Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 417 - ความกังวลของสมิท
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 417 - ความกังวลของสมิท
บทที่ 417 – ความกังวลของสมิท
ย่อยเวลากลับไปเมื่อสองสามวันที่แล้ว สมิทนั่งอยู่ในห้องอ่านหนังสือของเขาและเขาก็มองหนังสือด้วยความว่างเปล่า ฟิลที่อยู่ข้างๆ เขาเห็นเช่นนั้นเขาก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดของสมิท ฟิลเข้าใจถึงอารมณ์ของสมิทเป็นอย่างดี เพราะตอนนี้สมทได้รับจดหมายจากตระกูลบอกว่าถ้าพวกเขายังติดต่อกับเจ่าไห่ พวกเขาจะส่งเทพผู้มีพลังระดับเก้ามาหาพวกเขา
สมิทไม่รู้ว่าคนที่ที่ฉลาดอย่างผู้เฒ่าของตระกูลทําไมถึงกลายเป็นคนที่โง่เขาเช่นนี้เมื่อพูดถึงเรื่องของเจ่าไห่ สมิทรู้สึกว่าเขากลายเป็นคนที่แตกต่างไปจากพวกเขาแล้ว
และเนื่องจากที่สมิทยังคงเป็นเช่นเดิม ตระกูลจึงไม่ได้พอใจกับเขามากเลย สมิทรู้สึกปวดหัวมาก เขารู้ว่าตอนนี้เจ่าไห่ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวแล้ว เขามีชาร์ลีที่คอยสนับสนุนเขาอยู่ ยิ่งไปกว่านี้ ชาร์ลีที่เป็นเจ้าชายยังให้เจ่าไห่เป็นเหมือนกับเพื่อนของเขาอีกด้วย หากตระกูลยังคิดที่จะจัดการกับเจ่าไห่ เจ่าไห่ก็จะกลายเป็นศัตรูที่น่ากลัว ซึ่งมีชาร์ลอยู่ข้างเขาด้วย ถ้าหากว่าชาร์ลีได้กลายมาเป็นจักรพรรดิในอนาคต ตระกูลก็จะไม่ได้พบเจอกับเรื่องดีๆอีกเลย
นอกจากนี้สมิทยังรู้อีกว่าตระกูลไม่ได้สนใจชาร์ลีเลย เพราะเขาเป็นเพียงเจ้าชายที่สามเท่านั้น ชาร์ลีเองที่ยังไม่ได้เป็นจักรพรรดิ แม้ว่าชาร์ลีจะมีสิทธิ์ในการสืบทอดบัลลังก์ แต่เขาก็ทําหน้าที่ที่สําคัญน้อยมาก และก็เพราะสิ่งนี้ตระกูลจึงไม่ได้สนใจอะไรเขามากนัก
อย่างไรก็ตามสมทรู้ว่าชาร์ลีไม่ได้ไร้ความสามารถ มิฉะนั้นจักรพรรดิองค์ปัจจุบันนี้คงไม่ยกเมืองน้ําหยกให้แก่เขาหรอก
แม้ว่าตระกูลอิมพีเรียลจะมีอิทธิพลอย่างมาก แต่เมืองที่มีรายได้สูงจริงๆ ก็มีเพียงแค่สามเมืองเท่านั้น นั่นก็คือเมืองน้ําหยก เมืองน้ํามรกต และเมืองคาร์สันของจักรพรรดิ
เมืองคาร์สันเป็นเมืองของจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน ซึ่งก็ยังเป็นที่อยู่ของเจ้าชาย ตอนนี้เขากําลังช่วยจักรพรรดิในการจัดการจักรวรรดิ ตอนนี้ก็อาจจะบอกได้ว่าเมืองคาร์สันนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าชายทั้งหมด
