Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 418 - ปีศาจกลับมาอีกครั้ง
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 418 - ปีศาจกลับมาอีกครั้ง
บทที่ 418 – ปีศาจกลับมาอีกครั้ง
เนื่องจากแผนที่เจ่าไห่ได้วางไว้ มันทําให้ตระกูลแคลซีไม่ได้ต้องกลัวที่จะจัดการกับกิลแห่งความสว่างอีกต่อไป และตอนนี้พวกเขาก็ให้ความสําคัญกับนักเวทย์แห่งความมืด และพวกเขาก็พร้อมที่จะจัดการกับภัยคุกคามที่พวกเขาจะเจอ และก็ไม่ต้องสงสัยเลย เจ่าไห่ก็เป็นเหมือนคนที่เป็นดังภัยของพวกเขา
จากที่ตระกูลได้มองเห็นความแข็งแกร่งในตัวของเจ่าไห่ เขาน่าจะอยู่ในระดับที่ 7 ไม่ก็ 8 แต่เขาก็ยังไม่ได้เป็นภัยคุกคามมากขนาดนั้น อย่างไรก็ตามแผนที่เจ่าไห่ได้คิดไว้ให้กับตระกูลมันก็มีประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก มากจนทําให้ตระกูลกลัวในความสามารถของเขาเลย สําหรับเจ่าไห่แล้วนั้น ความคิดที่เขามีมันก็บอกได้ชัดอยู่แล้วว่าความสามารถของเจ่าไห่มันค่อนข้างสูงเอามากๆ ถ้าหากเขาได้รับโอกาสบางทีเขาอาจจะสร้างตระกูลของตัวเองให้ยิ่งใหญ่มากเลยก็ได้ และเมื่อเวลานั้นมาถึงตระกูลแคลซีก็น่าจะพบเจอแต่เรื่องที่ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก
นอกจากนี้พวกเขายังคิดอีกว่าเจ่าไห่เป็นตัวแปรหลักที่พวกเขาจะสามารถสร้างตระกูลของพวกเขาขึ้น ตอนนี้เจ่าไห่เขายังคงเป็นเด็กและก็มีความแข็งแกร่งมาก ตอนนี้เจ่าไห่ก็มีเงินเยอะมาก เยอะจนไม่ต้องกลัวเลยว่าเงินของเขาจะหมดไป และเขาก็ยังเป็นคนที่ฉลาดด้วย และสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดรวมกัน มันก็เพียงพอแล้วสําหรับตระกูลแคลซีที่จะกลัวเจ่าไห่ และคิดที่จะจัดการกับเขา
ฟิลไม่เห็นด้วยกับวิธีการของตระกูล เป็นเพราะสิ่งที่พวกเขาคิดมันกําลังจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงกับนักเวทย์แห่งความมืดทั้งหมด และมันก็ทําให้มั่นใจได้เลยว่าพวกเขาจะไม่อาจเพิ่มอํานาจของพวกเขาได้อีกเลย พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับกิลแห่งความสว่างด้วยตัวเอง ตอนนี้ตระกูลกําลังดีขึ้นมาก แต่ดูเหมือนว่าพวกเขากําลังทําให้เรื่องทั้งหมดกลับไปเป็นเหมือนเดิม
สมิทไม่ได้พูดอะไรต่อจากฟิล แต่ด้วยเสียงที่จริงจังของเขาก็พูดออกมาว่า “ข้าคิดว่าตอนนี้สมองของตระกูลเรามันได้เน่าเสียไปหมดแล้ว พวกเขาต้องการที่จะช่วยกิลแห่งความสว่างจริงๆ งั้นหรือ? ไม่..ข้าจะต้องไม่ให้เรื่องเช่นนั้นมันเกิดขึ้นได้
ในเวลานี้ฟิลก็ตื่นจากความคิดของตัวเอง เขามองสมิทและถอนหายใจก่อนที่จะพูดว่า “นายท่าน ข้ากลัวว่ามันจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะปกป้องเจ่าไห่ ข้าไม่รู้เลยว่าเราจะปกป้องเขาได้เช่นไร? ตระกูลจะส่งเทพผู้มีพลังระดับเก้าไปเพื่อจัดการกับเจ่าไห่ และข้าก็ไม่แน่ใจว่าชาร์ลีจะสามารถจัดการกับเรื่องนี้ได้ด้วย”
ในขณะที่ฟังฟิลพูดอยู่นั้น สมิทก็มีใบหน้าที่เหมือนกับความว่างเปล่า ในขณะที่ในหัวของเขาคิดถึงแต่วิธีที่เขาจะสามารถช่วยเหลือเจ่าไห่ได้ ในความคิดของสมิทแล้วนั้นเจ่าไห่เป็นคนที่มีความสามารถคนหนึ่ง เขาเป็นเหมือนกับพรจากสวรรค์ของนักเวทย์แห่งความมืดทุกคน ยิ่งไปกว่านั้นสมิทต้องการที่จะรักษากลุ่มของนักเวทย์แห่งความมืดไว้ เพื่อที่จะไม่ต้องเป็นภัยต่อกัน
