Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 422 - เอกลักษณ์
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 422 - เอกลักษณ์
บทที่ 422 – เอกลักษณ์
ในตอนนี้ลอร่ากับเม็กยืนอยู่กับเมแกนทั้งสามคนยืนคุยกันอยู่ ในอีกด้านหนึ่งซาน่าถูกเชิญไปที่ห้องนั่งเล่น เมื่อถึงแล้วเธอก็นั่งลงต่อหน้าของเจ่าไห่
เจ่าไห่แสดงรอยยิ้มออกมาและพูดว่า “จริงแล้ว ความเป็นมาของข้าไม่ได้ลึกลับอะไรมากมายเลย แต่ก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะรู้เรื่องนี้ นามสกุลของข้าคือบูดา และข้าเองก็เพิ่งได้เปลี่ยนชื่อใหม่”
เมื่อได้ยินสิ่งที่เจ่าไห่พูดว่าเขาเป็นคนจากตระกูลบูดา สมิทก็มองเจ่าไห่ด้วยความว่างเปล่า สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปและเขาก็พูดขึ้นมาว่า “นามสกุลของเจ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆหรือ? ตระกูลบูดานั้นเป็นตระกูลที่ได้รับแดนทมิฬเป็นการสืบทอดในจักรวรรดิอาร์ซู เจ้าคืออดัมบูดางั้นเหรอ?”
เจ่าไห่พยักหน้า “ใช่..ข้าคืออดัม บูดา แต่ข้าเองได้เปลี่ยนชื่อเป็นเจ่าไห่ อดัมที่รู้จักนั้นเขาได้ตายไปแล้ว ตอนนี้มีเพียงเท่าไห่เท่านั้น”
สมิทมองไปที่เท่าไห่และพูดว่า “เจ่าไห่ได้ดื่มน้ําแห่งความว่างเปล่า ทําไมเจ้าถึงใช้พลังเวทย์ได้ ถ้าข้าจําไม่ผิดตามที่เบลล์บอกมาเจ้าไม่ได้ใช้พลังเวทย์ แต่เจ้ากับมีพลังที่แตกต่างไม่ใช่งั้นเหรอ?
เจ่าไห่ส่ายหัวและพูดว่า “ไม่..ตอนนี้ข้าสามารถใช้พลังเวทย์ได้อย่างอิสระเพราะพิษที่อยู่ในตัวข้ามันถูกขับออกมาแล้ว ตอนนี้ข้าเป็นทั้งนักเวทย์และผู้มีทักษะของพลังฉีแล้วตอนนี้พลังของ ข้าก็อยู่ในระดับที่ 8 แล้วทั้งสองไปด้วยกันได้ดี”
สมิทรู้สึกประหลาดใจมาก เขามองไปที่เง่าไห่และพูดว่า “น้ําแห่งความว่างเปล่ามันสามารถรักษาให้หายได้จริงๆ งั้นเหรอ?”
