Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 375 - เกาะเอพี่
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 375 - เกาะเอพี่
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ฉันคิดว่าที่นั้นต้องมีสิ่งมีชีวิตใหม่มากมากที่เราน่าจะพบได้ เมื่อเราไปถึงส่วนลึกของทะเล มันน่าจะทําให้มิติเพิ่มระดับขึ้นมาก”
ลอร่าพย้าหน้าเข้าใจกับสิ่งที่เท่าไห่กําลังจะบอก ตอนนี้เป้าหมายที่สําคัญที่สุดที่พวกเขาต้องทําก็คือการอัพระดับของมิติ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่สามารถทําให้เจ่าไห่มีความสุขมากๆได้
ในตอนนี้เม็กก็หันไปหาเจ่าไห่และพูดว่า “พี่ไห่ พี่คิดว่าตอนนี้ที่เมืองสกายกําลังจะเป็นยังไงกัน? ฉันคิดว่าตอนนี้ขุนนางน่าจะเริ่มกําจัดกลแห่งความสว่าง พี่คิดว่าพวกเขาจะทําสําเร็จไหม?”
เจ่าไห่ส่ายหัวและพูดกลับไปว่า “มันยากที่จะพูดถึงว่าพวกเขาจะสามารถทํามันได้ไหม? มันยากกว่าจะพูดว่ากิลแห่งความสว่างจะสามารถสร้างอิทธิพลภายในจักรวรรดิโรเซ่นได้อีกไหม? แต่พี่ก็คิดว่าตระกูลรอยัลและเหล่าขุนนางจะยังคงพยายามกันอยู่ หลังจากที่ทุคนเห็นว่ากิลเป็นอันตรายต่อดินแดนของพวกเขา ในเวลาเดียวกัน พี่คิดว่าตระกูลแคลซีจะใช้วิธีการของเราในดินแดนของพวกเขาอย่างแน่นอน เนื่องจากผลประโยชน์ที่พวกเขาจะได้รับนั้นมันเป็นสิ่งที่คุ้มค่ามากจริงๆ”
ลอร่าพยักหน้าขณะที่เธอพูดเสริมขึ้นมาว่า “ฉันคิดว่าคนที่เป็นกังวลมากที่สุดเกี่ยวกับพลังของนักเวทย์ในทวีป ก็น่าจะเป็นตระกูลแคลซี ตระกูลแคลซีนั้นถูกสร้างขึ้นโดยนักเวทย์แห่งความมืด และพวกเขายังมีพลังสูงสุดไม่เหมือนกับนักเวทย์ทั่วไป และถ้าหากสถานะของนักเวทย์แห่งความมืดสูงขึ้นสถานะของตระกูลก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย หากชื่อเสียงของนักเวทย์แห่งความมืดลดลง ชื่อของตระกูลก็จะตามมันลงไปด้วยอย่างแน่นอน ดังนั้นตระกูลควรทําในสิ่งที่เจ่าไห่บอกไว้ เพราะมันจะเปลี่ยนการรับรู้ของผู้คนเกี่ยวกับนักเวทย์แห่งความมืด วิธีนี้เป็นสิ่งที่นักเวทย์แห่งความมืดต้องการมาตลอด”
ลอร่าหันมองเจ่าไห่และพูดว่า “ฉันไม่คิดว่าพี่ไฟจะสามารถคิดวิธีเหล่านี้ได้ โดยการใช้การล้างสมอง เพื่อจัดการกิลแห่งความสว่างมันเป็นวิธีที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีแล้ว นี่เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการทําให้รากฐานของกิลสั่นคลอน”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “นี่คือสงครามแห่งความเชื่อ นี่คือวิธีการต่อสู่โดยที่ไม่ได้ใช้อาวุธ บางครั้ง สงครามแบบนี้ก็ยากที่จะป้องกันมากกว่าการต่อสู้แบบที่พวกเราเคยเห็นมาก็ได้ เพราะโดยทั่วไปจะมีประสิทธิภายมากๆเลย”
