Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 382 - ผู้สืบทอดลําดับที่ 5
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 382 - ผู้สืบทอดลําดับที่ 5
กิลแห่งแห่งความสว่างไม่พร้อมกับสิ่งที่จักรวรรดิโรเซ่นกําลังทําอยู่ เพราะเรื่องนี้พวกเขาไม่รู้ว่าจะต้องแก้มันยังไง หลายปีที่ผ่านมาพวกเขาอยู่อย่างสบายๆ พวกเขาไม่คิดว่าจักรววรดิโรเซ่นจะคิดต่อต้านพวกเขาแบบ
ตอนแรกพวกเขาไม่ได้คิดว่าสิ่งที่จักรวรรดิโรเซ่นกําลังทํานั้นจะน่ากลัวแบบนี้ แต่มันก็สายเกินไปแล้วเมื่อพวกเขาคิดที่จะทําอะไร และก็ความจริงที่ว่าตอนนี้พวกเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับจักรวรรดิโรเซ่นแล้ว ตอนนี้การต่อต้านของจักรวรรดินั้นเป็นเรื่องที่ใหญ่ไปแล้ว
อย่างไรก็ตามกิลแห่งความสว่างยังคงตอบโตในจักรวรรดิอื่นๆ นอกเหนือจากจักรวรรดิโรเซ่น พวกเขาใช้อิทธิพลภายในเมืองของจักรวรรดิ แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้ทํากับนักเวทย์คนอื่น นอกเหนือจากผู้ที่ฝึกฝนศาสตร์เวทย์เหล่านั้น
แต่พวกเขาก็ถูกทําให้ผิดหวัง เพราะตระกูลแคลซีได้คิดถึงการแก้แค้นของกิลแห่งความสว่างไว้แล้ว พวกเขาจึงออกคําเตือนให้ทุกคนในกลุ่มนักเวทย์แห่งความมืด พวกเขาแนะนําให้สมาชิกของพวกเขาหนีออกมาทันทีเพราะกลแห่งความสว่างอาจล้อมและจับตัวนักเวทย์แห่งความมืดไปในครั้งนี้
ครั้งนี้กลแห่งความสว่างได้ตามไล่ล่านักเวทย์แห่งความมืด แต่ผลของมันก็คือพวกเขาได้ไล่ตามแต่เหล่านักเวทย์แห่งความมืดก็สามารถวิ่งหนีไปได้ทั้งหมด มันช้าเกินไปแล้วที่จะจับตัวของพวกเขา
ปกติแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเจ่าไฟ ในครั้งนี้ผลกําไรทั้งหมดที่เขาได้รับจากการส่งมอบให้กับเมืองสกายน่าจะประมาณ 200,000 เหรียญทอง เงินจํานวนนี้ไม่ใช่เงินน้อยเลย น่าจะรู้ว่าการส่งของโดยเรือที่ลาใหญ่แบบนั้น ถึงแม้ว่ามันจะถูกส่งไปยังทุ่งหญ้าก็ไม่น่าจะได้เงินมากเท่านี้
เมื่อมาถึงจุดนี้ไม่มีใครที่มีความคิดเกี่ยวกับค่าของสินค้าที่เจ่าไห่เอามา แต่ขุนนางผู้ยิ่งใหญ่มีมากอยู่แล้ว แต่ปลาไฟที่เจ่าไห่เอามานั้นมันเป็นจํานวนที่เยอะมากจริง เรื่องราคาอาจจะทําให้ พวกเขารู้สึกแปลกๆก็ได้ แต่เหล่าขุนนางก็ไม่ได้รู้ว่าเจ่าไห่ขายปลาไฟในราคาเท่านั้น แต่นี่ก็ไม่อาจควบคุมกาไรของขุนนางเหล่านั้นได้ ในใจของพวกเขาแม้ว่ามันจะมีค่า 50,000 เหรียญ ไม่ใช่ 100,000 เหรียญทอง มันก็ยังไม่ใช้เงินที่น้อยเลย รายได้ของตระกูลชั้นสูงต่อปีนั้นได้มาประมาณ 100,000 เหรียญ เงินจํานวนนี้เป็นของตระกูลชั้นสูงอยู่แล้ว ส่วนตระกูลที่ไม่ใหญ่มากนักจะเห็นว่าเงินจํานวนนี้พวกเขาจะไม่อาจหามันได้ สําหรับกําไรที่ได้จากปลาไฟนั้น เป็นการเข้าถึงครึ่งนึ่งของรายได้ต่อปีของตระกูลชั้นสูง มันเป็นสิ่งที่เหล่าขุนนางรู้สึกตกใจมาก