อย่างไรก็ตามเมืองคาร์สันเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยมังกรและเสือ นอกจากอิทธิพลของจักรพรรดิแล้ว เหล่าเจ้าชายก็ยังคงเป็นศูนย์กลางอํานาจ แม้แต่กองกําลังในเมืองที่เกินอิทธิพลของเขา แม้แต่ตระกูลแคลซีในเมืองคาร์สัน ก็ไม่ได้น้อยไปกว่าฝ่ายของเจ้าชาย
มันยากสําหรับจักรพรรดิที่จะควบคุมเมืองด้วยตัวคนเดียว ดังนั้นสมิทไม่ได้มองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับเจ้าชายเท่าไหร่
เจ้าชายที่สามยังได้ควบคุมเมืองน้ําหยกไปพร้อมกันด้วย มันเป็นสถานที่ที่ดี คล้ายกับเมืองสกาย อย่างไรก็ตามสมทก็ไม่ได้มองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับเจ้าชายที่สอง นี่เป็นเพราะเจ้าชายองค์นี้เป็นคนที่ไม่ค่อยจะดีนัก เขาได้เป็นคนจัดการเมืองน้ํามรกตเขาเป็นคนที่ทําตัวเองเป็นใหญ่ไม่ได้เห็นประชากรเป็นสําคัญ ด้วยเหตุนี้พ่อค้าจํานวนมากจึงถูกบังคับให้ออกจากเมือง หากไม่ใช่เพราะทําเลที่ตั้งที่ดี และสมทก็ยังคิดว่าเมืองน้ํามรกตกําลังที่จะล้มละลายไปในไม่ช้า
เจ้าชายชาร์ลีจัดการเมืองน้ําหยกได้ดี แม้หลังจากที่เป็นเจ้าชายแล้ว กองกําลังสําคัญของอาณาจักรก็ยังไม่ได้มีใครเห็นเขาเลย สิ่งนี้เองที่ทําให้คนรู้สึกแปลกใจเอามาก ผู้สืบทอดที่สามของจักรวรรดิที่มีอํานาจมากที่สุดของจักรวรรดินี้คือใครสักคนที่ขุนนางให้ความสนใจเรื่องแบบนี้มาก
นี่แสดงให้เป็นว่าเจ้าชายทําตัวติดดินเอามากๆ เมื่อไม่นานมานี้ที่ไม่มีใครให้ความสนใจแก่เขา แต่สมิทก็รู้ว่ามีบางคนเป็นที่น่ากลัวกว่าเมื่องเข้ามองไม่เห็น หากว่าไม่ได้มองเห็นเขา คุณจะไม่สามารถรู้ไพ่ในมือของเขาได้ นี่คือความสามารถที่ทําให้ใครสักคนเป็นคนที่น่ากลัวได้
และในครั้งนี้เจ่าไห่เลือกที่จะออกจากเมืองน้ํามรกต เพื่อที่จะย้ายไปยังเมืองน้ําหยก โดยทําผิดต่อเจ้าชายที่สอง โดยเลือกชายที่ไม่ได้มีใครรู้สนใจเช่นชาร์ลี เรื่องนี้แสดงให้เป็นถึงธรรมชาติของเจ่าไห่ แล้วทําไมตระกูลจึงไม่มองเรื่องนี้
ผู้คนในตระกูลไม่เห็นทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้งั้นเหรอ? พวกเขาอาจจะลืมเรื่องนี้ไป เพราะพวกเขามุ่งเน้นไปที่การติดต่อกับเจ่าไห่มากเกินไป ไม่เพียงแต่พวกเขาจะรุกรานเจ้าชายที่สามแล้วนั้น แต่พวกเขาก็ยังทําลายศักดิ์ศรีของตระกูลแคลซีอีกด้วย
