไห่หมั้นกัน และที่พวกเขาออกทะเลไปก็เพราะวันขอบคุณพระเจ้ากําลังใกล้เข้ามา และเจ่าไห่ก็ได้นัดกับชาร์ลีที่จะส่งสินค้าให้แก่เขา และนี่ก็เป็นเหตุที่ว่าทําไมพวกเขาถึงต้องออกไปก่อน”
แรนดอล์ฟมองไปที่สมิทและก็พูดว่า “เพราะอะไรกัน เจ้าโตพอที่จะเพิ่งเฉยกับคําพูดของข้า ได้แล้วงั้นเหรอ? เจ้าน่าจะรู้ว่าข้าได้สั่งให้จัดการกับเจ่าไห่ แต่จริงๆ แล้วที่เจ้าให้เมแกนหมั้นกับ เจ่าไห่มันเป็นเรื่องที่ดีแล้วงั้นเหรอ? เจ้าก็เป็นคนของตระกูลแคลซี ทําไม่เจ้าถึงตัดสินใจทําเช่น
นั้น”
สมิทมองแรนดอล์ฟและพูดว่า “ปกติแล้วข้าก็ยังเป็นคนของตระกูล ข้าทําเพื่อตระกูลเมแกนเป็นลูกสาวที่รักของข้า ท่านคิดว่าลูกสาวที่ข้ารักมากแค่แต่งงานงั้นเหรอ?” สิ่งที่สมิทพูดออกมานั้น เขาพูดออกมาด้วยความโมโหแต่ไม่ได้แสดงออก
แรนดอล์ฟมองสมิทแล้วก็พูดว่า “ดี…ถ้าเจ้ากล้าที่จะตะโกนใส่ข้า เจ้าบอกว่าเจ้าทําเพื่อตระกูลงั้นเหรอ? มันจะดีสําหรับตระกูลได้ยังไง?”
สมิทมองแรนดอล์ฟและพูดว่า “แน่นอนว่ามันจะต้องดีสําหรับตระกูล ท่านไม่ควรทํากับเจ่าไห่ เช่นนั้น คนของกลุ่มนักเวทย์แห่งความมืดจะไม่ฟังพวกเราไม่เช่นนั้นพวกเขาก็จะกระจายออกไป และพวกเขาก็จะถูกก่าจัดโดยกลแห่งความสว่าง ท่านต้องการให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นงั้นเหรอ?”
แรนดอล์ฟตอบกลับทันที “เจ้ารู้อะไรงั้นเหรอ? ข้าทําสิ่งนี้เพื่อต่อสู้กับกิลแห่งความสว่าง ตราบใดที่เรารวมนักเวทย์แห่งความมืดทั้งหมดภายใต้ตระกูลของเรา แล้วเราจะมีกาลังที่จะต่อสู้กับกิลแห่งความสว่าง
สมิททําท่าทางเหมือนจะไม่ฟัง จากนั้นเขาก็พูดว่า “ใช่เช่นนั้นเหรอ?” ในอดีตที่เราไม่ได้ทําอะไรกับกลแห่งความสว่างแล้วตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นท่านจําได้ไหม? นักเวทย์แห่งความมืดฟังเราไหม? ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่เราทําคือทําให้ผู้คนเรียนรู้อาชีพได้ยากขึ้นทําให้จํานวนของเราลดน้อย ลงและในที่สุดเมื่อกิลแห่งความสว่างต้องการที่จะจัดการกับเรา นักเวทย์แห่งความมืดเกือบจะถูก กําจัดนี่คือสิ่งที่ท่านต้องการงั้นเหรอ?