ไม่เพียงแต่ขุนนางที่ตกใจกับเรื่องนี้ แม้แต่ตระกูลแคลซีก็ได้คิดว่าผลที่ได้รับจะได้มากขนาดนั้น เป็นที่รู้กันดีว่าตระกูลแคลซีนั้นค่อนข้างเข้มงวดให้การจัดการสินทรัพย์ของพวกเขา ตัวอย่างเช่นทุกเรื่องที่อยู่ในเมืองสกายส่วนใหญ่อยู่ในมือของสมิท เมื่อมีอะไรที่สําคัญเกิดขึ้นสมิทจะต้องรู้และตัดสินใจ
สมิทได้บอกธุรกิจปลาไฟให้กับตระกูลแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่ได้เชื่อว่าจะหาปลาไฟจํานวน 40,000 ตัวในแต่ละเดือนได้ยังไง นี่เป็นเพราะในความเห็นของพวกเขาธุรกิจนี้มันเป็นไปไม่ได้ในจักรวรรดินี้ จักรวรรดินี้ไม่ได้มีน้ําพุร้อนที่ใหญ่พอที่จะสนองความต้องการนี้ หากไม่ใช่น้ําพุร้อน ทางเลือกเดียวก็คือตั้งอุณหภูมิที่ปลาไฟกําลังเติบโตและสิ่งนี้เองก็เป็นไปไม่ได้เนื่องจากต้นทุนจะสูงเกินไป
เราก็น่าจะรู้ว่าการเลี้ยงปลาไฟโดยใช้น้ําพุร้อนจะใช้เวลานานมาก โดยทั่วไปแล้ว ปลาไฟจะใช้เวลาสองถึงสามปีในการเติบโต หากมีการเสิร์ฟปลกไฟที่ยังเติบโต รสชาติของมันก็แย่มาก
เนื่องจากเหตุผลเหล่านี้ทั้งหมด จึงไม่อาจจะวัดผลของปลาไฟได้ตลอด แต่ตอนนี้มีคนอ้างว่า พวกเขาสามารถจัดหาปลาไฟจํานวน 50,000 ตัวต่อเดือนเรื่องนี้ไม่น่าเชื่อเลย
ไม่ว่าจะยังไง เรื่องนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อตระกูลในทางลบ เงินจะจ่ายเมื่อปลาไฟมาถึงและอุปกรณ์ที่สร้างขึ้น เพื่อที่อยู่ของปลาไฟก็ใช้ในการเลี้ยงปลาอื่นได้ด้วย ดังนั้นตระกูลของเราไม่ควรทิ้งเรื่องนี้ให้ผ่านไป
เมื่อเจ่าไห่ส่งปลาไฟถึงเมืองสกาย ตระกูลแคลซ์ไม่อาจจะอยู่เฉยๆได้ พวกเขาไม่เข้าใจว่าเจ่าไห่ผลิตปลาไฟจํานวนมากแบบนี้ได้ยังไง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แปลกเอามากๆ
ปกติแล้วสมิทจะไม่คิดที่จะถามวิธีการของเจ่าไห่ เขารู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่เง่าไห่จะบอกเขา แต่ตระกูลแกคลซีก็ต้องการให้สมิทหาวิธีการเพาะเลี้ยงปลาไฟจากเจ่าไห่
การกระทํานี้ของตระกูลทําให้สมิทไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง เขาคิดว่าตระกูลทําหน้าที่โดยคิดที่จะหักหลังเจ่าไห่ เจ่าไห่ยินดีที่จะหาให้กับตระกูล แต่การรู้วิธีจากเจ่าไห่มันเกินไปแล้ว มันเป็นความลับทางการค้าส่วนตัวของเขา การทําแบบนั้นคือการทํากับศัตรูไม่ใช่เพื่อน สิ่งนี้ทําให้สมิทไม่เห็นด้วยกับตระกูลเป็นอย่างมาก
ในตระกูลแคลซี่สมิทเป็นคนที่ไปติดต่อกับเจ่าไห่ เขาชัดเจนมากเกี่ยวะกับการจัดการของเจ่าไห่ เขารู้ว่าเจ่าไห่อยากตายมากกว่าต้องเผชิญกับความอับอายขายหน้า หากตระกูลมีความแน่วแน่ที่อยากจะได้รับการเลี้ยงปลาไฟของเจ่าไห่จริงๆ ก็อาจจะทําให้เจ่าไห่กลายเป็นศัตรูของตระกูลได้
