Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 371 - ข่าวดี!
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 371 - ข่าวดี!
เหตุผลที่นักเวทย์ที่มาจากกิลมีความคิดที่ต่างกับลออนก็เป็นเพราะว่าพวกเขารู้ถึงพลังของเจ่าไห่!
คนที่เป็นศัตรูของกิลส่วนมากแล้วก็คือนักเวทย์แห่งความมืด และใครกันหล่ะที่เป็นนักเวทย์แห่งความมืดที่พึ่งจะเข้ามามีเรื่องกับกิล มันก็ไม่ต้องคิดอะไรให้มากมายเลย มันก็คือเจ่าไห่ไงหล่ะ!
เจ่าไห่ได้จัดการกับการทํางานของพวกเขาเป็นจํานวนมาก เขายังได้สังหารคนของพวกเขาไปเป็นจํานวนมากอีกด้วย มันทําให้เจ่าไห่เป็นหนึ่งในคนที่ได้รับการยอมรับว่าแข็งแกร่งจากคนในกิลแห่งความสว่าง หน้าตาของเจ่าไห่นั้นได้ถูกติดไว้ในคนที่อันตราย และมันก็ทําให้นักเวทย์เหล่านี้จ่าเจ่าไห่ได้ทันทีเมื่อเห็นหน้าของเจ่าไห่
(จริงๆแล้วคําว่ากลแห่งความสว่างแก้มาจากคริสตจักรนะครับ เพื่อไม่ให้มันดูไม่ดีเลยต้องเปลี่ยนนะครับ)
นักเวทย์ธาตุดินที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มมองเจ่าไห่และพูดว่า “เจ่าไห่ เจ้าปรากฏตัวขึ้นจริงๆด้วย เจ้าตามพวกข้ามาใช่ไหม?”
เจ่าไห่มองไปที่ชายคนที่พูดด้วยรอยยิ้มและพูดว่า “เจ้าก็รู้เรื่องนี้อยู่แล้วหนี แต่ข้าก็ไม่ได้ตามมาเฉยๆหรอกนะ ข้าได้เอาเรื่องนี้ไปบอกกับทุกๆคนแล้ว และก็คนที่คอยช่วยพวกเจ้าบนแผ่นดิน ตอนนี้ทุกคนที่นั่นก็น่าจะถูกไล่ล่าอยู่”
ดวงตาของนักเวทย์คนนั้นดูเหมือนว่าจะเริ่มกลัวเจ่าไห่ ซึ่งมันเห็นได้ชัดเจนมาก คนเหล่านั้นเป็นเหมือนหูตาของกิล และพวกเขาก็ยังเป็นผู้มีอิทธิพลที่กลได้ฝึกฝนมาด้วย ถ้าหากคนพวกนี้เปิดเผยข้อมูลของกิล แผนทั้งหมดที่วางไว้หลายปีมันก็จะพังลงไป
นักเวทย์คนอื่นๆก็มองเจ่าไห่ด้วยสายตาที่เย็นชา พวกเขารู้ดีว่าสิ่งที่เจ่าไห่พูดนั้นหมายถึงอะไร ในเวลาเดียวกันลออนก็ยืนตัวแข็งไปทั้งตัว เขาไม่คิดว่าชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาก็คือเจ่าไห่
เจ่าไห่ไม่ได้ชอบกิลแห่งความสว่างตั้งแต่แรกเริ่มที่เพอร์เซลล์ในจักรวรรดิอาร์ซู ด้วยสถานะของลิออนในฐานะเป็นหัวหน้าคลังสมบัติของจักรวรรดิโรเซ่นที่สูงกว่าอีวาน เขาจะจดจําเรื่องพวกนี้ไว้ แต่ลิออนก็ไม่ได้รู้เลยว่าเจ่าไห่คือใคร
ตอนนี้ก็เห็นได้ชัดว่าเจ่าไห่เองไม่ได้ถูกส่งมาโดยตระกูลแคลซี่ ถ้าหากเจ่าไห่อยู่กับตระกูล ตระกูลแคลซี่คงไม่รอให้เรือออกมาก่อนแน่นอน พวกเขาคงโจมตีทันที
นักเวทย์ที่อยู่กับลออนไม่ได้พูดอะไร แต่เขาก็ตะโกนออกมาว่า “จับเขา!”
