Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 374 - ออกสู่ทะเล
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 374 - ออกสู่ทะเล
แต่วิธีการนี้ก็เป็นวิธีการใหม่ที่ของจักรวรรดิอาร์ค จักรวรรดิอาร์คยังไม่มีการใช้หนังสือพิมพ์ นโปเลียนยังกล่าวไว้อีกว่าก่อนหน้านี้การใช้หนังสือพิมพ์มันก็สามารถหาคนได้ 100,000 คน มันจึงเป็นเรื่องที่ธรรมดามากสําหรับเจ่าไห่ ที่จะใช้มันในการเชิญชวนให้คนมาเชื่อ เพื่อจัดการกับกิลแห่งความสว่าง ในอนาคตกิลแห่งความสว่างอาจจะต้องถูกมองว่าเป็นนักเวทย์ที่ไม่ดี
สมิทเดินไปรอบๆห้อง อย่างช้าๆ เขารู้ว่าหากวิธีการของเจ่าไห่ทําให้กลแห่งความสว่างถูกกําจัดในจักรววรดิโรเซ่นไปได้อย่างแน่นอน ในขณะเดียวกันสถานะของกลุ่มนักเวทย์แห่งความมืดของพวกเราก็จะดูดีขึ้น
การยกระดับสถานะของนักเวทย์แห่งความมืด มันสําคัญมากสําหรับพวกเรา เหตุผลที่นักเวทย์แห่งความมืดพบเจอกับความยากลําบากในการค้นหาผู้สืบทอดของกลุ่ม เพราะภาพลักษณ์ของพวกเขาไม่ดีนัก ประชาชนทุกคนมองว่านักเวทย์แห่งความมืดเป็นคนที่ไม่ดี พวกเขาจึงยินดีที่จะเรียนรู้เวทย์มนตร์ธาตุมืด
แต่ด้วยวิธีนี้มันก็ยากมากที่จะนําไปใช้แม้อาจมีขุนนางที่ไม่เห็นด้วย แต่ก็ยังคุ้มค่าที่จะลอง หากทําได้จริงๆ แน่นอนว่ามันจะดีมากสําหรับนักเวทย์อย่างพวกเรา
สมิทหยุดเดินไปเดินมาแล้วเขาก็หันไปมองเจ่าไห่และพูดว่า “น้องชายของข้าวิธีการของเจ้านั้นดีมากเลยจริงๆ ฉันจะต้องเป็นตัวแทนนักเวทย์ทั้งหมดในการแสดงความจริงของพวกเรา”
เจ๋าไห้ตอบด้วยรอยยิ้มทันที “วิธีนี้จริงๆทําได้ยากมาก ฉันแค่ให้ความคิดเห็น แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่ข้าหวังว่าท่านพี่จะทํามัน” สมิทมองเจ่าไห่และพูดว่า “เจ้าบอกกับข้างั้นหรอ?”