เจ่าไห่ส่ายหัวและพูดว่า “ข้าเองก็ไม่ได้คิดที่จะหลอกใคร พิษจากน้ําแห่งความว่างเปล่ามันได้ถูกชำระไปแล้วจริงๆ แต่มันก็มีวิธีการรักษาเพียงวิธีที่เดียวเท่านั้น และก็ใช้เวลานานกว่าที่จะทํามันได้ ไม่งั้นท่านก็คงไม่คิดว่ามันจะทําได้จริงๆ ตอนนี้ลอร่าและเม็กยังคงเป็นคู่หมั้นของข้า และก็ยังไม่ใช่ภรรยาของข้า”
เจ่าไห่เข้าใจว่าทําไมสมิทถึงทํางานหนักมาก นี่น่าจะเป็นเพราะพิษของน้ําแห่งความว่างเปล่าที่เป็นมาทางพันธุกรรม ถ้าหากพิษของเจ่าไห่ไม่ได้รับการรักษา สมิทก็อาจจะไม่ยอมให้เมแกนแต่งงานกับเจ่าไร่ ท้ายที่สุดแล้วถ้าพวกเขามีลูก พวกเขาจะไม่สามารถฝึกพลังเวทย์และทักษะพลังฉีได้เลย
เนื่องจากเขาอ่านใจของสมิทได้ เจ่าไห่จึงบอกกับสมิททันที่ว่าพิษของเขาได้รับการรักษาแล้ว
เมื่อสมทได้ยินเท่าไห่พูด เขาก็ไม่อาจจะทําสิ่งใดได้ แต่ก็หัวไปมองลอร่า ลอร่าก็ยิ้มให้สมิท และก็พูดว่า “มันเป็นความจริง พิษที่อยู่ในตัวของพี่ไม่ได้รับการรักษาแล้ว ถ้าท่านไม่ได้เรียกเราในวันนี้ เราก็อาจมีงานแต่งงานของเราในอีกสองวัน”
สมิทรู้สึกดีขึ้น เขามองไปที่เง่าไห่และพูดว่า “ดี..ถ้ารักษาแล้วมันก็ดี ไม่น่าแปลกใจเลยที่ไม่มีใครรู้ถึงความเป็นมาของเจ้า ว่าเจ้าเป็นคนของตระกูลบูดา ข้ารู้ว่าไม่มีใครในจักรวรรดินี้รู้ว่าน้ําแห่งความว่างเปล่ามันสามารรักษาได้จริงๆ”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้าคิดว่าไม่มีพิษใดที่ไม่อาจจะรักษาไม่ได้ แล้วการหมั่นที่ท่านเสนอมา ท่านจะคิดอีกครั้งไหม?”
สมิทกระพริบตาและพูดว่า “อะไรกัน เจ้าไม่ต้องการแต่งงานกับเมแกนงั้นเหรอ? เมแกนของข้าไม่ได้คู่ควรกับเจ้างั้นเหรอ? ถ้าหากว่าเจ้าปฏิเสธข้าจะให้ตระกูลส่งเทพผู้มีพลังระดับ 9 ไล่ล่าเจ้า”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “เอาล่ะ ข้าจะไปคุยกับผู้ใหญ่ของข้าการ และพูดคุยกันว่าเราจะหมั้นกันเมื่อไหร่”
สมิทพูดว่า “ไม่จําเป็นต้องพูดคุยให้มันมากเรื่อง ถ้าเป็นไปได้ก็พรุ่งนี้เลยจะดีกว่ามั้ย ไม่งั้น มันจะลําบากถ้าตระกูลส่งเทพผู้มีพลังระดับ 9 มาจัดการกับเจ้าก่อน”
เจ่าไห่อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วและพูดว่า “ตระกูลวางแผนที่จะส่งเทพผู้มีพลังระดับ 9 มาจริงๆงั้นเหรอ? แต่นี่มันจะไม่น่าแปลกไปงั้นเหรอ? ข้าทําอะไรให้ตระกูลแคลซีทําไมพวกเขาถึงโกรธข้าขนาดนั้น?”
สมทถอนหายใจแล้วเขาก็บอกเจ่าไห่เกี่ยวกับความคิดของเขา หลังจากที่เจ่าไห่ฟังแล้ว สีหน้าของเขาดูตกใจมาก เขาก็หันไปหาสมิทและพูดว่า “เพราะเรื่องนั้นจําเป็นต้องฆ่าข้าเลยเห รอ? ความสามารถที่ข้ามถ้าพวกเขาทําเช่นนั้น ต่อไปนักเวทย์แห่งความมืดก็จะหมดไปอย่างแน่นอน คนโง่ที่ตัดสินใจฆ่าคนที่มีความสามารถเช่นนั้นมันคือใคร?”