เมื่อได้ยินคําสั่งนั่น เจ่าไห่ก็ไม่ได้ตอบสนองอะไร แต่กับหัวและพูดว่า “เจ้าต้องการจับข้างั้นหรอ? มันจะดูน่าอึดอันมาเลยนะ ก่อนอื่นเลยลองดูก่อนว่าพวกเจ้าจะรับมือกับสิ่งเหล่านี้ได้ไหมดีกว่า” จากนั้นเจ่าไห่ก็โบกมือและก็มีซอมบี้จํานวนมากปรากฏขึ้นมาบนเรือ
ในบรรดาซอมบี้ที่เจ่าไห่ปล่อยออกมานั้นก็มีนักเวทย์จํานวนมากอยู่ในนั้นด้วย พลังของนักเวทย์ที่เป็นซอมบี้เหล่านี้นั้นไม่ได้ต่าจากตอนที่เป็นคนธรรมดาเลยแม้แต่น้อย
ตอนนี้สิ่งที่ทําให้นักเวทย์จากกิลโกรธเจ่าไห่มากที่สุดก็คือเจ่าไห่ใช้นักเวทย์แห่งแสงที่ทําให้ กลายเป็นซอมบี้มาเพื่อจัดการกับพวกเขา
แม้ว่านักเวทย์เหล่านี้ที่เจ่าไห่เรียกออกมานั้นจะเทียบเท่ากับนักเวทย์ผู้มีพลังระดับ 7 เท่านั้น แต่ก็มีจํานวนไม่น้อยกว่า 20 ตัว มันก็เพียงพอแล้วที่จะจัดการกับนักเวทย์ระดับ 6 ทั้ง 6 คน
เจ่าไห่ไม่ได้เรียกมาแค่นักเวทย์เท่านั้น เจ่าไห่ยังได้ปล่อยซอมบี้ที่เป็นนักรบจํานวนมากออกมาอีกด้วย ในพริบตาเดียวซอมบี้ที่เจ่าไห่ปล่อยออกมาก็ต่อสู้กับลูกเรือของเรือโพไซดอน ไม่มีที่ที่จะให้เหล่านี้ลูกได้วิ่งหนีเลย
หลังจากที่ได้เรียกซอมบี้แล้ว จู่ๆเจ่าไห่ก็หายไปจากเรือ ทําให้นักเวทย์เหล่านั้นหาเจ่าไห่ไม่เจอ ซอมบี้เหล่านั้นถึงชิ้นส่วนของร่างกายของพวกเขาทันทีและฉีกมันออกก่อนที่จะโยนลงไปในทะเล
นักเวทย์เหล่านี้ทุกคนมีพลังแห่งแสง พลังนี้จะถูกใช้เพื่อจัดการกับนักเวทย์แห่งความมืด พวกเขารู้ว่าอุปสรรคของพวกเขาตอนนี้ก็คือการช่วยชีวิตของลิออน ตระกูลแคลซี่ ซึ่งเป็นตระกูลนักเวทย์แห่งความมืดเพื่อเพิ่มโอกาสในการประสบความสําเร็จพวกเขาจึงใช้พลังแห่งแสง แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็ไม่ได้คิดว่าจะได้ใช้พลังนี้เมื่อขึ้นเรือมาแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่สามารถใช้มันได้เพราะคัมภีร์ถูกเหล่าซอมบี้ที่เท่าไห่เรียกออกมาฉีกขาดไปด้วย และก็ดูเหมือนว่าเหล่าซอมบี้เหล่านี้ จะไม่เป็นอะไรและก็ยังโจมตีต่ออย่างเมามัน
ตอนนี้ความจริงที่พวกเขาคิดได้ก็คือว่า เรือนี่เป็นเรือบรรทุกสินค้า เนื่องจากที่นี่เป็นมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ลูกเรือเหล่านี้อาจจะกลายเป็นโจรสลัดได้ แต่ความสามารถในการต่อสู้ของพวกเขาก็ไม่ได้ต่ำ พวกเขายังคงสามารถต่อสู้ได้ในระดับหนึ่ง