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “ข้าหวังว่าท่านพี่จะสามารถบอกกับนักเวทย์แห่งความมืดได้ว่า หากแผนทําได้จริงๆพวกเขาควรสร้างทีมป้องกัน เพื่อรับมือกับคนที่ทําชั่ว โดยใช้พลังเวทย์ และมันก็จะทําให้ภาพของนักเวทย์แห่งความมืดก็จะเปลี่ยนไปในสายตาของคนทั้งจักรวรรดิ”
สมิทมองด้วยความว่างเปล่า เมื่อเขาได้ไตร่ตรองเกี่ยวกับกลุ่มป้องกันนักเวทย์ นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของนักเวทย์แห่งความมืด พวกเราจะต้องแสดงให้คนทั่วไปให้เห็น การสังหารคนและทําให้พวกมันกลายเป็นซอมบี้ สิ่งเหล่านี้ค่อยข้างธรรมดามาก ในหมู่ของนักเวทย์แห่งความมืด หากมีการจัดตั้งกลุ่มป้องกันของเจ่าไห่ ผู้คนเหล่านี้จะไม่ได้รับอนุญาตให้ทําสิ่งเหล่านี้อีกต่อไป ในเรื่องนี้ความแข็งแกร่งโดยรวมของนักเวทย์แห่งความมืดจะลดลงอย่างแน่นอน นี่ไม่ใช่สิ่งที่ดีสําหรับพวกเรา
เจ่าไห่มองสมิทและรู้ว่าเขากําลังคิดอะไรอยู่ เจ่าไห่ได้อยู่ในจักรวรรดิอาร์คมาระยะหนึ่งแล้ว เขาจึงรู้ว่านักเวทย์แห่งความมืดเป็นยังไง เขายังสามารถพูดได้อย่างมั่วใจว่าตอนนี้ภาพลักษณ์ของนักเวทย์แห่งความมืด 50% เกิดจากกิลแห่งความสว่าง ในขณะที่อีก 50% เกิดจากนักเวทย์แห่งความมืด
การชั่วร้ายของนักเวทย์แห่งความมืดนั้นแย่กว่าการทําชั่วของคนอื่นๆ ในขณะเดียวกันก็มีอัตราความก้าวหน้าที่ช้ามาก นี่เองทําให้นักเวทย์แห่งความมืดในจักรวรรดิแห่งนี้ใช้วิธีการที่ชั่วร้ายเพื่อพัฒนาความแข็งแกร่ง พวกเขาจะเปลี่ยนผู้คนให้กลายเป็นซอมบี้ เพื่อเพิ่มความสามารถในการต่อสู้ของพวกเขาอย่างรวดเร็ว ความจริงเรื่องนี้ถูกนํามาใช้เพื่อลดภาพลักษณ์ของนักเวทย์ท่าให้ผู้คนจํานวนมมากไม่เต็มใจที่จะเริ่มต้นอาชีพนี้
ในความคิดของเจ่าไห่ การกระทําเหล่านี้เป็นเส้นของคนที่ไม่ดีไม่ได้เหมือนกับตัวของเจ่าไห่ นักเวทย์แห่งความมืดสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งในระยะเวลาอันสั้นด้วยวิธีนี้ แต่การเปลี่ยนสภา วะจิตใจของพวกเขาจะไม่มั่นคง สิ่งนี้จทําให้ความคืบหน้าในการจัดอันดับของพวกเขาค่อยข้าง ยาก ในอนาคตบังคับให้พวกเขาทําการกระทําที่ชั่วร้ายอีกครั้ง
สาระสําคัญของนักเวทย์คือ ความแข็งแกร่งของคุณจะเพิ่มขึ้นหากคุณได้ตําแหน่งที่สูงขึ้น แต่นักเวทย์แห่งความมืด จะมุ่งเน้นไปที่การทําให้มีซอมบี้มากขึ้น มันเป็นความสําคัญของการจัดอันดับเบื้องหลัง นี่ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง
