Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 381 - มาถึงที่ท่าเรือ
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 381 - มาถึงที่ท่าเรือ
แม้ว่าจินน้อนจะอาละวาดไปแบบนั้น มันทําให้เจ่าไห่ต้องเสียเรือไปสามล่า แต่เจ่าไห่ก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะเรือเหล่านั้นก็เป็นเรือที่ไม่ต้องเสียอะไรอยู่แล้ว สิ่งที่สําคัญที่สุดกับเหตุการณ์ที่ผ่านมานั้นมันทําให้เจ่าไห่ได้เห็นพลังของจินน้อย และตอนนี้เจ่าไห่ก็เข้าใจแล้วว่าทําไมถึงยักษ์ที่อยู่บนเกาะถึงให้จินน้อยเป็นหัวหน้าของพวกมัน เพราะความแข็งแกร่งของจินน้อยนี่เอง
ในขณะที่เจ่าไห่อิ่มจนน้อยอยู่นั้น เขาก็หัวเราะและพูดว่า “ทําได้ดีมากเลยจินน้อย แต่อย่าทําแบบนั้นตลอดเวลาเลย เจ้าช่างน่ากลัวมากจริงๆ”
จินน้อยมองไปที่เจ่าไห่ด้วยความสงสัย จินน้อยร้องเสียงออกมาเบาๆ สองครั้งเหมือนกับว่าไม่เข้าใจเจ่าไห่ว่าทําไมถึงไม่ให้ทําแบบนั้น เจ่าไห่ก็ไม่รู้ว่าต้องทํายังไง แต่ก็หัวเราะเมื่อเห็นท่าทางที่น่ารักของจินน้อย
ลอร่ากับคนอื่นๆ ก็มองไปที่จินน้อย พวกเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องพูดอะไร แต่ก็รู้ว่านี่เป็นเรื่องที่น่ารักมากๆ ตอนนี้ดวงตาของจินน้อยเป็นดวงตาที่ไร้เดียงสามากๆ ไม่ได้เห็นกับตอนนี้จนน้อยโกรธเลย ตอนนี้จนน้อยน่ากลัวเอามากๆ
ในตอนนี้เรือทั้งหมดก็เป็นของเต่าไห่ เจ่าไห่ได้เอาธงโจรสลัดออกไปทันที และก็เอาเรือทั้งหมดเข้าไปในมิติของเขา
เจ่าไห่ไม่ได้ต้องการให้ใครรู้ว่าตอนนี้เขามีเรืออยู่มากมายแล้ว มันจะไม่เป็นผลที่ดีต่อเขาในอนาคตของเขา ถ้าคนอื่นรู้ว่าเขามีเรือหลายลํา เขาจะเป็นที่น่าสนใจของคนอื่น
ยังไงก็เถอะ ไม่ควรให้คนอื่นรู้ถึงความก้าวหน้าของเจ่าไห่ ตระกูลแคลซีที่ร่วมมือกับเจ่าไห่ก็เป็นเพียงเพราะว่าพวกเขาไม่เห็นว่าเล่าเป็นภัยคุกคาม ถ้าตอนนี้พวกเขารู้ว่าเจ่าไห่มีพลังที่อาจจะต่อต้านพวกเขาได้ พวกเขาจะยังร่วมมือกับเจ่าไห่มั้ย? ตัวเจ่าไห่เองก็ยังคงสงสัยเรื่องนี้อยู่
ในประเทศจีนมีคําพูดที่ดีเคยกล่าวไว้ว่า “เราไม่ควรเป็นอันตรายต่อผู้อื่น แต่เราก็ควรที่จะบอกพวกเขาว่าจะมีอันตราย” มันทําให้คนมีจิตใจที่ดีและสติที่ดี นี่เป็นเรื่องที่ต้องทําโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้เจอกับตระกูลที่ใหญ่ๆแบบตระกูลแคลซี เจ่าไห่เองก็ไม่รู้ว่าจะต้องทํายังไง เขาทําได้แค่ปกป้องตัวเอง ไม่งั้นมันอาจจะทําให้เขาเองไปพบกับความตายก็ได้
