Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 393 - ชาร์ลี
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 393 - ชาร์ลี
เจ่าไห่มองไปที่ประตูที่มีเสียงดังขึ้นเขาไม่รู้ว่าใครมา เพราะเขาได้บอกกับพนักงานโรงแรมแล้วว่าอย่ารบกวนเขาอีก หากมีอะไรสําคัญเกิดขึ้น เจ่าไห่ก็คิดว่าพนักงานโรงแรมคงจะไม่เชื่อฟังคําพูดของเขา
เมื่อมีคนมาเคาะประตูครั้งแรก เจ่าไห่ก็คิดว่านั้นน่าจะเป็นซูกะและมันก็เป็นเขาจริงๆ แต่ตอนนี้ใครกันหล่ะที่มาเคาะประตูห้องของเขา? เจ่าไห่ก็โบกมือขณะที่มีจอภาพปรากฏออกมา ทุกคนเห็นชายคนหนึ่งใส่เสื้อผ้าดูดียืนอยู่ข้างนอกห้อง สิ่งที่แปลกกับชายคนนี้ก็คือเขาสวมเสื้อผ้าที่ดูดีมากๆ แต่ชายคนนั้นก็ดูเหมือนว่าจะเป็นคนใช้ของใครสักคน
เสื้อผ้าของเขาดูดีมาก ยิ่งกว่าขุนนางส่วนใหญ่ที่เขาเคยเห็นอีก เมื่อเจ่าไห่และคนอื่นๆ เห็นแบบนั้นแล้ว พวกเขาก็ไม่รู้ว่าเขาคือใคร และก็รู้สึกสับสนมาก
อย่างไรก็ตามเจ่าไห่รู้ว่าสําหรับคนรับใช้ที่แต่งตัวดีแบบนี้ เจ้านายของเขาจะเป็นใครก็ได้ เจ่าไห่ก็ได้บอกให้ซูกะเดินไปเปิดประตู
เมื่อซุกะเปิดประตูแล้ว ข้างนอกห้องก็มีชายคนนึ่งยืนอยู่ แม้ว่าเขาจะมีชุดที่ดูดีและคนรับใช้คนนั้นก็ยังคงคิดว่าตัวเองต่ําต้อยมาก เมื่อเห็นซูกะเปิดประตชายคนนั้นก็ส่งจดหมายเล็กๆ ให้กับซูกะและพูดว่า “สวัสดี นายน้อยเจ่าไห่อยู่มั้ย?”
เมื่อดูท่าทางที่สุภาพของชายคนนั้น ซูกะไม่ได้ลดความระมัดระวังลงแม้แต่นิดเดียว เขามองไปที่ชายคนนั้นและพูดว่า “ทําไมเจ้าถึงมาที่นี่? แล้วทําไม้เจ้าต้องการจะพบกับนายน้อยของข้า”
ชายคนนั้นยิ้มและพูดว่า “ข้าเป็นเพียงคนรับใช้ที่เจ้านายได้สั่งข้าให้นําเอาจดหมายนี้มาให้นายน้อยเจ่าไห่ ที่เจ้านายของข้าไม่ได้มาเอง เพราะว่าเขาเป็นคนพิเศษของที่นี่ ข้าน้อยคนนี้จึงได้นําเอาจดหมายมาเพื่อพบกับนายน้อยเจ่าไห่”
ขณะที่ซุกะกําลังพูดคุยอยู่นั้น ก็มีเสียงจากเจ่าไห่ดังขึ้นมา “ซูกะให้เขาเข้ามาข้างในก่อน”
หลังจากได้ยินคําสั่งของเจ่าไห่แล้ว ซูกะก็ทําตามทันที จากนั้นก็หันมาและเชิญชายคนนั้นเข้ามาในห้อง จากนั้นชายคนนั้นก็เข้ามาในห้องที่เจ่าไห่อยู่
เจ่าไห่กาลังนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น คนรับใช้นั้นเจ่าไห่ได้เป็นอย่างดี เมื่อเข้ามาแล้วเขาเดินตรงไปหาเจ่าไห่ทันที
คนรับใช้เอาจดหมายให้กับเจ่าไห่และพูดว่า “ข้าน้อยได้เห็นนายน้อยเจ่าไห่ ข้าก็เลยน่าเอาไปบอกเจ้านายของข้า และตอนนี้เจ้านายของข้าเองก็รอที่จะพักกับนายน้อยเจ่าไห่ที่ที่พักของเขา”
แม้ว่าน้ําเสียงของเขาจะดูสุภาพมาก แต่บรรยากาศในห้อง ก็ทําให้คนรับใช้แสดงให้เป็นถึงความกดดัน และเรื่องนี้มันก็ทําให้เจ่าไห่ไม่เข้าใจว่าคนรับใช้คนนี้คิดที่จะท่าอะไรกันแน่