สถานะของเจ่าไห่เป็นที่รู้กันดีในจักรวรรดินี้ ผู้คนต่างก็รู้ว่าเขาคิดนักเวทย์แห่งความมืด และเมื่อผู้คนได้ยินว่าเขาไปที่เมืองสกาย พวกเขาก็น่าจะเดาได้ว่าเขาหนีออกไปจากกิลแห่งความสว่างและบอริส และก็ยังคิดว่าเขาอาจว่าจ้างตัวเองให้กับตระกูลแคลซี
แม้ว่ากองกําลังต่างๆ ในจักรวรรดิจะไม่รู้ถึงการดํารงอยู่ของกลุ่มนักเวทย์แห่งความมืด พวกเขาก็น่าจะมีความรู้เกี่ยวกับความจริงที่ว่าตระกูลแคลซีได้รับอิทธิพลสูงสุดเกี่ยวกับนักเวทย์แห่งความมืดในจักรวรรดินี้ ด้วยเหตุนี้ชื่อเสียงของนักเวทย์แห่งความมืดจึงเข้าร่วมกับกลุ่มของนักเวทย์แห่งความมืด นี่เป็นเพราะพวกเขาไม่เพียงแต่จะได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่ม แต่พวกเขาก็อาจจะไม่ได้อะไรเลย
ในเรื่องนี้การกระทําของตระกูลที่มีต่อเจ่าไห่นั้นไม่เหมาะสม นักเวทย์แห่งความมืดคนอื่นๆจะคิดอย่างไรเมื่อพวกเขาได้ยินสิ่งนี้ พวกเขาจะยังคงเข้าร่วมกลุ่มนักเวทย์แห่งความมืดหรือไม่? พวกเขายังคงทํางานหนักเพื่อกลุ่มได้ไหม? ต่อมานักเวทย์แห่งความมืดจะต้องคิดและคิดอีกเกี่ยวกับการเข้าร่วมกับตระกูลแคลซี พวกเขาจะกลัวว่าพวกเขาจะถูกทําเหมือนเช่นเจ่าไห่ที่ซึ่งทรัพย์สมบัติที่พวกเขามีอยู่อาจจะถูกยึดโดยตระกูลก็ได้
ในสายตาของบุคคลภายนอกนี่เป็นเรื่องที่เจ่าไห่มีปลาไฟในมือที่ตระกูลแคลซื้อยากจะได้มัน ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการให้เขามอบมันไว้แก่พวกเขา แต่เจ่าไห่กับปฏิเสธพวกเขา มันจึงทําให้เกิดเรื่องทั้งหมดนี้ขึ้น
คนนอกไม่ชอบที่จะมายุ่งเรื่องภายในตระกูลที่พวกเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในความคิดของพวกเขาจเหวันเป็นเพียงสมาชิกในตระกูล เขาไม่มีอิทธิพลมากนัก ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะคิดว่าเขาเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้
ในตอนนี้สมิทเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก เขากลัวว่าถ้าภาพลักษณ์ของตระกูลแคลซีกับนักเวทย์แห่งความมืดคนอื่นๆ ตอนนี้มีรอยเปื้อนค่อนข้างมาก หากเรื่องนี้ใหญ่ขึ้นไปอีก กลุ่มของนักเวทย์แห่งความมืด อาจจะแยกตัวออกไป
สิ่งที่สมิทไม่เข้าใจก็คือปีเตอร์น้องชายของเขาที่มีความเข้าใจมากที่สุดเกี่ยวกับกลุ่มนักเวทย์ ทําไมเขาไม่ปกป้องสิ่งนี้ เขาไม่เพียงไม่ปกป้องเท่านั้น เขายังเพิกเฉยต่อคําเตือนของสมิท นี่เป็นเรื่องที่ทําให้สมิทสับสนกับมันมาก