ตระกูลที่ยิ่งใหญ่ไม่เคยเชื่อในความรู้สึก ดังนั้นเราจะต้องเอาผลประโยชน์ให้กับพวกเขา ด้วยวิธีนี้พวกเราจะสามารถทํางานร่วมกันได้ ไม่งั้นเราก็จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากความเชื่อใจ และจะใช้เพื่อประโยชน์เท่านั้น
ดังนั้นเจ่าไห่จึงไม่ต้องการให้พวกเขารู้เรื่องทั้งหมดของเขา ถ้าหากเจ่าไห่ต้องการให้สมทรูเกี่ยวกับมิติของเขา เจ่าไห่ก็คงจะไม่ใช้เวลาของเขาทั้งหมดในการหาเกาะหรอก เจ่าไห่เพิ่งจะปล่อยปลาไฟไว้ที่นั่น
อย่างไรก็ตามเจ่าไห่ไม่ได้ทําแบบนั้น เขาเพิ่งใช้เวลาทั้งหมดเพื่อทําให้คนอื่นไม่สนใจอะไรใน ตัวเขา ด้วยวิธีนี้มันจะทําให้เจ่าไห่มั่นใจในความปลอดภัยของตัวเองและคนของเขาด้วย
นอกจากนี้เขาก็โชดีมากที่เขาทําแบบนั้น ถ้าไม่ได้ทําแบบนั้นเขาก็คงไม่ได้เจอกับจินน้อยน้อย และสิ่งที่แปลกๆมากมาย สําหรับเขาแล้วถ้าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเขามันจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้
เหตุการณ์ที่ต่อสู้กับโจรสลัด เมื่อเจ่าไห่เปลี่ยนพวกโจรให้กลายเป็นซอมบี้แล้วนั้น เขาก็รู้ได้ทันทีว่าทําไมพวกโจรถึงคิดที่จะทําแบบนั้น
โจรสลัดพวกนี้มาจากกลุ่มที่เรียนตัวเองว่า กลุ่มโจรสลัดสเนก กลุ่มนี้มีเรือทั้งหมดสี่ล่ามีสี่เสากระโดง ที่พวกเขาโจมตีเจ่าไห่ก็เพราะว่าพวกเขาเห็นเจ่าไห่ไปที่เกาะเอพีมา
แม้ว่าเกาะเอพี่จะไม่ใช่สถานที่ซึ่งนักเดินเรืออยากที่จะไป แต่เกาะแห่งนี้ก็ยังมีจุดที่น่าสนใจ พวกโจรสลัดมองเห็นว่าเจ่าไห่กําลังมุ่งหน้าไปยังเกาะเอพี และไม่ได้เจอกับอันตรายอะไรเลย พวกมันเลยต่องการสิ่งที่เจ่าไห่เอาออกมาจากเกาะ
บางทีของที่อยู่บนเกาะอาจจะไม่ใช่แค่สมบัติก็ได้ บางทีมันอาจะเป็นสัตว์เวทย์ที่ไม่เคยเจออยู่ก็ได้ คุณค่าของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น อาจจะทําให้เจอกับอะไรที่ไม่คาดคิดก็ได้
สิ่งที่สําคัญอย่างแรกของการโจมตีก็เหมือนกับที่ลอร่าได้พูด เพราะพวกมันต้องการเรือของพวกเขา เรือที่ที่มีเกราะและมีเสากระโดงห้าเสามันมีความสําตัญมากต่อพวกโจรสลัด
