Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 373 - ความคิดใหม่
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 373 - ความคิดใหม่
จักรพรรดิของจักรวรรดิโรเซ่นไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนัก เห็นได้ชัดว่าคนที่เกลียดกลแห่งความสว่างมากที่สุดไม่ใช่เหล่าราชวงศ์ของพวกเขา แต่กับเป็นตระกูลแคลซี
ตระกูลแคลซีนั้นเป็นตระกูลที่เป็นนักเวทย์แห่งความมืด และพวกเขาก็ยังมีประวิติศาสตร์ที่ยาวนานกับพลังแห่งความมืดอีกด้วย หนึ่งในเป้าหมายที่สําคัญของกิลแห่งความสว่างนั้นก็คือการจัดการกับนักเวทย์แห่งความมืด ถ้ากิลต้องการทําอย่างนั้นจริงๆ ตระกูลแคลซี่คงจะต้องเจอกับอะไรที่เป็นปัญหาใหญ่เลยแหละ
องค์จักรพรรดิหลุยส์เองก็ไม่ได้คิดว่าตระกูลแคลซีจะมีรายชื่อของขุนนางเหล่านี้ ดูเหมือนว่ารายชื่อของขุนนางเหล่านี้จะไม่ใช่ขุนนางที่โดดเด่นอะไรมากนัก แม้ว่าจักรพรรดิจะสังหารคนเหล่านี้ไปทั้งหมด แต่ตระกูลแคลซี่ก็ไม่ได้รับผลประโยชน์จากมันเลย และตอนนี้องค์จักรพรรดิหลุยส์ก็คือว่ารายชื่อเหล่านี้นั้นเป็นรายชื่อจริงๆ
ยิ่งองค์จักรพรรดิหลุยส์เชื่อว่ารายชื่อนั่นเป็นรายชื่อจริงมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งประหลาดใจมากขึ้นเท่านั้น หลุยสย์เองรู้เกี่ยวกับความสามารถของกิลแห่งความสว่าง เขารู้ดีว่าคน 10,000 คนนี้ ไม่ใช่คนกลุ่มเดียวที่มีความซื่อสัตย์ต่อกิลแห่งความสว่างภายในจักรวรรดิของเขา ใครจะไปรู้ว่าจะมีคนอีกมากแค่ไหนที่เป็นคนของกิลแห่งความสว่าง นอกจาก 10,000 คนนี้
หลังจากที่ได้เห็นรายชื่อพวกนั้น หลุยส์ให้ทหารของเขาไปติดตามเพื่อดูคนพวกนั้นทันที
องค์จักรพรรดิเองไม่รู้ว่าคนพวกนี้มาอยู่ที่จักรวรรดิโรเซ่นมานานแค่ไหนแล้ว เขาไม่รู้ด้วยซ้ําว่าจํานวนของคนของกิลมีมากน้อยแค่ไหน สิ่งแรกที่พวกเขาต้องทําเลยก็คือการติดตามคนพวกนั้นไว้ แม้ว่าพวกเขาจะไม่อาจจะจัดการกับพวกเขาได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ควรที่จะจัดการกับหัวหน้าของแต่ละกลุ่มให้ได้ เพื่อไม่ให้ความเชื่อของพวกเขาแพร่กระจายไป
ในเวลาเดียวกันตอนนี้พวกเขาอาจจะรู้แล้วก็ได้ว่าพวกเขาถูกเปิดเผยตัวตนแล้ว พวกเขาก็น่าจะคิดที่จะหนีออกไปจากจักรวรรดิแล้วก็ได้ แต่โชคดีที่องค์จักรพรรดิได้ลงมือทําอย่างรวดเร็วมาก แผนที่พวกเขาวางไว้ก็คงต้องเปลี่ยน
พวกเขาไม่มีเวลาพอที่จะคิดแผนใหม่ขึ้น เนื่องจากองค์จักรพรรดิได้ไปตามจับคนที่มีอยู่ในรายชื่อหลายคนแล้ว เขายังดูอีกว่าใครกันที่ได้ติดต่อกับสายลับและดูว่าพวกเขาเป็นใคร ใช่คนที่มีความเชื่อจากกลแห่งความสว่างหรือไม่?