สมิทรู้ดีว่าเจ่าไห่เป็นคนยังไง เล่าให้กลายเป็นศัตรูของตระกูลมันไม่ใช่เรื่องตลกเลย พลังของตระกูลแคลซีน้อยกว่ากิลแห่งความสว่าง สําหรับเจ่าไห่ที่ทําให้ตัวเองเป็นศัตรูกับกิลแห่งความสว่างและต้องไปรอบๆจักรวรรดิต่างๆ สิ่งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถส่วนตัวของเจ่าไห่ได้แล้ว
สมิทรู้สึกว่าบางครั้งตระกูลของเขาก็ไม่ได้คิดอะไรไกลๆ คนอย่างเจ๋าไห่เหมาะที่จะเป็นเพื่อนกับคนมากกว่า หากพวกเขาต้องการกดดันเท่าไห่จริงๆ
ในเวลาเดียวกันเรื่องนี้ทําให้สมิทรู้สึกแปลกๆ แม้ว่าตระกูลจะมองไม่เห็นในระยะสั้น แต่พวกเขาก็มีความอดทนต่อนักเวทย์แห่งความมืด โดยทั่วไปมักจะถูกทิ้งไว้ตามลําพัง และครั้งนี้จะเกิดอะไรขึ้น?
เจ๋าไร่เป็นสมาชิกของนักเวทย์แห่งความมืด แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นผู้เฒ่าหรือมีอิทธิพล แต่เขาก็ยังให้ความช่วยเหลืออย่างมากกับกลุ่มนักเวทย์ หากใครจากตระกูลไปกดดันเจ๋าไห่จริงๆ แล้วผลที่ตามมามันก็คงจะไม่ดี
สมิทคิดถึงเหตุผลที่เป็นไปได้ ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่พี่ชายลําดับที่ 5 ของเขาทําเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์
ตระกูลแคลซีนั่นก็เหมือนกับตระกูลใหญ่อื่นๆ ทั่วไป ทุกคนก็มีการแข่งขัน สําหรับต่าแหน่งผู้เฒ่า ตอนนี้มีผู้สมัครที่เหราะสมสี่คน สําหรับตระกูลแคลซี่ ปีเตอร์ลูกชายคนโต สมิท ไดริ ไมค์ และจูวัน
ปีเตอร์เป็นผู้สืบทอดคนแรกของตระกูล เขาอยู่ในสํานักงานใหญ่ของตระกูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือตระกูลในเรื่องของพวกเขา เขายังเป็นสมาชิกคนสําคัญของกลุ่มนักเวทย์แห่งความมืด ใครๆก็พูดได้ว่าเรื่องเกือบทั้งหมดเกี่ยวกับกลุ่มนักเวทย์ถูกจัดการโดยเขาเพียงคนเดียว
สมทบุตรคนที่สองควบคุมกระเป๋าเงินของเมืองสกาย แม้ว่าเขาจะไม่ได้มีส่วนร่วมในเรื่องนี้ที่สํานักงานใหญ่ แต่เขาก็ยังทําหน้าที่ได้อย่างดีมากในการจัดการเมืองสกาย เขานําเหรียญทองมาให้ตระกูลมากมาย ทําให้ตําแหน่งของเขาในตระกูลค่อนข้างสูง
ไดรลูกคนที่สามมีความผิดปกติ เขาเป็นคนที่คลั่งไคล้ในการเพาะปลูก แม้ว่าเขาจะเป็นคนที่น่าเกรงขาม แต่เขาก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นปรมาจารย์ที่ดี เนื่องจากความแข็งแกร่งไม่สําคัญในตําแหน่งนั้น
ลูกคนคนที่สี่ ชื่อไมค์เป็นนักการทูตของตระกูล เขาอยู่เสมอเมื่อพูดถึงพันธะทางสังคมของตระกูล ความจริงที่ว่าเขากับตระกูลแคลซีไม่มีศัตรูในจักรวรรดิโรเซ่น รวมถึงความจริงที่ว่ากิลมีช่วงเวลาที่ยากลําบากในการเข้าสู่ดินแดนล้วนเป็นเพราะเขา การมีส่วนร่วมของเขาต่อตระกูลนั้นค่อนข้างใหญ่และเครือข่ายการติดต่อภายนอกของเขาก็กว้างมากเช่นกัน