อย่างไรก็ตามโจรสลัดไม่ได้คิดว่าพวกเขาจะเจอกับสัตว์ที่น่ากลัว แบบลิงจนน้อย เมื่อพวกเขาได้เห็นสิ่งที่ตัวใหญ่นั้น พวกเขาก็คิดที่จะยอมแพ้ มันเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากที่เจ่าไห่ไม่ได้ให้โอกาสพวกเขาได้ทําแบบนั้น หลังกากที่จัดการกับพวกโจรสลัด ทุกคนก็กลับมาทํางานต่อการเดินเรือในตอนนี้ก็น่าจะไม่ได้เจอการโจมตีอะไรแล้ว เมื่อโจรสลัดทั่วไปเห็นเรือที่มีเสากระโดงสามเสา และเรือที่มีเสากระโดงห้าเสา มันก็แน่อยู่แล้วที่เมื่อพวกเขาเห็นพวกเขาก็คงจะใช้เส้นทางอื่นเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงอันตราย
หลังจากแล่นเรือไปสองสามวัน กลุ่มของเจ่าไห่ก็กลับไปที่เมืองสกาย เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงเมือง เจ่าไห่ก็ส่งคนไปบอกข่าวกับสมิททันที และแมริออทก็ได้รับของทันที และของที่มีค่าเหล่านั้นก็คือปลาไฟและเหล้านั่นเอง
สมิทและแมริออทรอเวลานี้มานานแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงส่งคนของตัวเองเพื่อไปดูสินค้าจากเจ่าไห่ทันที เพื่อให้มั่นใจได้ว่าปลาไฟของพวกเขายังมีชีวิตอยู่ พวกเขาใช้รถม้าที่ติดเตาไว้ของล่าง รถม้าของพวกเขาได้ถูกออกแบบเพื่อให้แน่ใจว่าอุณหภูมิจะเหมาะสมกับน้ําของปลาไฟ และพวกมันจะได้เจริญเติบโต
เมื่อสมทไปที่เรือแล้วก็เห็นปลาตัวเล็กแหวกว่ายไปมา เขาก็คิดได้ทันทีว่าในนั้นทั้งหมดเป็นเหรียญทองกองอยู่ตรงหน้าเขา สําหรับผู้คนในจักรวรรดินี้ ปลาไฟเหล่านี้มีความเหมือนกับเหรียญทองมาก
การเพาะเลี้ยงปลาไฟในจักรวรรดินั้นไม่สูงมาก มันอาจจะเป็นเพราะสภาพแวดล้อมที่ทําให้ปลาเหล่านี้สามารถอยู่รอดได้ยากมากๆ ค่าอาหารของพวกมันก็ค่อนข้างสูง สมิทไม่รู้ว่าเจ่าไห่ให้อาหารอะไรแก่ปลาไฟเหล่านี้
หลังจากขนสินค้าออกจากเรือแล้ว เจ่าไห่ก็กลับไปที่คฤหาสน์ของราชาสมิท ตอนนี้ สมทได้ต้อนรับเจ่าไห่อย่างอบอุ่น ครั้งนี้ที่เจ่าไห่ออกทะเลไป สมิทไม่ได้ส่งคนไปค่อยตามเขา เพราะมันก็คงไม่มีประโยชน์อะไร ทะเลนั้นมีขนาดที่ใหญ่มาก หากว่าเขาส่งคนตามเจ่าไห่ไปจากระยะไกลๆ มันจะยิ่งทําให้เจ่าไห่ไม่ไว้ใจกับสมิทและทั้งสองก็อาจจะไม่พอใจกัน
เนื่องจากสมิทไม่ได้ส่งใครไปติดตามเจ่าไห่ไป ทําให้เจ่าไห่มีอัสระเพียงพอ สิ่งนี้ทําให้เจ่าไห่รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของพวกเขายังคงดีอยู่
ตอนนี้เจ่าไห่ก็ส่งไวน์ 50,000 ขวดและปลาไฟ 50,000 ตัว ผัก 100,000 กิโล และเมล็ดพืช 55,000 เหม็ด