แต่ก็น่าเสียดายที่พวกลูกเรือไม่อาจจะทนได้นาน พวกเขาไม่คิดว่าซอมบี้ที่เจ่าไห่เรียกมานั้นจะมีความสามารถในการต่อสู้ขนาดนี้ ซอมบี้แต่ละตัวนั้นมีพลังพอๆกับเทพผู้มีพลังระดับ 7 ยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนว่าซอมบี้เหล่านี้จะไม่กลัวบาดเจ็บเลยและก็ไม่กลัวตายด้วย
เวลาของการต่อสู้นั้นผ่านไปได้แค่ 1 ชั่งโมงไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นในเหลืออยู่บนเรือเลย แม้ว่าลีออนจะถูกสังหารไป แต่เจ่าไห่ก็ไม่ได้ทําให้เขากลายเป็นซอมบี้ แต่เจ่าไห่ก็ได้ตัดหัวของล็ออนและลูกชายของเขาไป
ลูกชายของล็ออนมีชื่อเสียงมากในจักรวรรดิโรเซ่น เขายังถูกเรียกว่าเป็นเทพแห่งการต่อสู้อีกด้วย เขาอายุเพียงแค่ 20 ปีเท่านั้น แต่เขาก็ได้เป็นเทพผู้มีพลังระดับ 7 แล้วเขาก็ยังเป็นคนที่น่ากลัวอีกด้วย แต่มันก็น่าเสียดายที่ตอนนี้เขาได้ตายไปแล้ว
เจ่าไห่ไม่ได้อ่อนข้อให้กับศัตรูของเขา หลังจากที่เขาได้สังหารทุกคนบนเรือแล้ว เขาก็เปลี่ยนให้ลูกเรือกลายเป็นซอมบี้ ก่อนที่จะเอาเรือเข้าไปในมิติ และเจ่าไห่เองก็ไม่ลืมที่จะถอดแหวนของลีออนมาด้วย
ภายในแหวนวงนั้นมีของมีค่าทั้งหมดของลิออน ซึ่งก็มีเหรียญทองหลาย 10,000,000 เหรียญรวมอยู่ด้วย เมื่อรวมกับของชิ้นอื่นๆ ก็ดูเหมือนว่ามันจะมีมูลค่ามหาศาลเลยที่เดียว
เจ่าไห่รู้สึกตกใจกับจํานวนของมัน แต่มันก็ทําให้เขามีความสุขมากด้วยเงินจํานวนนี้การพัฒนาแดนทมิฬมันก็จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
หลังจากที่จัดการทุกอย่างแล้ว เจ่าไห่ก็กลับไปที่มิติทันที และเตรียมรายชื่อของทุกคนที่ช่วยเหลือลออน
ชื่อคน 10,000 คนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเขียนมัน โชคดีที่เจ่าไห่ได้เขียนสิ่งเหล่านี้ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา เขาจึงเหลือเพียงไม่กี่ชื่อเท่านั้นที่จะต้องเขียนลงไป หลังจากหมอกดําหายไป เจ่าไห่ก็ได้เขียนชื่อของคนทั้งหมดจนเสร็จ เขาถอนหายใจและก็พูดว่า “ในที่สุด!”
สมิทได้ตามหาลิออนมานานสองสามวันที่ผ่านมา เขายังไม่อาจจะจับลออนได้ ถ้าเขาไม่อาจจะจับลิออนได้มันก็หมายความว่าความสามารถของเขานั้นไม่มี สมิทไม่ได้สนของมีค่าของลิออน เลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดก็คือตัวของลิออน ที่ได้ทําร้ายลูกสาวคนเดียวของเขา ถ้าสมิทไม่อาจจะจัดการกับล็ออนได้ตระกูลของเขาก็จะเสียหน้ามาก หากพวกเขาไม่อาจจะรักษาศักดิ์ศรีของพวกเขาไว้ได้ มันก็จะเป็นที่น่าหัวเราะของตระกูลทุกตระกูลในทวีปนี้
ในตอนนี้เสียงของฟิลก็ดังขึ้นมา “นายท่าน นายน้อยเจ๋าไห่มาหา ให้มาพบเลยหรือไม่?”