สมิทยิ้มและพูดว่า “ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน แต่นี่น่าจะเป็นลักษณะของตระกูลอยู่แล้ว ข้าเองก็ไม่อาจจะห้ามพวกเขาไม่ให้ทําเช่นนั้นได้
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ในตอนแรกข้าก็รู้สึกว่ามันแปลกๆที่กิลแห่งความสว่างไม่ได้รุกรานเหล่า นักเวทย์ในสายอื่นๆ นอกจากนักเวทย์แห่งความมืด และนี่ก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ตระกูลแคลซีต้องการทําลายอนาคตของเหล่านักเวทย์แห่งความมืด”
สมิทยิ้ม เขาไม่มีอะไรที่จะพูด เขาถอนหายใจแล้วพูดว่า “ปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้นต่อไป เจ้าควรไปพักผ่อน ในวันพรุ่งนี้เราจะปล่อยข่าวเกี่ยวกับการแต่งงานของเจ้ากับเมแกน ไม่เพียงแต่ตระกูลเท่านั้นที่จะต้องรู้ แต่ยังรวมถึงทั่วทั้งจักรวรรดิด้วย”
เจ่าไห่ขมวดคิ้วของเขาและพูดว่า “แล้วชาร์ลีล่ะ ถ้าข่าวเกี่ยวกับการหมั่นของข้าและเมแกนไปถึงเขา มันจะส่งผลต่อตระกูลแคลซีเช่นไร ท่านคิดเรื่องนี้แล้วใช่ไหม ถ้าเราไม่ได้บอกเรื่องนี้แก่ ชาร์ลีข้าก็คิดว่ามันจะเป็นการเข้าใจผิดต่อตระกูลแคลซีไปได้”
สมิทยิ้มและพูดว่า “มันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก แต่มันก็ไม่น่าจะมีผลไปถึงเจ้าชายชาร์ลี เพราะเรื่องนี้ข้าเองก็คิดว่ามันไม่ได้มีความสําคัญอะไรกับพวกเขาเลย ตอนนี้ความปลอดภัยของเจ้านั้นเป็นสิ่งที่สําคัญที่สุด”
เจ่าไห่ก็อดไม่ได้ที่จะพยักหน้า สมิทมองเขาแล้วก็พูดว่า “นานเกินไปแล้ว เจ่าไห่พักผ่อนเถอะ ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องทําในวันพรุ่งนี้”
เจ่าไห่ห่พยักหน้าจากนั้นเขาก็พาลอร่าและคนอื่นๆ กลับไปที่ลานพลัมหวาน ขณะที่พวกเขาเข้าไปในลานพวกเขาก็ไปยังมิติทันที และมุ่งหน้าไปยังป้อมปราการเหล็ก เพื่อบอกกล่าวเรื่องทั้ง หมดนี้ให้แก่กรีนฟัง
เมื่อกรีนได้ยินเรื่องทั้งหมดจากเจ่าไห่ เขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะและก็พูดว่า “เยื่อมมาก ฮ่าฮ่าฮ่า นายน้อยนี่เป็นข่าวที่ดีมาก ถ้าเราได้รับการสนับสนุนจากตระกูลแคลซีเราจะมีปัญหาน้อยลง เมื่อเอาตระกูลของเราได้ เราก็น่าจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งแน่นอน”
คาเรทมองไปที่เง่าไห่แล้วก็ถอนหายใจ “นายน้อย ทําไมเจ้าถึงโชคดีจัง?” อย่างแรกเลย ลอร่าชอบเจ้า ตอนนี้คือเมแกน วันหนึ่งเจ้าอาจจะทําให้ผู้หญิงทุกคนในโลกนี้มาชอบเจ้าแล้วคนอื่นๆ จะพูดถึงนายน้อยเช่นไรกัน