สิ่งนี้ไม่เพียงแต่จะทําให้พวกเขาล้มเหลวที่จะไปถึงอีกระดับ พวกเขายังสังหารคนดีที่ทําให้ผู้คนมองพวกเขาต่ําลง ทําให้ชื่อเสียงของนักเวทย์แห่งความมืดลดลง
ดังนั้นการสร้างกลุ่มป้องกัน จึงมีความจําเป็นมาก เจ่าไห่มองสมิทและพูดอย่างจริงจังว่า “ท่านพี่ ถ้าแผนของเราสําเร็จไม่มีหนทางอื่นที่จะทําให้ความสําเร็จเดินต่อไปได้ นอกจากการสร้างทีมป้องกัน เราอาจจะช่วยผู้คนที่เจอปัญหาของพวกเขา แต่ถ้านักเวทย์แห่งความมืดคนอื่นๆ สังหารคนดี มันจะทําให้ภาพลักษณ์ของคนอื่นๆที่มีต่อนักเวทย์แห่งความมืดต้องลดลงแน่นอน”
สมิทหายใจเขาแล้วพูดกับเจ่าไฟอีกว่า “ดีมาก ข้าจะสัญญาณกับเจ้าว่าหากการดําเนินการของเราจต้องสําเร็จ ข้าจะสร้างทีมป้องกันขึ้น แต่ก็มีเงื่อนไขด้วยว่าเจ้าจะต้องเข้าร่วมกับทีมนี้
เจ่าไห่มองด้วยความว่างเปล่า เขาไม่ได้คิดว่าพี่สมิทจะให้เขาไปอยู่ที่มป้องกันด้วย เจ่าไห่หัวเราะและพูดว่า “ก็ดีเหมือนกัน แต่ท่านพี่น่าจะรู้ว่าแผนของเราจะไม่ได้ทําได้เลยในระยะเวลาที่น้อยนิด เราจะต้องรอก่อน ก่อนที่เราจะสร้างทีมขึ้นมา”
สมิทพยักหน้าและพูดว่า “ตอนนี้ข้าจะต้องส่งความคิดของเจ่าไห่ยังตระกูล หลังจากนั้นพวกเขายังคงมีคําพูดสุดท้ายในทุกสิ่ง” การพูดถึงสิ่งนี้ สมิทก็ไม่รู้ว่าต้องทํายังไง แต่ถอนหายใจ แม้ว่าเขาจะเป็นราชาของเมืองสกาย แต่เขาก็เป็นเพียงหนึ่งในผู้สืบทอดของตระกูลแคลซี่ ไม่ใช่ผู้นําของตระกูล แม้ว่าเขาจะคิดว่าความคิดของเจ่าไห่นั้นเป็นความคิดที่ดีมาก แต่เขาก็ไม่สามารถมั่นใจได้ว่าคนอื่นๆ ในตระกูลจะคิดยังไง
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้าทําได้แค่เพียงให้คําแนะนํา ไม่จําเป็นต้องทําตามมันทุกอย่าง อย่างไรก็ตาม การใช้มันจําไม่ทําให้เราได้รับอันตราย แต่มันจะเป็นประโยชน์ ตอนนี้ข้าจะย้อนกลับไปก่อน นอกจากนี้เรือของข้าจะเป็นไปได้อย่างไรบ้าง พวกมันได้รับการซ่อมแก้ไขหรือยัง?”
สมิทพยักหน้าและพูดว่า “เรือของเจ่าไห่รับการออกแบบใหม่แล้ว เจ้าสามารถสั่งให้คนไปเอาออกมาได้เลย และปลาไฟของเจ้าจะใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะมาถึง”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้าคิดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 3 วัน เพราะตอนนี้ข้าก็มีเรือที่พร้อมแล้ว” จากนั้นเจ่าไห่ก็ลุกขึ้นยืนพร้อมที่จะออกเดินทาง สมิทพาเจ่าไห่ออกไปที่ประตู
หลังจากที่เจ่าไห่ออกไป สมิทก็เขียนความคิดทั้งหมดของเจ่าไห่ทันที และส่งไปยังตระกูลของเขา สมิทกลัวว่าถ้าเขาเขียนมันช้า เขาอาจจะลืมประเด็นที่สําคัญไม่ 1 ข้อก็ 2 ข้อไปแน่นอน