เรื่องนี้มันต้องเกิดขึ้นแน่นอน เพราะถ้าหากตระกูลต้องการที่จะจัดการกับเหล่านักเวทย์แห่งความมืดจริงๆ พวกเขาจะต้องฆ่าเหล่านักเวทย์ที่ไม่ยอมฟังพวกเขาเป็นแน่ เมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ เหล่านักเวทย์แห่งความมืดคงจะไม่มีใครที่จะเคารพตระกูลอีกเลย แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย อาจจะเป็นเพราะความกลัวมากกว่า เมื่อนักเวทย์แห่งความมืดเริ่มก่อตัวขึ้นและพวกเขาไม่ได้เข้าสู่การปกครองโดยตรง และตระกูลก็รู้ดีว่านักเวทย์แห่งความมืดเหล่านั้นส่วนใหญ่แล้วไม่ยอมร่วมมือกับพวกเขา
แนวปฏิบัติของตระกูลในปัจจุบันนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว หากว่าการกระทําของพวกเขาทําให้นักเวทย์แห่งความมืดไม่คิดที่จะร่วมมือกับพวกเขา สิ่งนี้มันจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อนักเวทย์แห่งความมืด ทุกคน และมันก็จะช่วยให้ง่ายขึ้นที่กลแห่งความสว่างจัดการกับตระกูลแคลซี เช่นเดียวกับการก่าจัดนักเวทย์แห่งความมืดในโลกไปอย่างช้าๆ
คําแนะนําที่เจ่าไห่ได้คิดไว้ ท่าให้นักเวทย์แห่งความมืด เติบโตขึ้นในจักรวรรดิโรเซ่น สําหรับเด็กที่จะเรียนรู้ถึงความสามารถเรื่องเช่นนี้มันอาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยก็ 20 ปี ใครจะรู้ว่าอีก 20 ปีนั้นจะเกิดอะไรขึ้น? หากจักรวรรดิโรเซ่นรู้สึกเหมือนนักเวทย์แห่งความมืด กําลังเพิ่มความแข็งแกร่งอย่างรวดเร็ว พวกเขาก็จะเริ่มจัดการพวกเขาทันที การที่นักเวทย์แห่งความมืดนั้นเพิ่มขึ้น มันจะเป็นภัยต่อกิลแห่งความสว่าง และนั่นก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของตระกูลแคลซี
ดังนั้นกลุ่มของนักเวทย์แห่งความมือถึงไม่ควรยุบกลุ่มไป เจ่าไห่ต้องไม่ตายเขาจะต้องมีชีวิตอยู่ไม่เช่นนั้นความปรารถนาของนักเวทย์แห่งความมืดหายไป ไม่งั้นกลุ่มของนักเวทย์แห่งความมืด อาจจะเหลือเพียงแค่ชื่อเท่านั้น
อย่างไรก็ตามการปกป้องเจ่าไห่นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ตระกูลจึงตัดสินใจที่จะจัดการกับเจ่าไห่ในครั้งนี้ และจากสิ่งที่สมิทเข้าใจเขาจะไม่ยอมปล่อยตัวเจ่าไห่ไปง่ายๆแน่นอน และมันก็จะทําให้เรื่องนี้เป็นผลที่ไม่ดีด้วย
แต่ในเวลานี้ปีศาจก็โผล่ขึ้นมาในหัวของสมิท มันเริ่มที่จะครอบครองจิตใจของเขา ยิ่งไปกว่านั้นการที่จะควบคุมมันก็เป็นเรื่องที่ยากขึ้นเรื่อยๆด้วย
ปีศาจนี้ก่อตัวขึ้นในหัวของสมิทก็เพราะว่าเขาจะต้องคิดเรื่องมากมาย เมื่อหลายวันก่อนสมิทมีความคิดที่จะให้เมแกนได้แต่งงานกับเจ่าไห่ ความคิดนี้มีอยู่ในความคิดของสมิทมานานแล้ว แต่เขาก็ไม่มีความกล้าพอที่จะทําตามความคิดของเขา
สมิทรู้ดีว่าการที่จะต้องปกป้องเจ่าไห่นั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ถ้าเจ๋าไม่ได้แต่งงานกับเมแกน เขาก็จะกลายเป็นคนของตระกูลแคลซ์ทันที และด้วยวิธีการนี้ตระกูลก็จะเลิกคิดที่จะกําจัดเขา สมิทคิดว่าน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทําให้เจ่าไห่ไม่กลายเป็นศัตรูของตระกูล
ความคิดนั้นทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่สมิทไม่อาจจะทนต่อมันได้อีกต่อไป สีหน้าของสมิทเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ดูเหมือนว่าสมิทจะเชื่อมั่นใจความคิดของเขามากๆ เมื่อเห็นเช่นนั้น ฟิลก็ถามสมททันทีว่า “ท่านหาทางออกให้กับเรื่องนี้ได้แล้วงั้นหรือ?”