เจ่าไห่ยิ้มในขณะที่ฟังสิ่งที่คาเรทกําลังล้อเขาอยู่ แม้ว่าเขาจะไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นเช่นนี้ แต่เขาก็ไม่มีอะไรที่จะต้องพูด
เมอร์รินไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เมื่อเธอได้ยินว่าเจ่าไห่จะมีคู่หมั้นเพิ่มอีกคน เธอก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ดีจริงๆ นายน้อยเราควรหาเวลาสําหรับงานแต่งงานของเจ้าโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มันเป็นเรื่องที่สําคัญที่ตระกูลบูดาต้องมีลูกหลานที่ดี”
กรีนเห็นด้วยและพูดว่า “ก่อนหน้านี้เราไม่ได้จัดงานแต่งงานของเจ้ากับลอร่าและเม็กเพราะพิษที่ยังอยู่ในตัว แต่ตอนนี้เจ้าได้รับการรักษาแล้ว เราน่าจะจัดงานแต่งงานของเจ้าทันที”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้าก็คิดเช่นนั้นและข้าก็บอกลอร่ากับเม็กเกี่ยวกับเรื่องนี้ในวันนี้ไปแล้ว ในอดีตข้าอยากจะแต่งงานกับพวกเธอจริงๆ แต่มันจะไม่ยุติธรรมกับพวกเธอ ข้าคิดว่าตระกูลบูดา มันจะเป็นความยุติธรรมสําหรับพวกเธอหากเราแต่งงานกันอย่างลับๆ และตอนนี้เมื่อมีเมแกนเพิ่มมากอีก สถานการณ์ก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น เมแกนเธอเป็นเจ้ากหญิงน้อยของตระกูลแคลซี ถึงแม้ว่าเธอจะหมั้งแล้ว มันก็เป็นไปไม่ได้ที่เธอจะแต่งงานทันที ดังนั้นถ้าข้าจัดการแต่งงานกับลอร่ากับเม็กตระกูลแคลซีจะไม่เห็นด้วแน่นอน ในท้ายที่สุดดูเหมือนว่าเราจะต้องชะลอการแต่งงานไว้ก่อน”
กรีนถอนหายใจและพูดว่า “ดูเหมือนว่าเราจะทําสิ่งนี้ได้นอกจากนี้สําหรับขุนนางผู้ยิ่งใหญ่เช่นตระกูลแคลซี พวกเขาน่าจะมีขนบธรรมเนียมพิเศษของพวกเขาเอง ข้าได้ยินมาว่ามีพิธีอื่นที่ต้องทํา ถ้าผู้หญิงจากตระกูลของพวกเขาได้แต่งงานแล้วดูเหมือนว่าเราจะชะลอการแต่งงานเท่านั้น”
คาเรทพยักหน้าและพูดว่า “ที่จริงแล้ว มันไม่สําคัญว่าพวกเขาจะแต่งงานในภายหลังตอนนี้ร่างของเจ้าไม่ได้รับการรักษาแล้ว ร่างกายของเขาดีขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่เหมือนในอดีตที่เรากลัวว่าเขาจะมีชีวิตที่สั้น เราจําเป็นต้องหลีกเลี่ยงการเป็นศัตรูกับตระกูลแคลซีไม่งั้นปัญหาจะต้องตามมาในอนาคตแน่นอน”
กรีนเห็นด้วยและพูดว่า “นั่นเป็นเรื่องจริงๆ ใช่..เจ่าไห่แล้วข้าจะต้องมีส่วนอะไรในวันพรุ่งนี้หรือไม่?”