ลอร่าพยักหน้าและพูดว่า “โรงเรียนของเราจะมีหัวเรื่องหรือการสอนเดียวกันหรือไม่? แม้ว่าเราจะมีประชากรน้อยอยู่ในตอนนี้ แต่มันจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนในอยนาคต การสอนเรื่องเหล่านี้ให้กับเด็กๆ จะเป็นผลดีต่อพวกเรา”
เจ่าไห่ยิ้มและก็พูดอีกว่า “เราสามารถเปิดเรื่องนี้ได้ แต่เราต้องเปลี่ยนวิธีที่เราจะสอนพวกเด็กๆ เราไม่สามารถพูดไม่ดีเกี่ยวกับกิลได้ แต่เราควรสอนพวกเขาเกี่ยวกับความภักดี เราควรให้พวกเขาเข้าใจว่าใครให้ชีวิตแก่พวกเขา และพวกเขาควรจะภักดีกับใคร หากเด็กๆมีเราอยู่ในใจ ขณะที่ยังเด็กอยู่ก็มั่นใจว่าพวกเขาจะมีความภักดีต่อเราในอนาคต ด้วยวิธีนี้พวกเราก็จะไม่ต้องกลัวใครอีกแล้ว”
ด้วยวิธีการนี้ทําให้ดวงตาของลอร่าสว่างขึ้น เหล่าขุนนางบางส่วนก็ได้ใช้วิธีการแบบนี้ แต่พวกเขาใช้มันกับทาสของพวกเขา แม้ว่าเจ่าไห่จะทําสิ่งนี้กับทาสของเขาด้วย แม้ว่าเจ่าไห่จะทําสิ่งนี้กับทาสของเขาด้วย แต่ลอร่าก็รู้ว่าเจไห่ต้องการเปลี่ยนสถานะทาสจของเขาให้เป็นประชากรทั่วไป นี่หมายความว่าเจ่าไห่จะใช้วิธีนี้กับคนธรรมดา ซึ่งเป็นสิ่งที่ลอร่าไม่เข้าใจ
ถึงแม้ว่าลอร่าจะไม่เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เจ่าไห่ก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น เขารู้ว่าผู้นําจําเป็นต้องพัฒนาความร่วมมือบางอย่างกับการสอนนี้ เฉพาะเมื่อการทํางานร่วมกัน นี่เป็นจุดหนึ่งของผู้นําซึ่งจะอยู่กันไปอีกนาน
ตอนนี้อาณาเขตของเจ่าไห่มีเพียงไม่กี่คน ซึ่งทําให้จัดการได้ง่าย แต่เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึงทาสแสนคนจะมาถึง ด้วยจํานวนคนที่มาถึงในทันทีการจัดการกับพวกเขาจะล่าบากมากขึ้น
เป็นไปไม่ได้ที่ทาสจะได้รับความร่วมมือนี้ ดังนั้นเจ่าไห่จึงวางแผนที่จะปลดปล่อยสถานะทาสของพวกเขาที่ละน้อยแสดงให้เห็นถึงความสง่างานของเขา ในขณะเดียวกันก็สร้างโรงเรียนที่จะสอนพวกทาสด้วย หลังจากให้การสอนแก่พวกเขาแล้ว มันจะไม่สําคัญว่าพวกเขาจะได้รับการปลดปล่อยจากการเป็นทาส เนื่องจากพวกเขาได้รับการสอนเกี่ยวกับความภักดีแล้ว นี่คือสิ่งที่เจ่าไห่ได้วางแผนที่จะทําเพื่อพัมนาความสัมพันธ์กับทาสของเขาอย่างช้าๆ โดยปกติแล้ววิธีที่ดีที่สุด สําหรับคนที่จะทํางานร่วมกันคือการมีพวกเขา
พวกเขาพัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกัน เมื่อพวกเขามีความสัมพันธ์กับกลุ่มของพวกเขา พวกเขาจะสามารถทํางานร่วมกันได้อย่างดี
แต่วิธีนี้ไม่ดีมากเมื่อพูดถึงทาส ทาสไม่มีอะไรเลยแม้แต่ศักดิ์ศรี ดังนั้นพวกเขาจะรู้เรื่องเหล่านั้นได้ยังไง?