อย่างไรก็ตามเจ่าไห่เองก็ไม่ได้รับผลอะไรมากมายอยู่แล้ว เขามองคนรับใช้และพูดว่า “เจ้าช่วยบอกชื่อของเจ้านายของเจ้าให้ข้าได้ไหม? เจ้าก็น่าจะรู้ว่าข้าเองมีศัตรูอยู่มาก ในจักรวรรดินี้ ข้าจะไม่รับคําเชิญที่ไม่เป็นทางการแบบนี้”
คนใช้นามว่า ลิลหยุดนิ่งไปแปปนึ่ง แต่เขาก็ยังคงมองไปที่เน่าไห่และพูดว่า “นายน้อยเจ่าไห่ ข้าไม่สามารถพูดชื่อของเจ้านายของข้าได้จริงๆ แต่ก็อยากจะบอกให้รู้ว่าเจ้านายของข้าไม่ได้เป็นคนไม่ดี ข้าน้อยของให้นายน้อยเจ่าไห่ตอบรับค่าเชิญของเจ้านายของข้าเถอะ”
เจ่าไห่ขมวดคิ้วขณะที่มองที่คนรับใช้ “ทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ไว้วางใจได้อย่างแน่นอน ข้ารับรอง หากเจ้าไม่อยากบอกข้าจริงๆ ข้าก็ต้องขอโทษด้วยที่ข้าเองไม่อาจจะไปเจอกับคนที่ข้าไม่รู้จักได้”
หลังจากได้ยินสิ่งที่เจ่าไห่พูด ท่าทางของลิลก็เปลี่ยนไป เขามองลงไปที่พื้น และก็มองเจ่าไห่พูดว่า “นายน้อยเจ่าไห่ ถ้านายน้อยอยากรู้จริงๆ ข้าก็จะบอก เจ้านายของข้าที่ต้องการเจอกับนายน้อยเจ่าไห่คือเจ้าชายองค์ที่สามของจักรวรรดิโรเซ่น”
เจ่าไห่มองด้วยความว่างเปล่าด้วยท่าทางที่สับสน แต่ก็ถามว่า “หากเจ้าชายที่สามต้องการจะพบข้า แล้วทําไมเจ้าชายถึงต้องปิดบังข้าด้วย? มีอะไรผิดปกติไปหรือเปล่า?”
เมื่อเห็นว่าเจ่าไห่เองดูเหมือนว่าจะไม่เข้าใจ คนรับใช้ก็พูดกับเจ่าไห่เบาๆว่า “ข้าต้องขอโทษด้วยที่ไม่อาจบอกเรื่องนี้กับนายน้อย แต่ว่าเจ้าชายของข้าไม่ได้ทําอะไรผิดเลย เมืองน้ํามรกตแห่งนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าชายที่สอง ในขณะที่เมืองน้ําหยกเป็นของเจ้าชายที่สาม การเดินทางของพระองค์ในครั้งนี้เป็นในแบบลับๆ เจ้าชายไปอาจจะออกมาในเมืองแห่งนี้ได้ เพราะว่ากลัวที่จะต้องเจอกับเจ้าชายที่สอง ดังนั้นตอนนี้เจ้าชายก็ต้องการจะพบกับนายน้อยเจ่าไห่ และเพื่อพูดคุยกับแบบลับๆ”
เจ่าไห่เข้าใจสิ่งที่คนรับใช้พูด เขาจึงไม่ได้เป็นกังวลเรื่องนี้ เขาห้าไปหาคนรับใช้ และพูดว่า “ดี พาใช้ไปได้เลย” เจ่าไห่ยืนขึ้นขณะที่กาลังพูดอยู่
เมื่อเห็นเจ่าไห่ยอมรับคําเชิญ ลิลูคนรับใช้ก็รู้สึกโล่งอก ลิลูกลัวว่าเจ่าไห่จะเปลี่ยนใจ เขารีบพาเจ่าไห่ออกไปทันที
เจ่าไห่และลิลไปที่ด้านหลังของโรงแรม ซึ่งมีรถม้าที่กําลังรอพวกขเาอยู่ภายในลายแห่งหนึ่ง เจ่าไห่ก็ขึ้นรถม้าและนั่งลงทันที
รถม้าดูธรรมดามาก มันขาดแม้แต่วัสดุที่ดี มันมีขนาดค่อยข้างใหญ่ ดูแล้วน่าจะขึ้นได้ประมาณ 5 ถึง 6 คน เจ่าไห่เอาชิวและซูกะไปพร้อมกับเขาด้วย และลิลูกําลังบังคับรถม้าอยู่
ในตอนแรกเจ่าไห่คิดว่าลิลจะระวังตัว แต่มันก็ไม่สําคัญเลยดูเหมือนว่าเขาจะรีบๆไปให้ถึง อย่างไรก็ตามเขาเปลี่ยนใจที่จะคิดว่าลิลกําลังกลัว เมื่อเขาคิดถึงคําพูดและการกระทําของลิล ลิลูอาจกลัวว่าการต่อสู้ของทั้งสองเจ้าชายก่าลังจะเกิดขึ้น ถ้าเป็นเช่นนั้นก็มีเหตุผลมากพอที่เจ้าชายที่สามจะต้องระวังตัวให้มากขึ้น แต่เจ่าไห่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี เขาจําได้ว่าราชาของโรเซ่นยังแข็งแรงอยู่ เรื่องนี้มันค่อยข้างสับสนมาก