สมิทหันไปหาฟิลและก็พยักหน้า “ข้ามี แต่ความคิดที่ข้าได้คิดมันยังต้องมีคนที่จะต้องช่วยเหลือเราด้วย หากว่าคนๆ นั้นไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ มันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร”
ฟิลไม่เข้าใจกับสิ่งที่สมิทพูด “คนนั้นคือใครงั้นเหรอ? ใช่นายน้อยคนโตหรือไม่? แล้วคนที่ท่านบอกเขาไม่ได้เห็นด้วยกับการกระทําของตระกูลใช่ไหม?”
สมิทส่ายหัวและก็พูดว่า “ไม่ใช่พี่ใหญ่แต่คนๆ นั้นก็คือเมแกน”
เมื่อฟิลได้ยินคําพูดของสมิท เขาก็เข้าใจความคิดนั้นทันที เมื่อรู้เช่นนั้นท่าทางของเขาก็เปลี่ยนไป ตั้งแต่เขาอยู่กับสมิทมาเป็นเวลานานเขาก็เห็นเมแกนเติบโตขึ้นมา สําหรับฟิลแล้ว เจ้าหญิงของตระกูลแคลซีก็คือหลานสาวที่เขาได้เห็นมาตั้งแต่ยังเล็กนี่เอง เมื่อเขาได้ยินสมิทพูดเช่นนั้น เขาก็ไม่ได้เห็นด้วยในตอนแรก
อย่างไรก็ตามเขาก็เป็นคนที่สามารถมองเห็นภาพรวมที่ใหญ่ขึ้น เมื่อเห็นเช่นนั้นเขาก็คิดถึงค่าพูดของเขา สมิทมองไปที่ฟิลเขารู้ว่าฟิลรู้สึกอย่างไรกับเมแกนดังนั้นเขาจึงพูดต่อขึ้นมาอีกว่า “เมแกนบอกกับฉันเมื่อสองสามวันก่อนว่าเธอไม่ต้องการกินนอนและรอความตาย เธอต้องการทําอะไรบางอย่างให้กับตระกูลและไม่ต้องการแต่งงานกับคนอื่น แต่ถ้าเราแต่งงานกับเธอกับผู้สืบทอดที่ถูกต้องของตระกูล ข้ากลัวว่าเธอจะถูกรังแก เราปกป้องเธอมากเกินไปสําหรับชีวิตของเธอ ตอนนี้เธอเบื่อกับชีวิตของเธอ ข้าได้พบกับเจ่าไห่ชายผู้มีความสามารถ แม้ว่าเขาจะมีคู่หมั่นสองคนแล้ว แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเขาดูแลพวกเธอเป็นอย่างดี ซึ่งถ้าเป็นเมแกนเขาก็น่าจะดูแลด้วยเช่นกัน และที่สําคัญที่สุดเจ่าไห่เองเป็นคนที่แข็งแกร่งมาก แม้ว่าความแข็งแกร่งของเขาจะยิ่งใหญ่กว่าเรา ในอนาคตเราก็จะมีเมแกนอยู่เคียงข้างเขาเพื่อคอยดูแลเขา เจ้าคิดอย่างไร?”