ในท้ายที่สุดการสืบสวนของพวกเขาพบว่าผู้เชื่อในกิลแห่งความสว่างนั้น ซึ่งหลบซ่อนอยู่และมีมากกว่า 100,000 คน บางคนเพิ่มได้เชื่อ ในขณะที่บางคนเชื่อมานานหลายปีแล้ว และยังมีอีกหลายคนที่ไปช่วยคนที่ถูกจับ แต่ตอนนี้พวกเขาก็ได้ถูกจับไปด้วยแล้ว
การกระทําขององค์จักรพรรดินี้กระจายออกไปทั่ว กิลแห่งความสว่างไม่ได้คิดที่จะทําอะไรมาโดยตลอด แต่พวกเขาก็ยังระวังเกี่ยวกับความเชื่อ เมื่อพวกเขาได้นินจํานวนของคนที่ถูกจับไปเป็นจํานวนมากของจักรวรรดิโรเซ่น เมื่อถูกจับไปแล้วพวกเขาก็ถูกสอบสวนว่าใครบางที่เป็นลูกน้องของพวกเขา และยังมีใครอีกบางที่ยังไม่ถูกจับ
และผลของการสืบสวนของพวกเขาทําให้เกิดผลในดินแดนของพวกเขา สาวกของกิลแห่งความสว่างถูกเจอเป็นจํานวนมาก ในขณะที่อีกไม่กี่คนที่ยังไม่ถูกจับ แต่ดินแดนที่หาพวกเขาไม่เจอเลยก็คือดินแดนของตระกูลแคลซี่ เพราะว่าพวกเขาน่าจะเป็นตระกูลนักเวทย์แห่งความมืด กิลจึงไม่กล้าที่จะส่งคนของพวกเขาเข้าไปอย่างแน่นอน
ในที่สุดเมื่อการนับจํานวนผู้ที่เชื่อในกิลทั้งหมดที่ขุนนางทําให้เชื่อได้ก็ประมาณ 2,000,000 คน ตัวเลขนี้เป็นความคิดของพวกเขามาก
นี่เองที่ทําให้จักรววรดิโรเซ่นทั้งจักรวรรดิรู้สึกเป็นกังวล พวกเขากลั่นกรองผู้เชื่อที่ถูกจับทั้งหมดอย่างละเอียด พวกเขาสังหารสาวกผู้ที่เชื่อในกิลและก็ไม่ได้วางใจกับผู้ที่เพิ่งเข้าร่วม เพียงแค่ให้การลงโทษเบาๆแก่พวกเขา ก่อนที่จะปล่อยพวกเขาไป
โดยปกติแล้วเมื่อพวกเขาไปถามคนเหล่านี้ที่อยู่ในรายชื่อ พวกเขาไม่ได้ทําให้คนอื่นเห็นหรือได้ยินว่าคนเหล่านี้ถูกจับเพราะพวกเขาเชื่อในกิลแห่งความสว่าง เพราะถ้าเป็นคนอื่นพวกเขาก็ต้องการสาเหตุที่ดีจริงๆเพื่อจับตัวไม่ใช่ว่ากันด้วยความเชื่อ
หลังจากเรื่องนี้ ขุนนางแห่งจักรวรรดิกลัวกิลแห่งความสว่างมากขึ้น โดยปกติแล้วพวกเขาไม่ต้องการรุกรานกล พวกเขาไม่ต้องการสร้างรอยแผล แต่ใครจะไปคิดว่าเสือตัวนี้ต้องการทําร้ายพวกเขาจริงๆ! กิลแห่งความสว่างส่งผู้สอนไปยังดินแดนของพวกเขายิ่งไปกว่านั้น พวกเขาไม่ได้ บอกให้เหล่าขุนนางรู้ก่อน เรื่องนี้เองทําให้พวกเขาไม่ค่อยชอบกิล จักรวรรดิโรเซ่นทั้งหมดจึงเริ่ มที่จะต่อต้าน
ขัดขวางคําสอนของกิน โดยปกติการจัดการทั้งนี้เกิดขึ้นในเวลากลางคืน สิ่งนี้ทําให้ตระกูล แคลซี่มีความเกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก ขุนนางต้องการของคําแนะนําจากตระกูลเกี่ยวกับวิธีการจัด การกับกิลแห่งความสว่าง เนื่องจากพวกเขาเป็นว่าดินแดนของตระกูลไม่ได้มีร่องรอยของอิทธิพล ของกลเลย
ขนนางไม่กลัวว่าตระกูลแคลซีจะไม่ให้ความช่วยเหลือพวกเขา นี่เป็นเพราะพวกเขารู้ว่าตระกูลแคลซี่เป็นผู้นําของทุกคนที่ต่อต้านกล และนี่ก็เป็นเหตุผลที่พวกเขาจะไม่แนะนําพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้
ตระกูลแคลซีก็มีความสุขมากกับสถานการณ์ตอนนี้ สําหรับขุนนางจํานวนมากเหล่านี้ เพื่อการต่อต้านกิลมันเป็นไปไม่ได้ที่กิลจะฟื้นพลังของพวกเขาในจักรวรรดิโรเซ่น นี่เป็นสิ่งที่ดีสําหรับตระกูลของพวกเขา
