Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 421 - ไม่ต้องการเหตุผล
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 421 - ไม่ต้องการเหตุผล
บทที่ 421 – ไม่ต้องการเหตุผล
เทสซีโบมองไปที่เง่าไห่และพูดว่า “สําหรับเจ่าไห่ที่จะไปอย่างกะทันหันเช่นนี้ มันก็เป็นเรื่องที่ใหญ่มากจริงๆ แล้วมีอะไรที่ข้าจะช่วยเหลือเจ้าได้ไหม?”
เจ่าไห่ส่ายหัวแล้วก็พูดว่า “ข้าคิดว่าข้าจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ข้าแค่มาเพื่อบอกท่านว่าข้าจะออกจากเมืองไปเท่านั้น”
เมื่อเทสซีโบเห็นท่าทางของเจ่าไห่ เขาก็รู้ว่าเขานั้นไม่อาจจะช่วยเหลืออะไรได้เลย ดังนั้นเขาก็เลยพยักหน้าและพูดว่า “เอาล่ะ ถ้ามีสิ่งใดที่ข้าช่วยได้ เจ้าก็ไม่ต้องลังเลที่จะบอกกับข้า ข้าพร้อมที่จะช่วยเหลือไม่ว่าจะยุ่งอยู่ก็ตาม”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ดีจริงๆ ถ้ามีอะไรให้ช่วยข้าก็จะไม่เกรงใจที่จะขอความช่วยเหลือ ถ้าอย่างนั้นข้าก็ขอตัวก่อน”
เมื่อเจ่าไห่ออกจากคฤหาสน์ของเทสโบ ชิวและซูกะก็รอเจ่าไห่อยู่ข้างนอกแล้ว ทั้งสามคนขึ้นรถม้าและไปที่ท่าเรือทันที
หลังจากมาถึงท่าเรือ พวกเขาก็ขึ้นเรือทันที นี่จะเป็นเพียงวิธีเดียวที่จะให้คนอื่นๆ เห็นว่าพวกเขาออกจากเมืองน้ําหยกไปโดยเดินทาง เรือ
ไม่นานหลังจากที่พวกเขามาถึงที่ท่าเรือ ลอร่าและคนอื่นๆ ก็มาถึงแล้ว ลอร่าก็พูดว่า หมิวได้รับแจ้งแล้ว เจ่าไห่ออกเรือทันที เรือที่พวกเขาขโมยมาจากตระกูลมาร์กี้ที่อยู่หลังเมืองน้ําหยก
หลังจากที่เขาออกจากเมืองน้ําหยก เทสซีโบก็บอกให้ประชาชนของเขารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งมันทําให้เจ่าไห่เป็นกังวลมากที่จะต้องออกไป ในเวลาเดียวกันเขาก็เขียนจดหมายถึงชาร์ลี
เทสซีโบรู้ว่าชาร์ลอยู่ติดกับเจ่าไห่มาก หลังจากได้เห็นเจ่าไห่กังวลมาก เทสโบก็เข้าใจว่าสิ่งที่เขาทํานั้นมันไม่ถูก ไม่งั้นเขาก็คงไม่ทําเช่นนี้ และเรื่องนี้เองก็ทําให้เทสซีโบเป็นกังวลมาก
ในตอนนี้เจ่าไห่กําลังนั่งอยู่ในห้องภายในเรือ ขณะที่มองดูจอภาพ ตอนนี้เขาก็รําคาญมาก จริงๆแล้วเขาก็ไม่ต้องการเห็นสมิทในตอนนี้ อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้คิดว่าตระกูลแคลซีจะเป็นเช่นนี้ แต่เรื่องนี้ก็บอกเขาว่าเขาต้องอดทนรอไปก่อน และก็ไปดูว่าสมีทวางแผนอะไรไว้
ลอร่ากับคนอื่นๆ ก็สังเกตมองดูไปพร้อมๆ กับเจ่าไห่ตอนนี้พวกเขาไม่ได้กังวลเกี่ยวกับเทพผู้มีพลังระดับ 9 ของตระกูลแคลซี พวกเขาเชื่อว่าด้วยพลังของเจ้าเหวินและเจ้าฉินอี้ แม้ว่าพวกเขาจะส่งเทพผู้มีพลังระดับ 9 มาพวกเขาก็ไม่ได้กลัวที่จะไม่อาจจัดการกับเรื่องนี้ แต่ตระกูลแคลซีก็ไม่สามารถส่งเทพผู้มีพลังระดับ 9 จํานวนมากมาได้ และก็พวกเขาก็คงไม่อาจจะส่งเทพผู้มีพลังระดับ 9 จํานวนมาเพื่อจัดการกับเจ่าไม่ได้