รถม้าออกจากโรงเรมไปยังถนนที่มีผู้คนพลุกพล่าน พวกเขานั่งอยู่ในรถม้าสักพักนึงก่อนที่จะหยุดที่บ้าน แม้ว่าจะเป็นด้านหลังของบ้าน แต่ภาพที่เห็นจากประตูมันเป็นที่ที่ดูธรรมดามาก
รถม้าหยุดและเข้าไปในบ้าน และก่อนที่จะหยุดรถกับที่ ด้วยความอยากรู้ของเจ่าไห่ เขาก็ได้ถามลิลว่าทําไมเจ้าชายที่สามถึงต้องการที่จะเจอกับเขา
ภายใต้การน่าโดยลิลู กลุ่มเดินผ่านสนามหญ้าหลายแห่งก่อนที่จะถึงสนามหญ้าเล็กๆ สนามหญ้านี้ไม่ได้ใหญ่มาก ขนาดเท่ากับลานพลัมหวาน อย่างไรก็ตามสถานที่นี้ไม่ได้มีต้นพลัมเลย แต่กลับมีต้นไม้ที่สวยงาม เจ่าไห่ไม่รู้ชื่อของมัน แต่สิ่งนี้ท่าให้สถานที่แห่งนี้ดูดีมากๆ
เมื่กทุกคนมาถึงที่ลานก็มีคนอยู่สองคนยืนอยู่ที่หน้าประดูแล้ว คนแรกดูเหมือนน่าจะมีอายุประมาณ 50 ปีและสวมเสื้อผ้าที่ดูดีมากๆ สิ่งที่ทําให้เจ่าไห่ประหลาดใจก็คือแม้ว่าชายคนนี้ตัวอ้วนเหมือนกับลูกชิ้นเลย แต่ก็แสดงให้เห็นว่าชายคนนี้มีกําลังเยอะมาก
อีกคนสวมเสื้อผ้าธรรมดา ที่ไม่ได้ดูดีมากนัก เขาน่าจะอายุประมาณ 30 ปีและดูอ่อนโยนมาก บุคคลนั้นได้รับการดูแลเป็นอย่างดีแม้ว่าเขาเพิ่มจะยืนอยู่ที่นั่น บรรยากาศรอบตัวเขาก็ดูเหมือนจะได้รับความเคารพมากๆ เลย
ลิลูเดินตรงไปที่ชายที่มีอายุ 30 ปีและพูดว่า “ฝ่าบาทชายคนนี้คือนายน้อยเจ่าไห่” ชายคนนั้นพยักหน้าและยิ้มให้กับเจ่าไห่แล้วก็พูดอีกว่า “โปรดยกโทษให้ข้าด้วย ข้ามีนามว่าชาร์ลี สถานการณ์ตอนนี้ไม่ได้ทําให้ข้ามีทางเลือกที่มากนัก”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้าดีใจที่ได้พบเจ้าชายชาร์ลี ความสูงส่งของท่านสูงเกินไป ข้าเองที่ได้รับเกียรติการเชิญจากเจ้าชาย”
ขาร์ลียิ้มและพูดว่า “ไม่เป็นไร เจ่าไห่ต้องพูดขนาดนั้น คนนี้คือออนัส พอค้าทางทะเลชื่อดังของเมืองน้ํามรกต”
เจ่าไห่ค่านับและพูดว่า “ข้า เจ่าไห่ขอแสดงความนับถือ ออนัส”
ออนัสพยักหน้าและพูดว่า “นายน้อยเจ่าไห่ใจดีจริงๆ ท่านโปรดช่วยด้วยเถิด” จากนั้นพวกเขาทั้งก็เข้าไปในห้องนั่งเล่น
หลังจากที่ได้เข้ามาในห้องนั่งเล่นแล้ว ลิลูกเอาชามาให้พวกเขาทันที เมื่อทุกคนได้ดื่มชาแล้ว ชาร์ลีก็พูดออกมาว่า “ตอนนี้ที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่อจัดการเรื่องบางอย่างในเมืองนี้ ซึ่งข้าได้ยินเรื่องการมาถึงของเจ้า ข้าจึงใช้ให้คนรับใช้ของข้าไปเชิญเจ้ามา ข้าหวังว่าเจ้าจะให้อภัยข้าที่ทําแบบนั้น”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “เจ้าชายไม่ต้องขอโทษข้าหรอก เจ้าชายก็แค่ต้องการจะเจอข้าเท่านั้น แล้วเจ้าชายต้องการอะไรจากข้างั้นเหรอ?”