เจ่าไห่ส่ายหัวและพูดว่า “ไม่เลย สมทบอกว่ามันจะเสียเวลาเกินไป เรามาดูกันว่าตระกูลแคลซีจะทําอะไร”
กรีนพยักหน้า “นั่นก็ดี ดูเหมือนว่าสมิทต้องการให้การหมั้นเป็นเรื่องง่ายๆ เพียงเพื่อประกาศใน ทันที่เอาล่ะมันยังคงเป็นช่วงเวลาที่ผิดปกติที่จะแต่งงานต่อไปเรามารอและเตรียมงานแต่งงานที่ดี กว่ากันเถอะ
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “การแต่งงานของข้ากับลอร่าและเม็กง่ายเช่นกัน ดังนั้นเราอาจทํา แบบเดียวกันกับเมแกน เพื่อไม่ให้ไม่ยุติธรรมกับทั้งสอง ข้าจะบอกเรื่องนี้กับสมิทในนพรุ่งนี้”
กรีนพยักหน้า “ถูกต้อง เจ่าไห่มื่อวานนี้ผลิตภัณฑ์เบียร์ขั้นสุดท้ายออกมาในที่สุดมันก็อย่างที่เจ้าบอกว่ามันดี รสชาติของมันอร่อยมาก”
ดวงตาของเจ่าไห่สว่างขึ้น “พวกเขาทําได้ดีมาก พวกเขาเป็นอย่างไรบ้างมีหลายประเภทด้วยกัน?”
กรีนยิ้มและพูดว่า “มันมีอันหนึ่งออกมาเป็นสีทองส่วนอีกอันเป็นสีเทาและอันสุดท้ายเป็นสีด่า และไวน์ที่เจ้าพูดถึงมันเป็นเรื่องที่ดีมากจริงๆ”
ไวน์ข้าวของเจ่าไห่ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วไวน์ข้าว มีวิธีการต้มนั้นค่อนข้างง่าย อย่างไรก็ตามมันก็มีข้อดี ระดับนั้นไม่สูงมากมันมีรสชาติที่กลมกล่อม และไวน์ข้าวสามารถดื่มได้โดยคนหลายคนทั้งผู้ชายและผู้หญิง
เมอร์รินนําเอาเบียร์ไปให้เจ่าไห่ทันที เจ่าไห่ลองชิมพวกมันเป็นเบียร์ที่ดีกว่าที่เขาเคยชิมมาก่อน รสชาติของไวน์ข้าวก็ดีเช่นกัน
เจ่าไห่วางไวน์แก้วของเขาลงแล้วหันไปหากรีนและพูดว่า “นี่เป็นสิ่งที่ดีมาก ปู่กรีนข้าต้องการผลิตไวน์เช่นนี้ กรีนคิดเช่นไร?”
กรีนพยักหน้า “เราควรทํา นายน้อยเจ้าควรปล่อยซอมบี้ไว้ที่นี่และดึงก้อนหินทั้งหมดที่เจ้าขูดออกมา ข้าสั่งซอมบี้ให้สร้างโรงงานผลิตไวน์ นายน้อยน่าจะรู้ว่าพื้นที่ภายในปราสาทนั้นไม่ได้อยู่ในนั้นพอถ้าเราไม่สร้างอาคารใหม่จะไม่มีที่สําหรับการขยายเพิ่มได้
เจ่าไห่พยักหน้า “เอาล่ะ ข้าจะทิ้งก้อนหินไว้ประมาณ 10,000 ก้อนและก็พวกของจินน้อยด้วย พวกเขาสามารถยกหินได้ด้วย”
กรีนพูดต่อ “ดีจริง นายน้อยท่านควรไปพักผ่อน” เจ่าไห่ตกลงและกลับไปที่มิติเพื่อพักผ่อน
เช้าวันรุ่งขึ้นเง่าไห่และคนอื่นๆ ถูกเรียกโดยสมิทไปที่ลานเพื่อทานอาหารเช้า หลังจากกินอาหารแล้วสมิทให้ฟิลประกาศการแต่งงานของเจ่าไห่กับเมแกนกลับไปที่ตระกูลสมิททําอย่างจงใจ เพื่อกดดันตระกูลไม่ให้ทําสิ่งที่พวกเขาวางแผนที่จะจัดการกับเจ่าไห่