แต่ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของพวกเขา พวกเขาก็จําเป็นที่จะต้องมองดูผลที่จะเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาไม่ได้มีอํานาจมากในจักรววดนี้ พวกเขาไม่อาจจะจัดการกับตระกูลแคลซีได้เลย
นกอินทรีย์นั้นบินได้เร็วมากๆ หลังจากผ่ายไปหลายชั่วโมงมันก็มาถึงเมืองสกาบแล้ว เมืองแห่งนี้ยังไม่ได้พอกับความวุ่นวายจึงยังคงมีคนเดินอยู่เป็นจํานวนมาก
เจ่าไห่สั่งให้นกอินทรีย์ของเขา วางไม้เท้าของเขาไว้นอกเมือง จากนั้นพวกเขาก็ไปที่นั่นจากมิติ เพื่อไปยังคฤหาสน์ของราชาของเมือง แต่เจ่าไห่ก็ไม่ได้ใช้รถม้าของเขา เขาปล่อยม้าออกมาจากมิติ และขี่ม้าไปยังคฤหาสน์
ในตอนนี้เจ่าไห่และคนอื่นๆ ก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนักรบธรรมดาๆ เม็กเท่านั้นที่แตกต่างจากคนอื่นๆ เพราะเธอสวมเสื้อคลุมของนักเวทย์ เมื่อผู้คนเห็นพวกเขาแต่งตัวเช่นนั้น พวกเขาก็ทําได้เพียงแค่มองว่าพวกเขาเป็นเหมือนกับเด็กที่เล่นกันอยู่ มันเลยทําให้พวกเขาไม่ได้สนใจกับกลุ่มของเจ่าไห่
เจ่าไห่และคนอื่นๆ มาถึงคฤหาสน์ของเมืองสกายอย่างเร็วที่สุด คฤหาสน์ก็ยังเป็นเหมือนเดิมที่เขาเคยเห็น เจ่าไห่ส่งนกอินทรีย์เพื่อส่งจดหมายถึงสมิทเพื่อบอกเขาว่าพวกเขาจะรออยู่ที่ทางเข้าด้านข้างของคฤหาสน์
พอมาถึงไม่นานฟิลก็เปิดประตูของคฤหาสน์ เจ่าไห่กระโดดลงจากม้าทันทีแล้วเขาก็มองไปที่ฟิลและพูดว่า “ลุงฟิลเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ลําบากมากจริงๆ พี่สมิทจะจัดกับมันเช่นไร
ฟิลมองไปที่เง่าไห่ด้วยความแปลกใจ “เจ้าเมืองจะเป็นผู้บอกเจ้าเอง จากนั้นเขาก็พาเจ่าไห่และคนอื่นๆ ไปที่ห้องนั่งเล่นของคฤาสน์”
สมิทกําลังรอเจ่าไห่อยู่ที่นั่น ในเวลาเดียวกันเขาก็ไม่ได้คิดว่าเจ่าไห่จะมาถึงเร็วเช่นนี้ เมื่อเขาเห็นเจ่าไห่นอกห้องเขาก็ไปเชิญเจ่าไห่ทันที ฟิลก็เทชาให้พวกเขาทันที สมิทมองไปที่เจ่าไห่และพูดว่า “ข้าไม่ได้คิดว่าเจ้าจะมาเร็วเช่นนี้ เจ้าทําได้เช่นไร?”
เจ่าไห่ตอบด้วยเสียงที่จริงจัง “ก่อนที่ข้าจะตอบท่าน ข้าขอคุยก่อนว่าสถานการณ์มาถึงตอนนี้ได้เช่นไร ตระกูลต้องการให้ข้าตายจริงๆงั้นหรือ? พวกเขาต้องการส่งเทพผู้มีพลังระดับ 9 มาจัดการกับข้าจริงๆ ใช่ไหม?”
สมิทยิ้มและพูดว่า “ข้าไม่คิดว่าตระกูลจะทํากับข้าเช่นนี้ มันเป็นเรื่องที่ไม่ดีสําหรับพวกเขาเลยที่ทํากับเจ้าเช่นนี้”
เจ่าไห่มองสมิทและพูดว่า “แล้วท่านวางแผนที่จะแก้ปัญหานี้อย่างไร ถ้าท่านทําไม่ได้ข้าจะทําตามวิธีของข้า”
สมิทมองไปที่เง่าไห่ เขาพูดว่า “เจ้ามีวิธีแก้ปัญหาเรื่องนี้งั้นเหรอ?”