เมื่อได้ยินคําพูดของฟิลทําให้สมิทมองด้วยความสับสน นั่นเป็นเพราะเจ่าไห่ไม่ได้มาหาพวกเขาในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา เจ่าไห่เอาแต่อยู่ที่ลานพลัมตลอดเวลา สมิทไม่รู้ว่าทําไมเจ่าไห่ ถึงมาที่นี่ในวันนี้ แต่เขาก็ยังพูดว่า “เชิญเจ่าไห่เข้ามา
หลังจากที่เขาพูดจบ เจ่าไห่ก็ผลักประตูเปิดออกและเข้ามาข้างใน เมื่อเข้ามาในห้องแล้ว เจ่าไห่คํานับสมิทและก็พูดว่า “พี่สมิท พี่โอเคหรือไม่? พี่กําลังทําอะไรอยู่งั้นหรอ?”
สมทฝืนยิ้มแล้วพูดว่า “น้องชายนายเป็นห่วงฉันสินะ ตอนนี้ฉันกําลังยุ่งอยู่กับสิ่งอื่นๆอยู่เลย แต่การจับตัวลออนทําให้ฉันไม่อาจจะกินและนอนหลับได้เลย”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “พี่ชายฉันมีข่าวดีมาบอก ฉันได้ให้ยานอนหลับพี่ไปแล้ว ฉันเชื่อว่าถ้าพี่ดูสิ่งเหล่านี้ความอยากอาหารของพี่และการที่พี่จะนอนหลับจะกลับมาแน่นอน” จากนั้นเจ่าไห่ก็โบกมือของเขา มีกระเป๋าปรากฏบนพื้น กระเป๋านั้นทําจากหนังและก็มีเลือดติดอยู่รอบๆกระเป๋าด้วย สมิทมองไปที่กระเป๋านั่น จากรูปทรงที่เห็นดูเหมือนกับหัวของคน สมิทหันไปหาฟิลและพยักหน้าฟิลก้าวไปที่กระเป๋าทันทีและค่อยๆเปิดกระเป๋าใบนั้น
ภายในกระเป๋านั้นมีหัวคนอยู่สองหัว ฟิลคิดได้ทันทีเลยว่าน่าจะเป็นหัวของลิออนและลูกชายของเขา สมิทที่เห็นหัวของทั้งสอง เขารีบหันไปมองเท่าไห่ทันที
เจ่าไห่พูดอย่างใจเย็นว่า “ตอนนั้นที่ลออนหนีไปได้ เพราะมีคนช่วยเหลือเขา โชคดีที่ฉันอยู่ด้วย พวกเขาถูกจัดการแล้ว และในหนังสือเล่มนี้ก็เป็นชื่อของคนที่ให้ความช่วยเหลือแก่ลิออน ยังไงก็เถอะฉันขอมอบชื่อเหล่านี้ให้กับพี่สมิทเลยแล้วกัน แต่ฉันต้องขอเก็บเงินทั้งหมดของลีออนไว้ ตอนนี้ดินแดนของฉันยังคงต้องการที่จะใช้เงินเป็นจํานวนมาก ฉันขอไม่เกรงใจแล้วกัน”
สมิทมองไปที่เจ่าไห่และหัวเราะ “ดี! น้องไห่พี่คิดว่า พี่ดูนายต่าไปจริงๆ! ไปพักผ่อนเถอะ เงินนั้นเป็นของนายทั้งหมดเลย และจะไม่มีใครกล้าเอาเงินไปจากนาย ฉันต้องขอบคุณนายจริงๆ ถ้าไม่มีนายฉันคิดว่าตระกูลของฉันต้องขายขี้หน้าแน่นอน เออ..ฉันต้องบอกตระกูลเซี่เกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะเรื่องนี้พวกเขาก็ต้องได้รู้เหมือนกัน”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “นั่นมันก็คือสิ่งที่พี่ต้องทํามัน มันไม่ใช่เรื่องของฉันเลย พี่จะต้องจัดการกับผลของเรื่องนี้ ฉันจะกลับไปพักผ่อนแล้ว”
สมิทพยักหน้าและพูดว่า “ไม่มีปัญหาเลย นายกลับไปพักผ่อนเถอะ ที่เหลือเดียวฉันจะจัดการเอง”
เจ่าไห่พยักหน้าและค่อยหันหน้าไปช้าๆ ฟิลถามสมิทว่า “นายท่าน ท่านคิดว่านายน้อยเจ่าไห่สังหารลออนได้จริงๆหรือเปล่า? เราก็ไม่ได้เห็นเขาออกไปจากบ้าน และเขาไม่ได้อยู่ในสวนงั้นหรอ?”