คนที่ห้าวันเป็นเหมือนถุงฟางที่น่าดึงดูดไร้สติปัญญา เขาคํานึงถึงความเป็นอยู่ของตัวเองเท่านั้น แสวงหาผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆ ในขณะที่ลืมความชอบธรรม แต่ปากของเขาค่อนข้างพูดได้ดีและได้รับความโปรดปรานจากพ่อ นอกจากนี้เขายังต้องการที่จะเป็นราชา นอกเหนือจากคนร้ายที่ขี้เกียจแล้วพวกเขายังมีพลังที่น่าเกรงขามในตระกูล
สมิทรู้ว่าถึงแม่ปีเตอร์จะดิ้นรนเพื่อรับตําแหน่งผู้เฒ่า แต่เขาก็ไม่เคยคิดที่จะทําร้ายความคิดที่ทําร้ายตระกูล เขาจัดการตระกูลมาหลายปีแล้ว เขาก็ให้ความสําคัญอย่างมากกับเรื่องนี้ ผู้สมัครคนเดียวที่จะบังคับเจ่าไห่ได้ก็น่าจะเป็นวัน
สมิทค่อนข้างหงุดหงิดที่จูวัน เขาเป็นแกะดํา หากเขาต้องการไปเล่นรอบๆ นั่นก็เป็นเรื่องปกติ แต่เขาก็ต้องการที่จะแย่งอานาจและเข้าร่วมระหว่างสิ่งต่างๆเสมอ เขาไม่ได้มีส่วนร่วมในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตระกูลเพียงทําอันตรายเท่านั้น
สมิทเองก็รู้ว่าสิ่งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับผู้สืบทอดเท่านั้น แน่นอนว่าบางคนในตระกูลค่อนข้างอิจฉา อุปทานของปลาไฟ 50,000 ตัวสามารถนําเงินมาได้อย่างน้อย 200,000 เหรียญทอง หลังจากดําเนินการต่อไป และนี่คือกําไรที่และค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ถูกหักออกไปแล้ว
อย่างน้อย 200,000 ต่อเดือนคือประมาณ 2 ล้านเหรียญทองในหนึ่งปี แม้ว่าใครบางคนเลือกที่จะเพิกเฉยต่อผลกาไรนี้ พวกเขาจะไม่สามารถถือตัวเองได้นานเกินไป ผู้เฒ่าของตระกูลควรได้รับการตะลึงโดยตัวเลขดังกล่าวและแน่นอนว่าจูวันกําลังทําเช่นนั้นตระกูลกําลังมุ่งไปในทิศทางที่ผิด
สมิทไม่เพียงแต่ปฏิเสธคําสั่งของตระกูลเท่านั้น เขายังเขียนจดหมายที่มีคําพูดแรงๆกลับไปด้วย เขาบอกว่าเจ่าไห่เป็นคนดี มิฉะนั้นตระกูลจะต้องทุกข์ทรมานและสูญเสียครั้งใหญ่
อย่างไรก็ตามเขาไม่รู้สึกถึงความมั่นใจ เขารู้ว่าผู้เฒ่าที่สํานักงานใหญ่กลับหัวแข็งและหยิ่งผยอง แม้ว่าพวกเขาจะได้รับแรงกดดันจากกิลแห่งความสว่างมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ตระกูลของพวกเขาก็ไม่ได้ให้ผู้เฒ่าทุกคนล้างวิธีเก่า เมื่อซื้อตระกูลได้รับการกล่าวถึง
ในความเป็นจริงสมิทยังถือความภาคภูมิใจของตระกูลยังสูงในตัวเขาเอง แต่เขาก็ไม่ได้เป็นเหมือนผู้เฒ่าในตระกูล เขารู้ว่าชื่อเสียงไม่เพียงพอกับตระกูลที่ต้องการความแข็งแกร่ง ความแข็งแกร่งเท่านั้นที่สามารถตัดสินอนาคตของกลุ่มได้
การกดดันผู้อื่นด้วยสถานะของกลุ่มไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง ตระกูลควรรวบรวมพรสวรรค์ พวกเขาควรหาและรับสมัครคนที่แข็งแกร่งและมีความสามารถและทําให้พวกเขาเป็นสมาชิกของตระกูล นอกจากนี้ยังมีคนที่อาจต่อสู้เมื่อต้องเผชิญกับแรงกดดัน เจ่าไห่เป็นหนึ่งในตัวอย่างเหล่านั้น
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ บ้าย…บาย