อย่างไรก็ตามตระกูลแคลซี่ที่จริงแล้วไม่มีคําแนะนําที่เป็นรูปธรรมสําหรับขุนนางเหล่านี้ ตระกูลมองว่ากิลแท้จริงแล้วเป็นนักเวทย์ที่ชั่วร้าย ซึ่งมีความไวต่อออร่าของนักเวทย์แห่งแสง ด้วยวิธีการที่เหมาะกับตระกูลคือการให้นักเวทย์แห่งความมืดคอยเฝ้าดูอาณาเขตที่ทําไปก็เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครแอบซ่อนตัวอยู่ที่นั่น
แต่วิธีนี้มันไม่อาจจะใช้ได้กับคนอื่นๆ เช่นเหล่าขุนนาง เนื่องจากไม่ได้มีนักเวทย์มากนักในดินแดนของพวกเขา แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นผลกับตระกูลนักเวทย์แห่งความมืดอย่างแคลซี่เลย
ในท้ายที่สุดสมาชิกระดับสูงของตระกูลจะบอกให้สมาชิกของพวกเขาช่วยแก้ปัญหานี้ ตราบใดที่พวกเขาทําภาระกิจนี้เสร็จ ขุนนางคนอื่นๆจะรู้สึกว่านี่ตระกูลแคลซีนั้นมีบุญคุณต่อพวกเขา นี่เป็นสิ่งที่สําคัญอย่างยิ่งของตระกูลแคลซี
เมื่อสมทได้ถูกขอร้องจากตระกูล เขาไม่สามารถหาทางแก้ไขได้เหมือนกัน เขาจึงไปหาเจ่าไห่และพูดคุยเรื่องนี้กับเจ่าไห่ สมิทรู้ว่าเจ่าไห่มีแผนการที่ดีและมีไอเดียมากที่อยู่ในหัวของเขา เจ่าไห่น่าจะมีทางออกสําหรับปัญหานี้ของตระกูล
เมื่อได้ยินสมิทพูดเกี่ยวกับปัญหาของตระกูล เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “นี่เป็นโอกาสที่ดีเลยที่เราจะเปลี่ยนมุมมองของพลเมืองเกี่ยวกับนักเวทย์แห่งความมืด อันที่จริงถ้าเราต้องการหยุดกิลแห่งความสว่าง เราน่าจะต้องหาคนอื่น ให้มาเห็นด้วยกับพวกเราเสียก่อน”
สมิทมองไปที่เจ่าไห่ด้วยสีหน้าที่ไม่เข้าใจ แน่นอนว่าเขาไม่อาจจะเข้าใจการทําให้คนเชื่อพวกเขาได้ เมื่อมองไปที่สมิท เจ่าไห่ก็ยิ้มและพูดอีกว่า “การชวนคนนั้นมีความสําคัญมาก นี่คือเหตุผลหลักว่าทําไมกิลจึงสามารถกระจายอิทธิพลออกไปได้ไกล เพื่อให้ดูดีกับโลกภายนอก พวกเขาแต่งตัวด้วยชุดสีขาวสนใสและมีรอยยิ้มที่อ่อนโยนตลอดเวลา นี่เป็นก็ทําให้เห็นว่าน่าสนใจแบบหนึ่ง ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทําก็คือ ทําให้ขุนนางประกาสออกไปว่ากลนั้นเป็นคนไม่ดี ทั้งหมดที่กิลแห่งความสว่างทํามาตลอดหลายปีที่ผ่านมานั้น พวกเขามีแผนอะไรบ้างอย่าง ยิ่งไปกว่านั้นการชวนคนแบบนี้เราที่จะทํามันบ่อยๆ นี่คือการเจาะลึกลงไปในจิตใต้สํานึกของผู้คน ความจริงที่ว่ากิลเป็นองค์กรที่น่ากลัว สิ่งนี้จะทําให้พวกเขาไม่อาะวางใจกลแห่งความสว่างได้
ดวงตาของสมิทสว่างขึ้น เพื่อที่จะกระจายอิทธิพลไปทั่วทั้งทวีป ผู้คนที่หลงเชื่อสิ่งที่กิลได้ทํานั้น ไม่ได้มีน้อยเลยและพวกเขาไม่สามารถซ่อนมันได้ การกระทําที่เง่าไห่แนะนําน่าจะสร้างความเสียหายกับกิลได้มากเลยทีเดียว การชวนคนแบบนี้ เรายังสามารถใช้เป็นการสอนด้านลบของกิลได้อีกด้วย