ชาร์ลีมองเจ่าไห่ เขาไม่คิดว่าเจ่าไห่จะถามตรงแบบนี้ ชาร์ลีทําได้เพียงยิ้มและตอบว่า“เจ้าเป็นคนตรงดี ข้าชอบ งั้นข้าจะไม่ขออ้อมแล้วละกัน ที่ข้าได้คุยกับเจ้าในครั้งนี้ เพราะข้าเองต้องการหาคู่ธุรกิจ เจ้าจะมาทําธุรกิจกับข้าได้ไหม?”
เจ่าไห่ไม่ได้คิดว่าเขาจะเจอกับเรื่องแบบนี้ นอกจากสินค้าที่เขามีแล้วก็ไม่มีเรื่องอะไรเลยที่ทําให้คนอื่นรู้จักเขา เมื่อชาร์ลีพูดแบบนี้ เจ่าไห่ก็ไม่ได้สงสัยอะไร เขาแค่มุ่งไปที่ชาร์ลีและพูดว่า “ข้าขอถามหน่อยได้ไหมว่าธุรกิจที่เจ้าชายต้องการทํากับข้าคืออะไร?”
ชาร์ลืมองเจ่าไห่และยิ้มพูดว่า “ข้ารู้ว่าเจ้ากําลังทําธุรกิจกับตระกูลเซรี่ และตระกูลแคลซี่ ข้าสนใจปลาไฟและไวน์นมของเจ้า ข้าแค่ไม่รู้ว่าเจ้าสามารถทําธุรกิจกับข้าได้มั้ย?”
เจ่าไห่มองไปที่ชาร์ลีและพูดว่า “ฝ่าบาท ข้าอยากจะบอกความจริงกับท่าน มันเป็นไปไม่ได้ที่ข้าจะทําธุรกิจกับท่าน สินค้าที่ข้าจัดหาให้ตระกูลเซรี่และตระกลแคลซี ซึ่งมีปลาไฟ 55,000 ตัว และไวน์นม 50,000 ขวด แต่มันก็ไม่ได้เป็นขีดจํากัดในการหาของข้า ข้าสามารถจัดหาปลาไฟให้เจ้าชาย 45,000 ตัวรวมทั้งไวน์นม 50,000 ขวด ต่อเดือน ฝ่าบาทพอใจกับสิ่งนี้หรือไม่?”
จริงๆ แล้วคําพูดที่เจ่าไห่พูดก็คือการถามเพื่อความสมัครใจของชาร์ลี เจ่าไห่ต้องการที่จะดูว่าเจ้าชายต้องการที่จะเอาทั้งส่วนแบ่งของตระกูลเซรี่และตระกูลแคลซีหรือไม่? ถ้าเขาต้องการแบบนั้น มันก็หมายความว่าเขาไม่สนใจที่จะทําให้ทั้งสองตระกูลมีเรื่องกับเขา เจ่าไห่ยังต้องการที่จะดูว่าเขาจะยอมรับหรือไม่ ถ้ามีวิธีหลีกเลี่ยงการรุกรานของตระกูล ถ้าชาร์ลีต้องการหุ้มของทั้งสองตระกูลจริงๆ เจ่าไห่จะต้องคิดอีกครั้งเกี่ยวกับความร่วมมือของพวกเขา นี่เป็นเพราะมันหมายถึงว่าเจ้าชายอยากที่จะได้ของทั้งสองตระกูล
เมื่อเจ่าไห่ยินสิ่งที่เจ่าไห่พูด ชาร์ลีก็ตกใจและพูดว่า “เจ้าพูดความจริงเหรอ?”
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “ข้าไม่กล้าหลอกท่าน เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เมื่อเห็นท่าทางของชาร์ลี เจ่าไห่ก็ได้เห็นค่าตอบของเขาแล้ว”
ชาร์ลียิ้มและพูดว่า “ดีจริงๆ เจ้าไปพักผ่อนเถอะ ข้ายินดีให้ราคาเท่ากับราคาที่เจ้าส่งให้กับตระกูลแคลซี่และเซรี่ แน่นอนว่าข้าจะไม่ปล่อยโอกาสดีๆ แบบนี้ไป”