เมื่อสินค้าเหล่านี้มาถึงท่าเรือ สินค้าพวกนั้นถูกขนไปยังโกดังของตระกูลแคลซีทันที หลังจากนั้นแมริออทจะต้องไปเอาส่วนของตัวเองมาเก็บไว้ที่โกดังเหมือนกัน
สิ่งที่สําคัญกว่าคือความจริงที่ว่านอกเหนือจากเจ่าไห่และผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงแล้ว ไม่มีใครรู้ว่ามีการขนส่งสินค้าเหล่านั้น สินค้าเหล่านี้ ถูกขนลงที่ท่าเรือส่วนตัวของตระกูลแคลซี มันจึงไม่มีคนอื่นที่จะเห็นสินค้าที่พวกเขาได้ขนส่งกัน
ปกติแล้วถ้าหากมองจากภายนอกของเรือมันก็ไม่อาจจะเห็นอะไรได้ แต่ถ้าหากสัมผัสได้ถึงพลังของมันก็จะทําให้คนอื่นรู้ได้ว่ามีอะไรอยู่ในเรือของเจ่าไห่ สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสําหรับผู้คนเหล่านั้นก็คือปลาไฟมันดึงดูดความสนใจของคนอื่นๆเอามากแน่ๆ
ปลาไฟมันทําให้ผู้คนมากมายสนใจ เนื่องจากการเพาะเลี้ยงปลาไฟนั้นไม่ได้สูงมากนักในแต่ละปี แต่ครั้งนี้เจ่าไห่ได้ส่งให้กับพวกเขา 50,000 ตัว ซึ่งมันเป็นครึ่งหนึ่งของการส่งออกของจักรวรรดิ เรื่องนี้ทําให้เกิดพลังที่จะทําให้เกิดความสับสน
อย่างไรก็ตามความสับสนของพวกเขาก็ไม่ได้เกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็ไม่ได้รับส่วนแบ่งจากตระกูลแคลซี่และตระกูลเซี่อยู่ดี เพราะทั้งสองตระกูลเก็บไปเป็นของตัวเองหมดแล้ว
ตระกูลใหญ่ๆ ยังคงต้องการที่จะหาตัวของเจ่าไห่ เพื่อดูว่าพวกเขาจะได้รับผลกําไรจากสิ่งเหล่านี้ไหม? แต่เมื่อพวกเขามาถึง พวกเขาก็คิดว่ามันยากมากที่จะได้เจอกับเจ่าไห่ สิ่งแรกคือตอนนี้เจ่าไห่อยู่ในเมืองสกายในเขตของตระกูลแคลซี่และเขายังอยู่ในคฤหาสน์ของราชาสมิท ทําให้พวกเขาเจอกับเจ่าไห่ได้ยากขึ้น เจ่าไห่เป็นคนที่เจอตัวยากมาก เพราะตัวเขาเองไม่ค่อยได้ออกไปไหน การที่จะเจอเจ่าไห่มันไม่ใช่เรื่องที่ทําได้ง่ายๆเลย
ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาจําเป็นต้องมีความใจเย็บ รอบคอบในการที่จะได้เจอกับเจ่าไห่ เพื่อไม่ให้เกิดความสงสัยจากตระกูลแคลซี่ หากตระกูลแคลซี่รู้เรื่องพวกเขาคงไม่ได้อยู่อย่างสุขสบายอย่างแน่นอน
ทุกวันนี้ตระกูลแคลซี่กําลังเจริญรุ่งเรืองส่วนใหญ่เป็นเพราะเรื่องที่เขาสามารถจัดการกับลิออนได้ เรื่องนี้ทําให้คนทั่วไปรู้ว่าตระกูลแคลซีนั้นแข็งแกร่งมากแค่ไหน ในขณะที่ขุนนางยังได้รับวิธีการจัดการกับสิ่งต่างๆ จากตระกูลแคลซี่ด้วย