ฟิลซึ่งเป็นคนของสมิท เขาจึงเข้าใจกับเรื่องที่สมิทคิดอยู่ แต่ตอนนี้เขาไม่มีทางเลือกอื่น สมิทเป็นเพียงทายาทคนที่สองของตระกูล คนที่อยู่เหนือเขาก็คิดผู้เฒ่า ในขณะที่ยังมีผู้สืบทอดคนอื่นๆ ด้วยการเคลื่อนไหวที่สมิททําได้ก็ค่อนข้างน้อยมาก
ฟิลยังคิดว่าตระกูลยังไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับเจ่าไห่มากนัก หลังจากทั้งหมดเรื่องนี้ดูเหมือนว่าตระกูลถูกขโมยอย่างเปิดเผยยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังต่อสู้กับนักเวทย์ของตัวเองด้วย เขาไม่คิดว่าเรื่องนี้จะมาถึงจุดนี้ได้
ตอนนี้เจ่าไห่มีเรือมากกว่า 30 ล่าแล้ว ที่ได้มากจากตระกูลแคลซี และแม้ว่าเขาจะไม่ได้สังหารเทพผู้มีพลังระดับ 8 แต่เขาก็สูญเสียการฝึกฝนไป
ในความซื่อสัตย์ฟิลโกรธอย่างมาก เมื่อเขาได้ยินเรื่องนี้เขาไม่ได้คิดว่าเจ่าไห่จะโหดเหี้ยมขนาดนี้ แต่เขาก็รู้ว่าเจ่าไห่ยังคงไว้หน้าตระกูลอยู่ มิฉะนั้นจูเหวันน่าจะต้องตายไปแล้ว
คนที่ฟิลไม่คิดมากที่สุดคือตระกูลที่ส่งเทพผู้มีพลังระดับ 8 เพื่อรับมือกับเจ่าไห่ นี่ไม่ใช่การตัดสินใจที่ดีนักสําหรับตระกูล
เทพผู้มีพลังระดับ 9 สามารถระดมพลได้จริงหรือไม่? แต่สําหรับนักเวทย์ที่ไม่ให้ความร่วมมือตระกูลจริงๆแล้ววางแผนที่จะส่งเพทผู้มีพลังระดับ 9 ไปเงินที่พวกเขาจะใช้มันก็ต้องมีมากขึ้น ที่สําคัญกว่านั้นคือพวกเขาจะส่งเทพผู้มีพลังระดับ 9 ไปเพื่อจัดการกับเจ่าไห่ สมาชิกในกลุ่มคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ พวกเขาจะยังคงสนับสนุนตระกูลในอนาคตหรือไม่?
ฟิลคิดว่าสถานการณ์นั้นลําบากมาก เมื่อถึงจุดนี้สมทคุยกับฟิลว่า “ฟิลเจ้าคิดว่าเกิดอะไรขึ้นในความคิดของตระกูล? ทําไมพวกเขาต้องการจัดการกับเจ่าไห่กัน ข้าคิดว่าการตัดสินใจในครั้งนี้ไม่ควรมาจากจุเหวัน”
ฟิลพยักหน้าแล้วพูดว่า “การระดมเทพผู้มีพลังระดับ 9 เป็นเรื่องใหญ่มาก มันไม่ใช่สิ่งที่เจ้าชายที่ห้าสามารถตัดสินใจได้ การตัดสินใจควรทําโดยผู้เฒ่าหรือผู้ช่วยของผู้เฒ่า แต่ด้วยเหตุใด ทําไมพวกเขาจึงไม่มีความคิด อาจจะเป็นเพราะพวกเขาคิดว่าพวกเขามีความมั่นใจที่จะทําได้
หลังจากฟังสิ่งที่ฟิลพูดแล้วดวงตาของสมิทก็เปล่งประกายขึ้น “ฟิลเจ้าหมายความว่าตระกูลกลัวเจ่าไห่งั้นหรือ?”