เมื่อคนภายในตระกูลได้รับจดหมายของสมิท พวกเขาก็น่าจะตกใจเมื่อเห็นเนื้อหาข้างในนั้น แม้แต่ความที่มีความรู้มากก็ยังไม่เคยได้ยินหรือเห็นวิธีการแบบนี้มาก่อน เมื่อมองดูแนวคิดในจดหมายแล้ว ตระกูลน่าจะรู้ทันทีว่าวิธีการนี้จะสร้างผลกระทบอย่างมากแน่ๆ
ตระกูลบอกกับขุนนางทันที่เกี่ยวกับวิธีการป้องกันไม่ให้กิลแห่งความสว่างเข้ามามีอิทธิกับดินแดนของพวกเขา นอกจากนี้ตระกูลยังรู้วิธีการของเจ่าไห่นั้นจําเป็นต้องทําอย่างค่อยเป็นค่อยไป หากพวกเขาเพียงส่งนักเวทย์แห่งความมืดไปเพื่อรักษาพลเมืองของดินแดนต่างๆ พวกเขาจะคิดว่ามีบางอย่างแปลกๆเกิดขึ้น แม้ว่าจะไม่มีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้น ขุนนางเหล่านั้นไม่ได้โง่อย่างที่คิด
ถ้างั้นสิ่งที่พวกเขาต้องทําในตอนนี้คือการเริ่มออกไปประกาศเชิญชวนพวกเขา ในการบอกว่ากิลแห่งความสว่างแท้จริงแล้วเป็นเช่นไร ออกไปบอกให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ พวกเขายังวางแผรการบรรยายต่อต้านกลในโรงเรียนไว้แล้วด้วย ด้วยสิ่งนี้ขุนนางไม่จําเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับกิลแห่งความสว่างที่กําลังจะเข้าไปในดินแดนของพวกเขา
เหล่าขุนนางเหล่านี้เห็นด้วยกับวิธีการของตระกูลแคลซี พวกเขาไม่ใช่คนโง่ พวกเขารู้ว่าวิธีการเหล่านี้มีประโยชน์มากแค่ไหน
ในขณะเดียวกันตระกูลแคลซีก็ใช้วิธีการของเจ่าไห่ในดินแดนของเขาด้วย พวกเขาไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับข้อสงสัย เนื่องจากมีนักเวทย์จํานวนมากสัญจรไปมาในจักรวรรดิของพวกเขาอยู่แล้ว พลเมืองก็รู้ว่าพวกเขาอยู่ภายใต้การปกครองของนักเวทย์แห่งความมืด พวกเขาจึงไม่พอใจกับการปรากฏตัวของคนเหล่านั้น สิ่งนี้ทําให้ตระกูลแคลซี่มีเหตุผลที่จะเอาความคิดของเจ่าไห่มาใช้ได้ทันที เพื่อให้นักเวทย์แห่งความมืดปกป้องพลเมืองของพวกเขา
ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังพร้อมที่จะเสนอวิธีของเจ่าไห่ให้นักเวทย์แห่งความมืดให้ไปช่วยรักษาคนป่วยเป็นครั้งแรก แต่ตระกูลก็จํากําหนดตารางที่ตายตัวสําหรับนักเวทย์แห่งความมืด เพื่อไปแต่ละสถานที่ พวกเขาไม่เพียงแต่ให้ความรู้ต่อกิลเท่านั้น แต่พวกเขายังให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติของนักเวทย์แห่งความมืดด้วย
หลังจากได้ยินการเคลื่อนไหวเหล่านี้ เจ่าไห่ก็ไม่ได้ทําอะไร แต่ก็ยิ้ม เจ่าไห่ดูคนที่นี่ได้ถูกจริงๆ พวกเขาไม่ได้โง่ เขาเพียงแค่ออกความคิดให้ แต่พวกเขาก็เอาไปปรับใช้กันเอาเองซึ่งมันก็เป็นความคิดของพวกเขา