ดังนั้นวิธีที่เจ่าไห่ทําได้ก็คือใช้การสอนกับทาสพวกนี้ แน่นอนว่าเขาจะไม่ปฏิบัติต่อทาสของเขาอย่างที่พวกเขาเคยทํามาก่อน เขาต้องการทําให้พวกเขาเข้าใจว่าพวกเขาจะยิ่งแย่ลง ถ้าพวกเขาตดสินใจออกจากดินแดนของเขา หากพวกเขาจากไปพวกเขาจะอยู่ในฐานะทาสตลอดไป แต่ในดินแดนรกร้างว่างเปล่าพวกเขาจะเป็นตัวของตัวเอง
แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่อยู่ในหัวของเจ่าไห่ เขายังคงต้องรอให้ทาสใหม่มาถึงก่อนที่จะดูความคิดของพวกเขา และตอนนี้เขาก็ไม่กลัวว่าพวกเขาจะรังเกียจ ทาสแสนคนเหล่านี้ไม่มีอะไรเลย แม้แต่ทาสล้านก็ม่สามารถทําอะไรเจ๋าไม่ได้
เจ่าไห่คิดมากในความคิดของเขาว่าเขาไม่ได้สังเกตเห็นความกลัวของลอร่าต่อเขา เจ่าไห่คิดถึงแยวคิดที่ลอร่าไม่เคยได้ยินมาก่อน นอกจากนี้ความคิดเหล่านี้ของเจ่าไห่ยังเป็นระบบมาก มันทําให้ผู้คนมั่นใจว่าพวกเขาจะทํางานได้จริง
หลังจากผ่านไประยะหนึ่งเจ่าไห่ก็เลิกคิด เขามองตาของลอร่ายิ้มและพูดว่า “ตอนนี้เรายัง ต้องหาเกาะที่ดี เราควรดีว่าสภาพแวดล้อมของเกาะนั้นเป็นที่ยอมรับและที่สําคัญที่สุดคือมันปลอดภัยไหม? มันเป็นเรื่องน่าเสียดายที่แผนที่ที่พี่สมิทมอบให้เราเป็นเพียงภาพทะเลเท่านั้น มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยในตอนนี้
ลอร่ายิ้มและพูดว่า “ไม่ใช่เพียงพี่สมิทที่ไม่มีแผนที่ทะเลที่สมบูรณ์ ขุนนางในทวีปนี้ก็เหมือนกัน บนพื้นดินอาจบอกได้ว่าเป็นพื้นที่ของมนุษย์ แต่ทะเลก็เป็นของชาวทะเล ผู้อาศัยในทะเลนั้นลึกลับมากมีมนุษย์เพียงไม่กี่คนที่โชคดีพอที่จะได้เจอกับพวกเขา และพวกมันก็มีอยู่จริงๆ พวกมันประกอบด้วยสัตว์เวทย์ทั้งสองอย่างของทะเล พวกมันน่ากลัวมากในน้ําและมนุษย์ที่มาถึงดินแดนของพวกเขาในฐานะผู้บุกรุก พวกเขาคงไม่คิดว่าพวกมันจะล่าพวกเขา แม้เทพผู้มีพลังระ ดับ 9 ก็ไม่มีโอกาสที่จะรอดไปได้” เจ่าไห่มองไปที่ลอร่า
เจ่าไห่ก็พูดขึ้นมาทันทีว่า “มันเป็นแบบนี้นี่เอง จึงไม่แปลกใจที่พี่สมิทห้ามเราไม่ให้ไปที่ส่วนลึกของทะเล แต่เรายังมาถึงที่นี่ทําไมเธอถึงไม่พูดอะไรเลย?”
ลอร่ายิ้มและพูดว่า “เรามีมิติ ถ้าเราตกอยู่ในอันตรายแม้ว่าเราจะอยู่ในอาณาเขตของชาวทะเล เราก็ยังสามารถหนีไปได้ พวกเขาจะเป็นอันตรายต่อเราได้ยังไง?”
เจ่าไห่มองด้วยความว่างเปล่า ก่อนที่เขาจะหัวเราะและพูดว่า “ไม่น่าแปลกใจที่เธอจะไม่เตือนฉันเลยมันเป็นเพราะแบบนี้นี่เอง เธอพูดถูกแล้ว ขุนนางจะสามารถจับเราได้แม้แต่ชาวทะเลที่น่ากลัว ฮ่า ฮ่า ฮ่า ๆๆ แต่เรายังต้องหลีกเลี่ยงดินแดนของพวกเขา ฉันไม่ต้องการเป็นศัตรูกับพวกเขา”
ลอร่าพยักหน้าและพูดว่า “เป็นความคิดที่ดีมากที่จะหลีกเลี่ยงการเป็นศัตรูกับชาวทะเล ในตอนนี้เราอยู่ในทะเล ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นยังไง? แต่สิ่งมีชีวิตในทะเบเกือบทั้งหมดสามารถอยู่ ในทะเลได้ตลอด และดูพวกเราได้ทุกที่ หากพวกเรารุกรานพวกเขา เรือของพวกเราจะไม่สามารถไปต่อได้อีกแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นอีกหากเราไม่ได้เป็นคนจัดการมัน เรือของเราจะจมลงใต้ทะเล นี่คือสาเหตุที่เราต้องมีเกาะเป็นฐานหรือการสร้างที่อยู่”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “คงจะดีถ้าได้เกาะที่ดี แต่ถ้ามันถูกเจอง่ายๆ มันก็จะไม่มีประเด็นที่เราจะทําให้มันเป็นฐานของเราเอง”