วิธีการประกาสของตระกูลแคลซี่ที่ให้กับพวกเขานั้นใช้ง่ายมากๆ แม้ว่าพวกเขาจะใช้วิธีนั้น แม้ว่าพวกเขาจะยังไม่เห็นความแตกต่างที่เกิดขึ้นในตอนนี้ แต่พวกเขาก็เห็นว่าสิ่งต่างๆ เริ่มแตกต่างไปจากอดีตแล้ว ตอนนั้นเมื่อผู้คนพูดถึงกิลแห่งความสว่างเป็นคนดี แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เมื่อคนผู้พูดถึงกิลแห่งความสว่างการแสดงออกของพวกเขาจะเปลี่ยนไปตามเสียงของพวกเขา
ขุนนางมีความอ่อนไหวมากเกี่ยวกับประเด็นนี้ ดังนั้นพวกเขาจึงรู้ทันทีว่าการประกาสเชิญชวนนั้นทําได้ดีมาก เมื่อรู้ว่ามันใช้ได้ดี มันทําให้พวกเขาแข็งแกร่งมากขึ้นที่จะต่อต้านกับกิลแห่งความสว่าง ซึ่งได้ยังมีการสอนถึงเรื่องนี้ด้วย ตอนนี้ความรู้สึกที่ต้องต่อต้านกิลแผ่กระจายไปทั่วทั้งจักรวรรดิโรเซ่น
ในตอนนี้ตระกูลแคลซี่ จู่ๆ ส่งนักเวทย์แห่งความมืดออกไปเพื่อรักษาผู้คนในดินแดนของพวกเขา มันเป็นเหมือนกับการสร้างเรื่องให้นักเวทย์แห่งความมืดให้เป็นประวัติในโรงเรียนของพวกเขา ส่งนี้ทําเพื่อให้ความรู้กับคนเหล่านั้นเกี่ยวกับนักเวทย์แห่งความมืด
แต่ขุนนางเหล่านี้ก็ไม่ได้ต้องจ่ายเงินให้กับตระกูลแคลซี อย่างไรก็ตามพวกเขาเรียนรู้จากการกระทําของตระกูลแคลซี่ พวกเขาจึงสร้างบทเรียนด้วยตัวเองทันที แต่มันก็ไม่ได้เกี่ยวกับนักเวทย์แห่งความมืด แต่พวกเขาได้ทําบทเรียนเกี่ยวกับนักเวทย์สายอื่นๆ พวกเขาใช้โอกาสนี้เพื่อต่อต้านกิลแห่งความสว่าง
หลังจากตระกูลแคลซี่ได้รู้ถึงสถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่พวกเขาจะไม่โกรธ แต่พวกเขาก็ยิ่งดีมาก ขุนนางใช้นักเวทย์สายอื่นเพื่อต่อต้านกลแห่ความสว่างๆ หากกิลแห่งความสว่างจะเริ่มต้นจัดการกับนักเวทย์เหล่านั้น ก็จะเท่ากับการทําให้นักเวทย์ทั้งหมดให้จักรวรรดิของเป็นศัตรูของพวกเขาและสิ่งนี้จะทําให้แรงกดดันมากกับนักเวทย์
ที่จริวแล้วกิลได้สร้างแรงกดดันให้กับนักเวทย์เหล่านั้น ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาอาชีพที่น่าสนใจที่สุดคือนักเวทย์แห่งแสง ดังนั้นเมื่อตอนเด็กๆที่ไปโรงเรียนพวกเขาจะพยายามเรียนรู้เวทย์แห่งแสง แต่เหตุการณ์ในจักรวรรดิโรเซ่น ทําให้เด็กๆชอบพลังเวทย์แสงอื่นๆ นี่เป็นสิ่งที่ดีกับนักเวทย์จากสายอื่นๆ
Darkness
ขอบคุณครับ