สมิทยิ้มและพูดว่า “เจ่าไห่ต้องเป็นกังวลหรอก อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ได้รับการแก้ไขแล้ว ฟิล เจ้าต้องจําไว้ว่า เจ้าต้องไม่งัดความลับของคนอย่างเจ่าไห่ ไม่งั้นเขาจะไม่ทําดีกับเจ้าแน่นอนไป และเอาหัวส่งไปที่ตระกูล ระหว่างทางไปบอกกับตระกูลเซี่ด้วย” ฟิลพยักหน้าขณะที่เขาจัดการกับหัวทั้งสองและหันหลังไป
สมิทเอาหนังสือที่เจ่าไห่วางไว้บนโต๊ะขึ้นมา เขาเปิดมันและดูรายชื่อทั้งหมด ตอนแรกเขาแค่อ่านไปเรื่อยๆ แต่สิ่งที่เขารู้หลังจากนั้นทําให้เขาประหลาดใจมากขึ้นเรื่อยๆ
รายชื่อในหนังสือเล่มนี้เป็นคนที่ช่วยลออน ชื่อเหล่านี้เป็นคนที่ทํางานในตระกูลทุกชื่อถูกเขียนไว้ชัดเจนมาก และสิ่งที่สําคัญที่สุดคือคนพวกเขานี้เป็นสายลับของกิลแห่งความสว่าง!!
เมื่อดูจํานวนชื่อที่ถูกเขียนทําให้สมิทรู้สึกปวดหัวมากเหมือนว่ามันกําลังจะระเบิด เขาไม่เคยคิดว่าเหตุการณ์นี้จะเกี่ยวข้องกับกิลแห่งความสว่าง มันทําให้สมทประหลาดใจมากๆ
หลังจากที่ดูไปสองหน้าแล้ว สมิทไม่สามารถหยุดได้ เขาตะโกนเสียดังทันที “ใครก็ได้มาที่นี่หน่อย!!”
ฟิลรีบวิ่งเข้ามาจากข้างนอกทันที ฟิลคิดว่าตอนนี้เขาจะต้องทําทุกอย่างให้กับสมิท เพื่อที่จะไม่ให้คนอื่นที่อาจจะคิดไม่ดีต่อสมิททํางานได้
เมื่อได้ยินเสียงของสมิทฟิลก็รีบเข้ามาทันที เขาคํานับสมิทและพูดว่า “นายท่าน มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าขอรับ?”