ดวงตาของเจ่าไห่ดูเย็นชามากและพูดว่า “จัดการกับเทพผู้มีพลังระดับ 9 ที่พวกเขาส่งมาก เราจะมาดูกันว่าเทพผู้มีพลังระดับ 9 ของตระกูลจะสามารถทําอะไรข้าได้ไหม?”
สมิทเกือบที่จะลุกขึ้นยืนดวงตาของเขามองไปที่เง่าไห่ เขาเข้าใจว่าจากสิ่งที่เจ่าไห่พูดนั้น เขาจะต้องเป็นคนที่มีความแข็งแกร่งมากแน่นอน ที่เขาจะจัดการกับเทพผู้มีพลังระดับ 9 ได้มันก็ไม่ใช่คนที่ธรรมดาแล้ว
เรื่องนี้ทําให้สมิทประหลาดใจมาก เทพผู้มีพลังระดับ 9 ไม่ใช่คนที่จะจัดการได้ง่ายๆ คงไม่มีคนที่ไม่มีความแข็งแกร่งที่จะจัดการได้
สมิทมองไปที่เง่าไห่และพูดว่า “เจ้าแน่ใจแล้วเหรอ? เรากําลังพูดถึงเทพผู้มีพลังระดับ 9 ไม่ใช่เทพผู้มีพลังระดับ 8”
เจ่าไห่ตะโกนด้วยความเย็นชา “ข้าพูดความจริงๆ ถ้าตระกูลแคลซีส่งเทพผู้มีพลังระดับ 9 มาหาข้าข้าก็คิดว่าพวกเขาก็คงจะตาย ไม่ว่าพวกเขาจะส่งมากี่คนข้าก็รับรองได้เลยว่าพวกเขาจะต้องตายหมดแน่ๆ และข้าก็จะยังคงเป็นเหมือนเดิม แต่ข้าก็ไม่อาจจะพูดเช่นนี้กับตระกูลแคลซีได้”
สมิทมองสีหน้าของเจ่าไห่และพูดว่า “อะไรนะ?”
เจ่าไห่พูดว่า “คุณทุกคนต้องการที่จะควบคุมชีวิตของข้า และข้าเองก็ไม่สามารถแม้แต่จะพูดอะไรเลย ท่านกลัวข้างั้นเหรอ?”
สมิทมองไปที่เง่าไห่และทันใดนั้นก็หัวเราะ “ดีจริงๆ นายน้อยค่าพูดของเจ้าดีมาก ฮ่า ฮ่า เอาล่ะ ข้าจะบอกวิธีการของข้า”
เมื่อเห็นว่าเจ่าไห่ได้ฟังคําพูดของสมิท เขาก็อดไม่ได้ที่สงบลง “ข้ามองดูหน้าของเจ้าแล้ว เจ้าคงไม่ต้องการเป็นศัตรูของตระกูลแคลซีของเราจริงๆ ใช่ไหม?”
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “ข้าไม่ต้องการพูดตรงๆ ข้าไม่กลัวคนในตระกูลของท่าน ข้าไม่ได้กลัวตระกูลแคลซีของท่าน แต่ข้าไม่ต้องการมีปัญหากับจักรวรรดิโรเซ่น ข้ามีสิ่งมากมายอยู่ในมือของข้า แต่พวกเขายังจําเป็นต่อข้า เพราะว่ามันยังสามารถทําเงินกับข้าได้มากมายให้กับข้า เพื่อจัดหาสิ่งที่ข้าต้องการในปัจจุบัน นอกจากจักรวรรดิโรเซ่น อิทธิพลของกิลแห่งความสว่างนั้นก็แข็งแกร่งมากในจักรวรรดิ และเนื่องจากกิลแห่งความสว่างเป็นศัตรูกับคนของข้า การทําธุรกิจกับที่อื่นๆก็จะยากมาก นี่คือเหตุผลว่าทําไมข้าถึงไม่ต้องการถูกขับไล่ออกจากจักรวรรดิโรเซ่น ถ้ามีวิธีหลีกเลี่ยงการต่อสู้กับตระกูลแคลซีของท่าน ถ้าอย่างนั้นข้าก็ไม่มีทางเลือกที่จะรับเงินถ้าอย่างนั้น ข้าก็จะลําบากกว่านี้”
สมิทพยักหน้าและพูดว่า “ดูเหมือนว่าข้าจะเดาถูกแล้วข้าจะบอกวิธีของข้า นี่ไม่เพียงแต่จะหยุดเรื่องนี้ได้ แต่มันจะทําให้ตระกูลให้ความสําคัญกับเจ้ามากและช่วยให้เจ้าประสบความสําเร็จด้วย”
เจ่าไห่มองเขาด้วยความสับสน เขามองสมิทและพูดว่า “วิธีอะไรงั้นเหรอ?”