ลอร่าส่ายหัวและตอบว่า “เราไม่จําเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับการหาเกาะ มีพวกนักเวทย์ในทะเล ผู้ที่เดินทางมาที่นี่บ่อยครั้งจะไม่เลือกเกาะสําหรับจุดที่จัดหาหากมีแหล่งน้ําจืดและขาดสัตว์เวทย์ที่ดุร้าย เราไม่ต้องการเกณฑ์เหล่านั้นในการเลือกเกาะของเรา สิ่งเดียวที่เราใส่ใจคือภูมิประเทศของเกาะ พี่ไห่เราถามคนบนเรือที่อยู่บนเรือนี้ เขาน่าจะรู้หนึ่งหรือสองอย่างเกี่ยวกับเกาะรอบๆเหล่านี้”
เรือเถาหยวนแต่เดิมชื่อว่าเรือโพไซดอน ลูกเรือคนก่อนหน้าทั้งหมดถูกฆ่าตายและกลายเป็นซอมบี้ เพื่อช่วยเจ่าไห่แล่นเรือด้วยความกลัวที่จะสูญเสียทักษะของพวกเขา เจ่าไห่จึงตัดสินใจเปลี่ยนลูกเรือทั้งหมดให้เป็นซอมบี้ นี่คือเหตุผลที่ลอร่าแนะนําให้ถามคนที่อยู่บนเรือ เพราะว่าพวกเขาน่าจะยังคงจําอะไรได้อยู่ เมื่อที่ยังมีชีวิต
เจ่าไห่พยักหน้าและเรียกลูกเรือออกมาทันที ลูกเรือดูธรรมดามาก อาจเป็นเพราะเขาล่องเรือ ในทะเลมาหลายปีผิวของเขาดูแข็งแรงมาก แม้หลังจากที่ถูกแปลงเป็นซอมบี้สภาพของผิวก็ยังคงเหมือนเดิม
ลูกเรือชื่อจี้หนาน เมื่อหนานมาถึงเขารีบคํานับเข่าไห่ทันทีและพูดว่า “ข้าน้อยดีใจมากที่ได้เห็นท่าน”
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “หนานฉันต้องการมองหาเกาะ เพื่อเป็นฐานของฉัน ไม่จําเป็นต้องมีสภาพแวดล้อมที่ดี แต่ลักษณะภูมิประเทศควรจะดีมาก เรือทั่วไปไม่อาจจะเห็นได้ เจ้ารู้จักสถานที่แบบนั้นไหม?”
จี้หนานตอบกลับทันที “ฉันพอรู้อยู่ มีเกาะเหล่านี้มากมายรอบๆ ที่นี่เกาะที่มีชื่อเสียงที่สุดคือเกาะเอพี่ รูปร่างของมันดูเหมือนหัวของลิงยักษ์มันน่ากลัวมาก เพราะมีแนวปะการังจํานวนมากที่ล้อมรอบเกาะ เรือไม่สามารถเข้าใกล้มันได้ แต่มีเส้นทางต่อไป บางคนเคยตามเส้นทางนั้นและไปที่เกาะพร้อมกับนักเวทย์แห่งน้ํา แต่เมื่อมาถึงพวกเขาค้นพบทันทีว่าเกาะนี้เต็มไปด้วยสัตว์เวทย์อันดุร้าย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอันดับที่ 6 และที่ 7 ผู้นําของพวกมันน่าจะอยู่อันดับที่ 8 ทุกคน ตัดสินใจที่จะถอยออก แต่เมื่อพวกเขากลับมาที่เรือ พวกเขาถูกโจมตีโดยสัตว์ทะเลเวทมนตร์ อย่างน่าประหลาดใจ เรือของพวกเขาเกือบจะถูกทําลายโชคดีที่พวกเขามีนักเวทย์แห่งน้ํา เพื่อช่วยเหลือพวกเขาเพื่อให้พวกเขาสามารถรอดได้ เกาะแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ดีพร้อมด้วยป่าไม้เขียวชอุ่มและแหล่งน้ําจืด เนื่องจากสัตว์เวทมนตร์ที่ดุร้ายและเส้นทางที่ยากล่าบากไปยังเกาะจึงเป็นไปได้ที่จะมีขุนนางเคยไปที่นั่น”
เจ่าไห่พยักหน้าเขาไม่กลัวสัตว์เวทย์ของเกาะ มีเพียงเส้นทางเดียวที่มุ่งสู่เกาะ หากเขาจัดการ เพื่อปิดกั้นเส้นทางนั้นเกาะก็จะเป็นของเขาเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อได้ยินจี้หนานบอกว่า เกาะนั้นมีสภาพแวดล้อมที่ดี เจ่าไห่ตัดสินใจว่านี่เป็นเกาะที่เขามองหา
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ บ้าย…บาย