ฟิลยังอยู่ในขณะที่เขาฟังคําพูดของสมทจากสิ่งที่ฟิลได้ยินสมิทไม่ควรคิดถึงเรื่องนี้เป็นเวลาหนึ่งหรือสองวัน ดูเหมือนว่าเขาจะคิดอย่างนี้หมดแล้ว
ความประทับใจของเจ่าไห่ก็เป็นสิ่งที่ดีเช่นกัน เขาเป็นคนที่รู้ว่าควรทําอะไร แม้ว่าต้นกําเนิดของเขาจะลึกลับ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอนาคตของเขานั้นไร้ขอบเขต ถ้าเมแกนแต่งงานกับเจ่าไห่ นั่นก็คงจะดีเช่นกัน
อย่างไรก็ตามฟิลยังพูดอีกว่า “สิ่งที่เราคิดว่าไม่สําคัญ มีเพียงความคิดเห็นของเมแกนเท่านั้นที่จะตัดสินทุกอย่างได้ ถ้าเมแกนไม่เห็นด้วย ข้าก็จะไม่ให้เจ่าไห่แต่งงานกับเธอ”
ทันทีที่สมิทได้ยินฟิลพูด เขาก็รู้ว่าคนของเขาเห็นด้วยแล้ว แต่อย่างที่ฟิลพูดทุกอย่างขึ้นอยู่กับเมแกน ถ้าเธอเห็นด้วยทุกอย่างก็จะง่ายต่อการจัดการ หากเธอไม่เห็นด้วย พวกเขาก็จะไม่บังคับเธอ สมิทก็ยังคงปกป้องลูกสาวของเขาต่อไป
สมิทพยักหน้าแล้วพูดว่า “ฟิลพูดเรื่องนี้ได้ ถ้าเมแกนไม่เห็นด้วยเราจะหาทางแก้ปัญหาอื่น แต่ข้าคิดว่าเราควรหาคนอื่นมาถามเธอ ข้าเกรงว่าเธอจะไม่เห็นด้วย ถ้าเจ้าหรือข้าเข้าไปถามเธอ”
ฟิลยิ้มและพูดว่า “โอ้เวลามันผ่านไปเร็วจริง ๆ ไม่นานนักเมแกนก็มีอายุที่สามารถแต่งงานได้แล้ว ข้าคิดว่าท่านควรปรึกษาเรื่องนี้กับแม่ของเธอก่อน แม่ของเธอน่าจะเป็นคนเดียวที่พูดเรื่องนี้ได้”
สมิทพยักหน้า “ใช่แล้ว ข้าจะไปคุยกับแม่ของเมแกน ข้าต้องบอกเรื่องนี้ให้เธอฟังก่อนมิฉะนั้นเธอจะไม่เห็นด้วย” จากนั้นเขาก็รีบออกไปฟิลส่ายหัวแล้วตามไปทันที
ภรรยาของสมิทก็มีอิทธิพลมากเช่นกัน เนื่องจากกฎของตระกูลที่ไม่ได้แต่งงานกับลูกสาวเพื่อผลประโยชน์ภรรยาของตระกูลก็มีฐานะดีเช่นกัน
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าภรรยาของสมิทจะมีอานาจ แต่เธอก็สนับสนุนสมทมาตลอด ตั้งแต่พวกเขาทั้งคู่แต่งงานกัน เธอไม่เคยเข้าไปแทรกแซงกิจการของตระกูล เมื่อเธออยู่ที่บ้านเธอปลูกดอกไม้และต้นไม้ และเนื่องจากเธอยังเป็นอาจารย์วิชาแพทย์ เธอจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการค้นคว้าเรื่องการปรุงยา นี่ทําให้เธอค่อนข้างห่างไกลจากเรื่องราวขอขตระกูล
แต่ด้วยเหตุนี้สมิทจึงแสดงความรักต่อภรรยาอย่างมาก ความรู้สึกของพวกเขาต่อกันไม่เคยเปลี่ยนแปลงหลังจากหลายสิบปีที่อยู่ด้วยกัน สมิทไม่มีคนรักคนอื่นๆ ความรักที่ทั้งสองมีต่อกันคือความอิจฉาของทุกคนรอบตัว
เมื่อสมทไปที่ลานบ้านที่เขาอาศัยอยู่เขาไม่พบภรรยาของเขา ในไม่ช้าเขาก็ไปที่สวนแพทย์ของภรรยาของเขา ที่นี่เธอค้นคว้ายาและเตรียมยาของสามี คนทั่วไปไม่ได้รับอนุญาตที่นี่ แม้แต่คนรับใช้ที่เป็นคําสั่งส่วนตัวของมาดาม
เมื่อไปถึงสวนแพทย์สมิทเห็นภรรยาของเขารดน้ําสมุนไพร เธอสวมเสื้อผ้าฝ้ายเธอถือกระบอกน้ําและเทน้ําอย่างระมัดระวังบนต้นไม้ เธอดูจริงจังและมีเสน่ห์มากสมิททําได้แค่ยืนอยู่ตรงนั้นสักพัก
อีกไม่นานน้ําในกระบอกก็ถูกใช้หมดไป เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นและเห็นสมิทย็นอยู่ที่นั่นเธออดไม่ได้ที่จะยิ้ม แต่เธอมองสามีแล้วพูดว่า “พี่มาทําอะไรที่นี่? พี่ต้องการอะไรจากฉันหรือเปล่า?”
สมิทรู้สึกตัวและก็พยักหน้าพูดว่า “พี่มีเรื่องสําคัญที่จะพูดคุยกับเธอ แต่เรากลับไปที่ลานบ้านก่อนนะ”
เมื่อเห็นว่าสามีของเขาดูเคร่งเครียดมาก เธอก็พยักหน้าเบาๆ จากนั้นเธอก็วางทุกอย่างของเธอลงและเดินไปกับสมท ไปยังลานบ้านของพวกเขา
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ บ้าย…บาย