เจ่าไห่ยังบอกกับสมทว่าเขาต้องการให้การหมั้นเป็นเรื่องง่าย สมิทไม่ได้ต่อต้านมันเป็นกรณีพิเศษในเวลานี้สิ่งพิเศษเหล่านั้นอาจได้รับการยกเว้น
อย่างไรก็ตามแม้ว่าเขาจะพูดแบบนี้สมิทยังคงให้เจ่าไห่และเมแกนออกไปเดินเล่นด้วยกัน นี่คือการเพิ่มความคุ้นเคยซึ่งกันและกัน เมแกนเป็นคนที่อายมากใบหน้าของเธอมีสีแดง ขณะที่เธอกับเจ่าไห่ออกจากคฤหาสน์ไป
แต่ในเวลานี้ข่าวการแต่งงานของเมแกนกับเจ้าไม่ได้แพร่กระจายไปทั่วเมืองสกาย เรื่องนี้ทําให้เกิดระเบิดที่ไม่คาดคิดเข้าสู่สภาวะปกติของเมือง
ต้องรู้ว่าในเมืองสกายมีคนมากมายที่ต้องการแต่งงานกับเมแกน แต่พวกเขาไม่ได้จินตนาการว่าเมแกนจะแต่งงานตอนนี้ ไม่มีแม้แต่พิธีหมั้นและไม่มีงานเลี้ยง ในความเงียบเมแกนจะไม่เป็นของพวกเขาอีกต่อไป
เร็วๆ นี้ผู้คนในเมืองสกายก็บ้าคลั่ง เมื่อเจ่าไห่ออกไปเดินเล่นมีคนมากกว่า 20 คนที่สามารถเข้าหาได้ราวกับว่าเมแกนต้องได้รับการช่วยเหลือ เมื่อเมแกนบอกกับเขาว่าการหมั้นเป็นความจริง พวกเขาทั้งหมดต่างก็หันไปพร้อมกับหัวใจที่แตกสลาย
เมื่อเห็นเช่นนี้เจ่าไห่ก็อดช่วยไม่ได้ แต่ก็ยิ้มต้องบอกว่าเมแกนเป็นที่ชื่นชอบมากในเมืองสกาย ดูเหมือนว่าสิ่งนี้จะกลายเป็นเรื่องที่ค่อนข้างลําบากเช่นกัน
สิ่งที่ลําบากยิ่งกว่านั้นก็คือความจริงที่ว่าเจ่าไห่ไม่รู้ว่าตระกูลแคลซีรู้สึกอย่างไรกับการแต่งงานกับเมแกน การแต่งงานในครั้งนี้เป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าสมิทนั้นยืนกรานในการปกป้องเขาและอนาคตของตระกูลแคลซี กับการกระทําที่ควรจะต่อต้านเจ่าไห่สมิทตัดสินใจหักหน้าตระกูล ที่นี้ผู้เฒ่าในตระกูลจะไม่แสดงสีหน้าน่าเกลียดไหม?
จากความคิดนี้เจ่าไห่หันหน้าไปมองเมแกนที่กําลังคุยกับลอร่าและเม็ก เมื่อเห็นรอยยิ้มเหมือนดอกไม้ของเมแกน เล่าก็อดไม่ได้ที่จะนึกในใจว่า “ไม่ว่าตระกูลแคลซีจะตัดสินใจยังไงข้าก็จะแต่งงานกับเมแกน”
เมแกนรู้สึกว่าเจ่าไห่มอง เธอเธอเงยหน้าขึ้นและได้พบกับสายตาของจ้าวไร่ก่อนที่จะก้มหัวของเธออีกครั้งในขณะที่เธอเขิน เมื่อวานนี้ท่าทางที่กล้าหาญของเธอดูเหมือนจะเป็นความฝัน แต่เจ่าไห่ต้องยอมรับว่าเมแกนนี้น่ารักมาก
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ ป้าย…บาย