ตอนนี้สีหน้าของแรนดอล์ฟดูโกรธมาก เขารู้เรื่องในอดีตแต่เขาคิดว่าเวลามันก็นานแล้วด้วย แผนของเจ่าไห่ เขารู้สึกว่านักเวทย์แห่งความมืดจะได้อยู่ในจุดสูงสุด และมันก็จะทําให้นักเวทย์แห่งความมืดนั้นแข็งแกร่งเกินไป
อย่างไรก็ตามเมื่อเขาคิดเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้แรนดอล์ฟก็ออไม่ได้ที่จะคิดมาก วิธีนี้ได้รับจากเจ่าไห่และตอนนี้พวกเขากําลังวางแผนที่จะจัดการกับเขา
สมิทมองไปที่แรนดอล์ฟและพูดว่า “ท่านกําลังคิดว่าความคิดของเจ่าไห่จะทําให้นักเวทย์แห่งความมืดเติบโตอย่างรวดเร็วงั้นเหรอ? ถ้าเป็นเช่นนั้นแม้ว่าท่านจะฆ่านักเวทย์แห่งความมืดที่นี่และที่ไหน มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรใช่ไหม? ท่านคิดว่าการฝึกฝนให้เป็นนักเวทย์แห่งความมืดใช้เวลานานเท่าไหร่ 20? 30? 40 ปี ท่านรู้ไหมว่าจะเกิดอะไรขึ้นใน 20 ปี ใช่ด้วยความคิดของเจ่าไห่ นักเวทย์แห่งความมืดจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน อยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่าโรงเรียนทุกแห่งในจักรวรรดิโรเซ่นจะสร้างนักเวทย์แห่งความมืด หากท่านทําสําเร็จในการจัดการนักเวทย์ทั้งหมดภายใต้อิทธิพลของตระกูลของเราพลังของตระกูลของเราจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ในเวลานั้นสิ่งที่ทําให้ เราแตกต่างจากกิลแห่งความสว่าง มันจะทําให้พวกเขาถูกทําลายไป ท่านต้องการเปลี่ยนตระกูลให้เป็นกิลแห่งความสว่างแห่งที่สองหรือไม่แม้ว่ากิลจะถูกทําลายโดยจักรวรรดิ แต่ก็ยังมีอิทธิพลของมันอยู่นอกจักรวรรดิ แต่แล้วเราล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราถูกปราบปรามโดยพันธมิตรของขุน นางทั้งหมดของจักรวรรดิ? อย่าลืมว่านอกจากจักรวรรดิโรเซ่น ยังมีโลกภายนอกเป็นขอกิล!”
คําพูดของสมิททําให้มุมมองของแรนดอล์ฟเปลี่ยนไป แผนของเขาเหมือนกับที่สมิทพูดโดยทําให้ตระกูลกลายเป็นกิลแห่งความสว่างแห่งที่สอง แต่จริงๆ แล้วเขาลืมไปว่าตระกูลแคลซียังคงเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่เพียงแห่งเดียว นอกจากนี้ยังมีขุนนางมากมายรวมถึงคนชั้นสูงด้วย หากพวกเขากลายเป็นกิลแห่งความสว่างจริงๆ พวกเขาจะคุกคามกฎของตระกูลอิมพีเรียล และมันจะเกิดอะไรขึ้น? ขุนนางคนอื่นๆ จะปล่อยพวกเขาออกไปหรือไม่ ถ้าขุนนางเหล่านั้นมารวมกันและหยุดตระกูลพวกเขาจะทําอะไรได้บ้าง
ข้างนอกจักรวรรดิโรเซ่นมีอิทธิพลของกิลแห่งความสว่างมากมาย หากพวกเขาออกจากจักรวรรดิโรเซ่น แล้วกิลแห่งความสว่างก็จะจัดการพวกเขาอย่างแน่นอน
ก่อนหน้านี้แรนดอล์ฟยอมรับว่าเขาตกใจด้วยชัยชนะของพวกเขา ในที่สุดเขาก็เป็นผู้ปกครองของตระกูลที่ยิ่งใหญ่เขาได้พบกับตระกูลที่ตกต่ํา ตอนนี้เขาได้ยินความคิดของสมิทแล้วเขาก็คิด และหาข้อแท้จริง ในที่สุดเขาก็ต้องยอมรับสิ่งที่สมิทพด
ในขณะเดียวกันในฐานะผู้เฒ่า แรนดอล์ฟก็รู้ดีว่าตระกูลอิมพีเรียลไม่ยอมให้มีอํานาจที่อาจคุกคามการปกครองของพวกเขา เช่นเดียวกันกับเหล่าขุนนางคนอื่นๆ ถ้าเขาทําสิ่งที่เขาวางแผนไว้จริงๆ แล้วพวกเขาทั้งหมดในตระกูลอิมพีเรียลและขุนนางจะเข้าร่วมในการจัดการกับตระกูล
สมิทมองพ่อของเขาและรู้ว่าเขากําลังคิดถึงสิ่งต่างๆ อยู่สมิทยืนอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ เขาเชื่อว่าพ่อของเขาจะคิดออก ถ้าเขาทําไม่ได้เขาก็ไม่สมควรที่จะเป็นผู้ปกครองของตระกูล
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งแรนดอล์ฟก็หยุดหายใจแล้วพูดว่า “แม้ว่าเจ้าจะถูกต้อง เจ้าก็ไม่คงรให้เมแกนแต่งงานกับเจ่าไห่หรือว่าเจ้ามีอะไรมากว่านั้น?”