ฟิลดูสับสนในสิ่งที่สมิทพูดว่า “กลัวเหรอ? พวกเขาต้องกลัวอะไรเกี่ยวกับเจ่าไห่ แม้ว่าเขาจะมีความสามารถมาก มันก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเอาชนะเทพผู้มีพลังระดับ 9 ทําไมตระกูลถึงต้องกลัวเขากัน
สมิทพูดต่อว่า “ข้าคิดว่าตระกูลไม่ได้กลัวความแข็งแกร่งของเจ่าไห่ แต่แทนที่จะเป็นความคิดของเขา ในอดีตไม่ได้วางแผนที่จะปราบปรามกิล ที่มาจากเจ่าไห่ใช่ไหม พวกเขากลัวว่าด้วยความเข้าใจของเจ่าไห่เกี่ยวกับกิล เขาสามารถมีอิทธิพลต่อนักเวทย์แห่งความมืดคนอื่นๆ และควบคุมการต่อสู้ของกลุ่มนักเวทย์อย่างช้าๆจากตระกูล ดังนั้นพวกเขาจึงใช่โอกาสนี้เพื่อกําจัดเจ่าไห่ ยิ่งไปกว่านั้น ช้าคิดว่านักเวทย์แห่งความมืดจะคิดในใจตัวเอง พวกเขาจะไม่สนใจเจ่าไห่ สิ่งนี้ทําให้ตระกูลตัดสินใจเกี่ยวกับการกระทํานี้เนื่องจากพวกเขาไม่กลัวที่นักเวทย์แห่งความมืดจะออกจากกลุ่มและสร้างพันธมิตรของตัวเองด้วยตนเอง”
ฟิลมอง “นี่เป็นเรื่องจริงเหรอ? แม้ว่านักเวทย์เหล่านั้นจะไม่ออกจากกลุ่มพวกเขาก็ยังคงกลัวที่จะแบ่งปันข้อมูลของพวกเขาให้กับกลุ่ม นี่จะเป็นแรงผลักดันครั้งใหญ่สําหรับองค์กร
สมิทพูดอย่างเย็นชา “ข้าก็กลัวว่ามันไม่ง่ายเลย ความคิดของเจ่าไห่ทําให้มันเป็นไปได้ที่จะมีนักเวทย์แห่งความมืดโผล่ออกมาจากอาณาจักรเพิ่มมากขึ้นการเพิ่มอิทธิพลของตระกูล ในอนาคตมีความเป็นไปได้สูงมากที่นักเวทย์แห่งความมืดหนุ่มจะจ้างตระกูล ณ จุดนี้ตระกูลไม่ได้กังวลเกี่ยวกับการสืบทอดของนักเวทย์อีกต่อไป สําหรับพวกเขากลุ่มนักเวทย์ไม่ได้มีความสําคัญอีกต่อไป ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจว่าเป็นการดีที่จะรับมือกับเจ่าไห่”
ฟิลจ้องสมิทด้วยความว่างเปล่า “จริงเหรอ? ตระกูลสามารถทําสิ่งนั้นได้จริงหรือ” แม้ว่าเขาจะถามคําถามเขาก็เห็นด้วยกับคําพูดของสมิท นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทําไมตระกูลถึงไม่ลังเลที่จะติดต่อกับเจ่าไห่
ฟิลรับใช้ตระกูลมาตลอดชีวิตของเขา ดังนั้นเขาจึงเข้าใจความคิดของตระกูล แม้ว่าเมื่อเร็วๆนี้ ตระกูลแคลซีนั้นจะมีสําคัญน้อย แต่พวกเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนความคิดของพวกเขาในฐานะ พวกเขายังคงโลภเพื่อความมั่งคั่งและโลภอํานาจ
ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเนื่องจากการปราบปรามของตระกูลคาร์เพนท์ของตระกูลแคลซี พวกเขารู้สึกว่าจําเป็นที่จะต้องสร้างกลุ่มนักเวทย์แห่งความมืด เมื่อร่วมกลุ่มพวกเขาปฏิบัติกับนักเวทย์ทั้งหมดในนั้นค่อนข้างดี แต่ในความเป็นจริงแล้วตระกูลแคลซียังคงมองดูนักเวทย์แห่งความมืดเหล่านั้นอยู่ มีกลุ่มนักเวทย์แห่งความมืด แม้แต่น้อยที่ไม่ถูกทําลายภายใต้มือของกิลแห่งความสว่าง แต่แทนที่จะอยู่ในตระกูลแคลซี นี่คือเพื่อให้แน่ใจว่าตระกูลอยู่ค่อนข้างสูงในจิตใจของนักเวทย์แห่งความมืด
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ บําย…บาย