เจ่าไห่ก็ยังพูดตต่ออีกว่า “ตอนนี้โรงเรียนเกือบทั้งหมดในจักรวรรดิอยู่ภายใต้การควบคุมของเหล่าขุนนาง เพื่อใช้ในการสอดแนมพรสรรค์ ทําไมเราไม่ตั้งหลังสูตรในโรงเรียนเหล่านั้นเพื่อสดนด้านลบของกิลแห่งความสว่าง? เด็กมักจะเชื่อในสิ่งที่พวกเขาเรียนรู้จากโรงเรียนมากกว่าสิ่งที่พ่อแม่สอนพวกเขาที่บ้าน ตราบใดที่โรงเรียนให้การสอนแกเด็กๆเกี่ยวกับมุมมองของเราต่อกิล เด็กจะเชื่อว่ากิลไม่ดีกับพวกเขา ดังนั้นเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น พวกเขาจะไม่อาจเชื่อตาสั้นสอนทั้งหมดของกิลได้ มันเป็นไปได้ที่เด็กๆ จะมีอิทธิพลต่อพ่อแม่ของพวกเขา เมื่อให้เวลาเพียงพอกิลจะดูน่ารังเกียจสําหรับผู้ที่อยู่ในจักรวรรดิ
ดวงตาของสมิทสว่างขึ้นเหมือนกับเข้าใจ เขาพยักหน้าให้ความคิดของเจ่าไห่ มันเป็นอะไรที่ดีมากและเป็นไปได้ มันก็คุ้มค่ามากที่จะลอง
เจ่าไห่พูดต่ออีกว่า “เราอาจใช้โอกาสนี้ในการบอกว่านักเวทย์แห่งความมืดเป็นยังไงกับพวกเขา ท่านพี่ น่าจะรู้ด้วยตนเองว่านักเวทย์แห่งความมืดสามารถที่จะรักษาโรคได้ ยิ่งไปกว่านั้น ความรู้ของนักเวทย์แห่งความมืดที่มีต่อร่างกายคนนั้นห่างไกลจากคนที่เป็นนักเวทย์ธรรมดา สิ่งนี้จะช่วยให้นักเวทย์แห่งความมืดสามารถรักษาโรคได้มากขึ้น ในเวลาที่จํากัด มันอาจจะบอกได้แลยว่านักเวทย์แห่งความมืดไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด ยิ่งไปกว่านั้นการรักษาอาการเจ็บป่วย เมื่อเทียบกับนักเวทย์แห่งแสงแล้วนั้น ปัญหาเพียงอย่างเดียวเลยคือนักเวทย์แห่งความมืดไม่ได้ เป็นเหมือนกับคนทั่วไป มันจะทําให้พวกเขาไม่เข้าใจกับสิ่งที่พวกเขาเป็นจริงๆ แต่ด้วยการทําลายอิทธิพลของกิลในจักรวรรดิโรเซ่น มันจะไม่มีคําพูดในทางลบกับนักเวทย์แห่งความมืดอีกต่อไป”
สมทเห็นด้วยกับเจ่าไห่ เขาเข้าใจในสิ่งที่เจ่าไห่กําลังจะบอกเขา เพราะตัวเขาเองคือนักเวทย์แห่งความมืด
เจ่าไห่ก็พูดอีกว่า “รายได้ของคนธรรมดาสามัญในทวีปยุโรปนั้นไม่ได้สูงมาก ดังนั้นเมื่อพวกเราไม่สามารถพบนักเวทย์แห่งแสงที่มีเจตนาที่ดีพวกเขาจะไปหาหมอปรุงยาและราคาของยากสูงมาก เหตุผลที่กิลถูกมองว่าเป็นคนดี เพราะพวกเขาทําให้นักเวทย์แห่งแสงทําการรักษาให้ฟรี แล้วทําไมเราไม่ทําอย่างนั้นบ้างล่ะ เราสามารถให้นักเวทย์ของเราออกไปและรักษาความเจ็บป่วยแก่คนอื่นๆ มันไม่เพียงแต่คนที่ไม่สามารถไปหาหมอได้ แต่ยังเป็นคนธรรมดาที่ต้องการรับการรักษาด้วย นี่จะทําให้ภาพลักษณ์ที่กิลได้ทําไว้ถูกลบออกไป ดังนั้นเมื่อกิลตัดสินใจที่จะปราบปรามพวกเขาอีกครั้ง มันก็ยากที่จะทําเช่นนั้นจริงแบบนั้น”
วิธีการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาในมุมมองของเจ่าไห่ ย้อนกลับไปบนโลก ซึ่งถึงอายุของข้อมูล ผู้คนต่างก็ทําได้จริง เมื่อพูดถึงความเชื่อ แต่ถึงอย่างนั้นความเชื่อก็ยังคงอยู่รอด สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความน่ากลัวของความเชื่อมั่น มีสิทธิที่รอดมาได้เพราะพวกเขาใช้วิธีการสั่งสอนเชิญชวนผู้คน ใครจะรู้ว่าการทําแบบนี้จะเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดที่จะทําให้คนอื่นๆเห็นด้วยกับเรา