เมื่อได้ยินว่าแรนดอล์ฟดีขึ้นแล้ว สมิทรู้สึกโล่งใจ เขารู้ว่าแรนดอล์ฟมั่นใจ เขาให้คําตอบทันที “พ่อ ข้าทําเพื่อตระกูลถ้าเราส่งเทพผู้มีพลังระดับ 9 ไปเพื่อจัดการกับเจ่าไห่ ข้าก็กลัวว่าเราจะมีปัญหาข้ากลัวว่าเทพผู้มีพลังระดับ 9 กลับมาไม่ได้”
แรนดอล์ฟมองก่อนที่สีหน้าของเขาจะเปลี่ยนไป เขามองสมิทแล้วพูดว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้ากําลังพูดถึงอะไร? นั่นเป็นเทพผู้มีพลังระดับ 9 เจ้าคิดว่าเจ่าไห่แข็งแกร่งขนาดนั้นเลยเหรอ?”
สมิทฝืนยิ้มแล้วพูดว่า “ข้าไม่รู้ว่าเขาแข็งแกร่งจริงๆ หรือไม่ แต่เจ่าไห่บอกข้าว่าตราบใดที่ ท่านถ้าส่งไปพวกเขาเหล่านั้นจะไม่สามารถกลับมาได้ และแม้ว่าเราจะส่งเทพผู้มีพลังระดับ 5 ไป เขาก็มั่นใจว่าเขาจะหนี้ได้”
แรนดอล์ฟตะโกนว่า “เจ้าน่ากลัวจริงๆ แค่ฟังเขา เจ้าก็เชื่อในสิ่งที่เขาพูดแล้ว”
สมิทยิ้มและพูดว่า “ข้าเชื่อเขาพ่อ..ท่านรู้หรือไม่ว่าเขาใช้เวลาเดินทางจากเมืองน้ํามรกตถึง เมืองสกายนานเท่าไหร่ เขาบินเร็วขนาดนั้นแม้แต่ฟอลคอนก็ไม่ได้เร็วขนาดนั้น เทพผู้มีพลังระดับ 9 ส่วนใหญ่สามารถบินได้เร็วขนาดนั้นด้วยเหตุนี้ข้าจึงเชื่อคําพูดของเขา”
ใบหน้าที่น่าตกใจของแรนดอล์ฟมองสมิทแล้วพูดว่า “เจ้าแน่ใจเหรอ?
สมิทยิ้ม “ถ้าท่านไม่เชื่อฉันคุณสามารถถามลุงฟิล”
ฟิลพยักหน้าและพูดว่า “ผู้เฒ่ามันเป็นความจริงเจ่าไห่นั้นเร็วมากจริงๆ เราได้จัดบุคคลในเมืองน้ําหยกเพื่อดูเจ่าไห่โดยเฉพาะตราบใดที่เจ่าไห่ปรากฏในเมืองน้ําหยก ส่งจดหมายถึงเราหกวันที่ผ่านมาในตอนเช้าเจ่าไห่ก็มาถึงเมืองน้ําหยกหลังจากที่เราได้รับคําพูดของเขา เขาก็มาถึงเมืองสกายเร็วมาก เมื่อนกอินทรีย์มาถึงเจ่าไห่ก็มาถึงพร้อมกัน”
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ บ้าย…บาย