แต่ตอนนี้พวกเขาก็ไม่ได้ทําอะไรกับเจ่าไห่ในตอนนี้ ตอนนี้เจ่าไห่ ลอร่าและคนอื่นๆก็ขึ้นไปที่เรือโพไซดอนแล้ว ดูเหมือนว่าสัญลักษณ์จะถูกเปลี่ยนไปแล้ว มันถูกลบออกไปและเปลี่ยนเป็นชื่อว่าเถาหยวน
ลอร่าต้องการเปลี่ยนชื่อของเรือ และเจ่าไห่เองก็ไม่ได้ห้ามเธอ ตอนนี้เขาเป็นคนที่ทํากําไรได้มากที่สุด เขาได้เหรียญทองนับสิบล้าน นอกเหนือจากส่วนอื่นๆที่เขาได้มา ที่สําคัญที่สุดตอนนี้ พวกเขาได้เรือมา 2 ลําแล้ว! นอกจากนี้พวกเขาก็ไม่ต้องซื้ออาหารหรือของใช้แล้ว เพราะบนเรือของพวกเขาตอนนี้มันเต็มไปด้วยสิ่งเหล่านั้น
เมื่อเจ่าไห่มองดูของที่มีอยู่ในตอนนี้ เขาเห็นว่าของบางอย่างเป็นของที่ทุ่งหญ้าต้องการ แม้ว่าบางอย่างจะไม่ได้มีค่าอะไร แต่เจ่าไห่ก็ไม่สนใจฤดูใบไม้ผลิต่อไป พวกเขาจะสามารถขายสิ่งเหล่านี้ให้กัยชนเผ่าได้ การเดินทางครั้งนี้ เขาก็ใช้เรือแค่ 2 ลํานี้แหละ
ขนาดของห้องในเรือนั้นทําให้เจ่าไห่ไม่สามารถแปลงห้องที่เล็กให้เป็นสถานที่หรูหราสําหรับการใช้ชีวิตได้ เขาเปลี่ยนสถานที่จัดเก็บบางอย่าง รวมถึงห้องนั่งเล่นให้เป็นสิ่งที่เขาคิดว่าน่าจะเป็นที่พักที่ดีได้ นี่เองที่ทําให้เถาหยวนเป็นเรือที่หรูที่สุดในจักรวรรดิแห่งนี้
การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่ไปเอาปลาไฟไว้ขึ้นลบนเรือ พวกเขา ยังมีอีกเรื่องที่สําคัญที่พวกเขาต้องการจะทําให้เสร็จ พวกเขาต้องการมุ่งหน้าไปยังส่วนลึกของทะเลและดูดเอาบางส่วนของทะเลเพื่อดูว่ามิติจะได้รับการอัพเกรดไหม?
เจ่าไห่วางเก้าอี้ไว้บนดาดฟ้าของเรือ ขณะที่เขาจิบชา และมองทะเล เนื่องจากเถาหยวนเป็นเรือที่มีเสากระโดงห้าเสามันเคลื่อนที่อย่างมั่นคงบนน้ํา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ต้องกังวลมากนักและสนุกไปกับการล่องเรือในทะเล
ในขณะที่มุ่งหน้าไปยังส่วนลึกของทะเล พวกเขายังต้องการหาเกาะที่ไม่มีคนอาศัยอยู่เพื่อสร้างฐาน เจ่าไห่วางแผนที่จะเอาซอมบี้ออกมาเพื่อป้องกันเกาะ นี่จะทําให้อนาคตของการเดินทาง ทางทะเลสะดวกสบายยิ่งขึ้น
คนอื่นๆจะไม่สามารถสร้างฐานบนเกาะได้ นี่เป็นเพราะพวกเขาจําเป็นต้องพิจารณาสภาพอากาศอาหารสําหรับคนของพวกเขาเช่นเดียวกับน้ําดื่ม เจ่าไห่ไม่จําเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้เพราะเขาจะปล่อยให้ซอมบี้ไปดูแลเกาะเท่านั้น ในเรื่องของพายุพวกซอมบี้นั้นแข็งแกร่งพอที่จะทนได้
แม้ว่าพวกเขาจะอยู่บนเกาะ พวกเขาก็ยังไม่จําเป็นต้องกังวลเพราะพวกเขายังมีมิติอยู่ นอกจากนี้แม้ว่าพวกเขาจะเดินทางในทะเลเป็นเวลาหลายปี พวกเขาก็ยังคงไม่มีปัญหาใดๆ