สมิทพูดเสียงดึง “เจ้าไปเชิญเจ่าไห่มาที่นี่เดี๋ยวนี้!” ฟิลไม่รู้ว่าสมิทต้องการจะทําอะไร แต่เขาก็ทําตามทันทีและวิ่งออกไป
ในตอนนี้เจ่าไห่ก็เพิ่งมาถึงที่ลานพลัมหวาน น่าแปลกที่ลอร่ากับคนอื่นไม่ได้ออกไปข้างนอก ในวันนี้ พวกผู้หญิงกําลังมีงานเลี้ยงน้ําชาอยู่ในห้องนั่งเล่นของลาน มีกองของว่างอยู่บนโต๊ะ พวกเธอแต่ละคนถือแก้วไวน์ พวกเธอคุยกันในขณะที่กินของว่างไปด้วย
เจ่าไห่ไม่ต้องการรบกวนพวกเธอ ขณะที่เขากําลังมุ่งหน้าไปยังห้องของตัวเอง ฟิลก็มาถึง ฟิลรีบเข้ามาเรียกเจ่าไห่ทันทีและพูดว่า “นายน้อยเจ่าไห่ ราชาต้องการพบขอรับ”
เจ่าไห่มองด้วยความสับสน แต่เขาก็เข้าใจทันทีว่าทําไมสมิทถึงต้องการให้เขากลับไป เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “เอาละ ไปกันเถอะ” จากนั้นเจ่าไห่และฟิลก็กลับไปที่ห้องทํางานของสมิท
เมื่อเขาไปในห้องเจ่าไห่เห็นสมิทเดินเป็นวงกลมอยู่ เมื่อเห็นว่าเจ่าไห่มาถึงใบหน้า สมิทก็หันมาหาเจ่าไห่และพูดว่า “น้องไห่ รายชื่อที่ฉันเห็นพวกนี้เป็นของจริงงั้นหรอ?”
เจ่าไห่มองอยู่ครู่นึ่งก่อนที่เขาจะพยักหน้าและพูดว่า “แน่นอน มันเป็นของจริง ฉันจะไม่หลอกพี่ในเรื่องนี้ เมื่อพวกเขาเห็นเสื้อผ้าของฉัน พวกเขาจะจําได้ทันที ฉันยังเอามันกลับมาด้วย คนที่หนีไป” จากนั้นเจ่าไห่ก็เรียกซอมบี้ออกมา และให้ซอมบี้แนะนําตัวเอง เขาเป็นผลงานของกิลแห่งความสว่าง แต่เนื่องจากเขาเป็นนักเวทย์ผู้มีพลังระดับ 8 เขาจึงล้มเหลว
อย่างไรก็ตามสมิทสังเกตเห็นค่าพูดของเจ่าไห่ เมื่อเขาจัดการนักเวทย์ สมิทมองเจ่าไห่และพูดว่า “น้องชาย เจ่าไห่สังหารลิออนด้วยเรื่องส่วยตัวหรือไม่?”
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “จริงๆแล้วฉันไม่ได้เป็นแค่นักเวทย์แห่งความมืด ฉันยังสามารถใช้ แสง น้ํา ไฟ ลมและมิติได้ พี่ไม่ได้รู้เรื่องจากเบลล์ใช่ไหม ฉันไม่สามารถถือได้ว่าเป็นนักเวทย์แห่งความมืด มันเหมาะสมกว่าที่จะเรียกฉันว่านักเวทย์ผู้มีพลังที่ต่างกัน ในบรรดาความสามารถที่ต่างกันของฉันคือสิ่งที่เกี่ยวข้างกับมิติ แต่มันไม่สามารถใช้ในการโจมตีได้ มันทําได้แค่เก็บสิ่งต่างๆไว้ภายในเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นฉันยัมีสัตว์เวทย์อีกด้วย พวกมันน่ากลัวมาก พวกมันสามารถบรรทุกคนได้ เมื่อพวกเขาบินได้ ฉันใช้สัตว์เวทย์ในการไล่ล่าลิออน”
สมิทเชื่อคําพูดของเจ่าไห่ เมื่อเปรียบเทียบกับนักเวทย์แห่งความมืดแล้ว นักเวทย์ผู้มีพลังต่างกันนั้นลึกลับและหายากมากกว่า เมื่อเจ่าไห่พูดว่าเขาเป็นนักเวทย์ผู้มีพลังต่างกัน สมิทจึงเลือกที่จะเชื่อเขา
สําหรับสัตว์ในจินตนาการเบลล์ได้บอกเขาเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น เขาจึงไม่แปลกใจอะไรมากนัก
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ บ้าย…บาย
Darkness
😍😍😍👍👍👍