สมิทยิ้มและพูดว่า “เจ้าต้องหมั้นกับเมแกน”
เจ่าไห่มองสมิทด้วยความตกใจและพูดว่า “เจ้าพูดตลกงั้นเหรอ? เมแกนงั้นเหรอ?”
สมิทส่ายหหัวและพูดว่า “ข้ามิได้พูดเรื่องนี้เล่นๆ ถ้าหากว่าเจ้าแต่งงานกับเมแกนเจ้าก็จะได้กลายเป็นคนของเราและตระกูลก็จะให้การสนับสนุนเจ้า เจ้าคิดอย่างไรกับแผนการนี้?”
เจ่าไห่ส่ายหัวและพูดว่า “นี่มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อเมแกน เพราะเธอไม่ได้ชอบข้า และเราทั้งสองไม่ได้ทําความรู้จักกันอย่างจริงจังมาก่อน ข้าคิดว่ามันจะไม่ยุติธรรมกับเมแกน ข้าไม่สามารถทําเช่นนั้นได้”
ในตอนนี้เสียงของเมแกนก็ดังขึ้นมา “พี่ไห่ ข้าเองไม่ได้สนใจเรื่องนี้ แต่ข้าก็เห็นด้วยเพราะว่าข้าชอบท่าน ในฐานะคนๆ หนึ่งข้าไม่อยากเห็นท่านมีปัญหาและที่สําคัญที่สุดข้าเองไม่ต้องการให้ท่านและตระกูลแคลซีต้องเป็นศัตรูกัน”
เมื่อเจ่าไห่ได้ยินและเห็นมองเมแกน เธอยืนอยู่หน้าห้องนั่งเล่นและมองเจ่าไห่อยู่
เจ่าไห่มองไปที่เมแกนด้วยรอยยิ้มและพูดว่า “เมแกนทําไมเจ้าถึงทําเช่นนี้? เราไม่ได้มีความรู้สึกต่อกันและกัน เจ่าไห่ได้รู้จักข้ามากพอ”
เมแกนส่ายหัวและพูดว่า “ไม่มีเหตุผลที่ต้องชอบใครสักคน นอกจากนี้ก็ไม่ได้มีสิ่งใดที่ไม่ยุติธรรมด้วยเช่นกัน ข้าชอบท่านและข้าก็ไม่รู้ว่าตัวข้าเองชอบท่านไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ข้ารู้ว่าเราไม่ได้ทําความรู้จักกัน ถึงแม้ว่าท่านจะไม่ได้คิดเช่นนั้น แต่ข้าเองก็ชอบท่านไปแล้ว”
เจ่าไห่ยิ้ม เขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกมาจริงๆ มันก็เป็นดังที่เมแกนพูดความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองไม่ได้ไปไกลมากนัก แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ด้วยกัน เจ่าไห่ก็ไม่ได้พูดคุยกับเมแกนจริงๆจังๆสักครั้ง เจ่าไห่ไม่รู้เลยว่าคนธรรมดาที่ดูน่าเบื่อเช่นเขาทําให้เมแกนสนใจได้เช่นไร
ในตอนนี้ลอร่ายิ้ม เธอเดินเข้าไปหาเมแกนแล้วก็พูดว่า “เมแกนมันน่าอัศจรรย์จริงๆ เราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไปใช่ไหม?”
เม็กยิ้มและก็พูดด้วยเช่นกัน “ใช่..พวกเราจะได้ต้องเป็นเพื่อนกันตลอดไป และเราก็อาจจะได้เป็นครอบครัวเดียวกันในอนาคตด้วย”
เจ่าไห่มองไปที่ผู้หญิงทั้งสอง เขาพูดอะไรไม่ออก เขาไม่รู้ว่าทําไมถึงเป็นเช่นนี้ แม้ว่าพวกเขาจะมีสามีคนเดียวกัน แต่พวกเขาก็ดูมีความสุขเหลือเกิน
สมิทมองไปที่เจ่าไห่และก็พูดว่า “เจ่าไห่ เจ้าจงเข้าใจเรื่องนี้เถิด ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเมแกนมีความรู้สึกเช่นนี้กับเจ้า ข้าคิดว่าเจ้าควรบอกบางอย่างที่เกี่ยวกับตัวตนของเจ้าว่าแท้จริงแล้ว เจ้าเป็นใคร?”
เจ่าไห่มองสมิททันทีที่เขาได้ยิน เขาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้ม ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาจะต้องเปิดเผยตัวตนของเขาแล้วจริงๆ
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ บ้าย…บาย