สิ่งที่เจ่าไห่กังวลคือระยะทางของเกาะไปยังจักรวรรดิอาร์ค เขาต้องการเกาะที่ไม่อาจจะเจอได้ง่ายๆ แต่ก็สามารถมองเห็นได้ดี แต่ก็ยังอยู่ไม่ไกลจากจักรววรดิ
เมื่อพวกเขาออกไปเมแกนต้องการเข้าร่วมกับพวกเขาด้วย แต่สมิทไม่เห็นด้วย นี่เป็นเหตุผลว่าทําไมเมแกนถึงโกรธพ่อของเธอมากในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา
เจ่าไห่ยังไม่ต้องการให้เมแกนมากับพวกเขา เขาไม่ต้องการเปิดเผยความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา ซึ่งคือมิติ หากเมแกนเข้าร่วมกลุ่มของเจ่าไห่ พวกเขาจะไม่สามารถซ่อนตัวอยู่ในมิติได้ เมื่อเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นมา พวกเขาไม่อาจจะให้เมแกนเข้าร่วมกลุ่มได้
ลอร่าวางถ้วยของเธอลงและถอนหายใจพูดว่า “ทะเลสวยมากเมื่อมันสงบ แต่มันก็น่ากลัวมากเมื่อเกิดพายุ โชคดีที่เรามีมิติ ไม่งั้นเราจะไม่สามารถหลบได้ เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา
พวกเราอยู่ในทะเลมาเจ็ดวันแล้ว ไม่กี่วันที่ผ่านมาพวกเขาถูกพายุพัดกระหน่ํา แม้ว่าเถาหยวนจะสามารถทนต่อปัญหาส่วนใหญ่ได้เนื่องจากการสร้างที่แข็งแรง แต่พลังของธรรมชาติไม่ใช่หนึ่งในนั้น ด้วยพายุที่ยิ่งใหญ่หากเจ่าไห่ไม่มีมิติ เถาหยวนจะถูกทําลายเป็นชิ้นๆอย่างแน่นอน พวกเขารอให้พายุผ่านไปในมิติ
หลังจากที่พายุพัดไปแล้วเจ่าไห่ก็เดินทางต่อไป แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้สัมผัสกับพายุโดยตรง พวกเขายังคงหวาดกลัวกับมันเพียงแค่เห็นภาพบนหน้าจอ
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ทะเลเป็นเหมือนอารมณ์หงุดหงิด ถ้าเธอสงบเธอจะต้อนรับเราอย่างอบอุ่นเข้าสู่อ้อมอกของเธอขณะที่เราว่ายน้ํา แต่ถ้าเธอโกรธเธอจะฉีกคุณเป็นชิ้นๆ แต่นี่คือเสน่ห์ของทะเล”
ลอร่าก็เข้าใจ แม้ว่าพวกเขาจะกลัวพายุเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา พวกเขาไม่สามารถปฏิเสธความจริงที่ว่าทะเลสงบนิ่งนั้นสวยงามมาก
ลอร่ามองไปที่เง่าไห่และพูดว่า “พี่ไห่ พี่จะดูดน้ําทะเลบางส่วนเข้ามิติเมื่อไหร่? ฉันอยากจะรู้ว่าเมื่อเข้ามิติแล้วจะเป็นยังไง?”
เรื่องของการตายนั้นสามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีของเจ่าไห่แม้ว่าจะค่อนข้างช้า ถ้านักเวทย์ช่วยผู้คนแน่นอนว่าจะมีบางคนที่เต็มใจรับใช้นักเวทย์ หลังจากความตายเพื่อชําระหนี้ สิ่งนี้อาจทําให้การสร้างซอมบี้ระดับสูงง่ายขึ้น หากมีบางด้านในจิตใจเนื่องจากเจ้าของร่างกายยินดีที่จะกลายเป็นซอมบี้