Almighty Coach – โค้ชอหังการ - ตอนที่ 146
ณ ค่ายฝึกตำรวจ
ถึงแม้ว่านี้จะเป็นวันแรกของการฝึก แต่โค้ชทุกคนก็เริ่มทำทุกอย่างที่พวกเขาทำได้เพื่อช่วยตำนวจที่มาฝึกด้วย มันมีเวลาแค่10วันเท่านั้นในการฝึก ดั่งนั้น ทุกวินาทีจึงมีค่า แม้แต่คนที่เข้ามาด้วยเส้นสายยังจริงจังกับเรื่องนี้ ไม่มีใครอยากโดนคัดออก
ผู้ฝึกทุกคนที่มาฝึกเป็นนายตำรวจ และเป็นส่วนหนึ่งงานความมั่นคงแห่งชาติ ตำรวจทุกคนเลยมีความสามารถที่แตกต่างไปจากนักกีฬา อีกอย่าง สถานที่ฝึกก็เป็นค่ายฝึกตำรวจด้วยบรรยากาศมันเลยตึงเครียดพอสมควร
ฉวงซูฉีไม่ชอบบรรยากาศเเบบนี้ มันตึงเครียดเกินไปสำหรับเขา เเต่เขาก็ต้องรับมันให้ได้ เพราะว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ฮั่วจิงที่นี้ไม่ใช่ทีมกีฬาเยาวชนเขตฮั่นเบ ลุงของเขาไม่มาสามารถมาช่วยอะไรเขาได้อีกเเล้ว เขาต้องพยายามทุกอย่างด้วยตัวเอง
ไม่ว่าเขาจะไม่ชอบที่นี้ซักเท่าไร เเต่เขาก็ยังคงต้องฝึกตำรวจต่อไป ฉวงซูฉีไม่อยากโดนไล่ออกมาโดยทีมชาติ เขาทุ่มเททุกอย่างที่เขามีให้กับการฝึกครั้งนี้ เขาไม่เคยฝึกหนักขนาดนี้มาก่อน ในขณะเดียวกันฉวงก็ต้องคอยสังเกตุหลี่ไต้ไปด้วย
ฉวงซูฉีนั้นมองดูการฝึกของหลี่ไต้ ถึงเเม้เขาจะพยายามหาเรื่องสร้างปัญหาให้หลี่ไต้ตลอด เเต่เขาก็ต้องยอมรับว่าหลี่ไต้เป็นผู้ฝึกที่ยอดเยี่ยมคนนึงเเล้วก็เก่งกว่าเขามากด้วย ฉวงซูฉีเองก็รู้สึกได้ว่าถ้ามองจากความสามารถของหลี่ไต้แล้ว เขาก็สามารถไปเป็นท๊อป30คนได้แน่ๆ
แล้วหลี่ไต้ไปไหนซะหล่ะ! ฉันเห็นเขาเมื่อเช้าแต่ตอนเที่ยงก็หายไปไหนก็ไม่รู้.. ฉวงซูฉีมองไปรอบๆแต่ก็ยังไม่เห็นหลี่ไต้
แล้วเมื่อการฝึกของวันแรกจบลง ฉวงซูฉีก็ยังคงไม่เห็นหลี่ไต้
ถึงเวลาข้าวเย็นแล้ว ฉวงซูฉีก็รวมตัวกับโค้ชคนอื่นๆในโรงอาหารทุกคนนั้นต่างมาจากต่างแห่งต่างที่กันจากทั่วประเทศ ทุกคนนั้นต่างพูดกันด้วยเรื่องราวที่ต่างกันออกไป สร้างบรรยากาศครึกครื้นให้กับโรงอาหารน่าดู
“ได้ยินเรื่องนี้รึเปล่า ? เมื่อเช้ามีตำรวจคนนึงขาแพลงระหว่างการฝึกแล้วไปโรงพยาบาลตั้งแต่เที่ยงอะ”
“หยา ต้องเจ็บมากแน่ๆเลย ถ้าบวมเฉยๆโค้ชคงจัดการเองได้ด้วยการนวดกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ ถ้าเขาเข้าโรงบาลอย่างงั้นแสดงว่าคงหนักเอาเรื่องเลยละ!”
“โค้ชคนไหนที่ดวงซวยขนาดนั้นเนี่ย? ค่าโรงพยาบาลทั้งวันเนี่ยไม่ใช่น้อยเลยนะ แถมยังใช้เวลาวันแรกไปแบบเปล่าประโยชน์ด้วย เรามีเวลาฝึกแค่10วันเองนะ แล้วเขาก็เสียไป1ฟรีๆแล้วด้วย!”
อีกอย่างถ้าผู้ฝึกของเขาเจ็บหนักจริงๆ เขาก็ต้องพักอีกหลายวันเลยละ มันจะเสียเวลาไปมากกว่าเดิมนะ
“ฉันว่าเราน่าจะเห็นความต่างกันแล้วละหลังจาก1อาทิตย์แรก แต่ดูเหมือนว่าจะมีคนนึงที่รั้งท้ายตั้งแต่วันแรกเลยนี้เนอะ!”
เรารีบลัดเอาผลลัพท์มาไม่ได้หรอก เราต้องทำเป็นขั้นเป็นตอน เวลาเรามีอย่างจำกัดก็จริงแต่ว่าเราก็อัดการฝึกให้กับคนฝึกไม่ได้อยู่ดี ไม่งั้นผู้ฝึกของเราจะเจ็บได้ ผลเสียมันมีมากกว่าเยอะเลย”
ทุกๆคนพยักหน้า หลายๆคนเห็นว่าเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์
ฉวงซูฉีฟังสถานการณ์นั้นอย่างตั้งใจ เขารู้ว่าหลี่ไต้หายไปในช่วงตอนเที่ยง เขาเลยถาม “รู้รึเปล่าว่าเป็นโค้ชจากไหน?”
“ไม่แน่ใจซิ แต่เขาก็ยังหนุ่มนะ ฉันได้ยินมาว่าเขาอายุแค่24-25ปีเอง”ใครซักคนพูด
“บางคนเรียกเขาว่าโค้ชหลี่ แต่ฉันก็ไม่ได้มั่นใจหรอกว่านั้นนามสกุลหรือชื่อเขา?”อีกคนนึงเสริม
24-25ปี มีชื่อหลี่ แน่นอนละว่าฉวงซูฉีมั่นใจได้เลยว่าพวกเขากำลังพูดถึงหลี่ไต้กันอยู่ เขาก็มีความสุขสุดๆเลย
อาฮ้า หลี่ไต้! ไม่คิดเลยว่าแกจะมีวันแบบนี้ด้วยนะเนี่ย เหอะ เวลาช่วยเดินไปไวๆหน่อยดิ ฉันอยากเห็นหน้ามันในวันที่มันโดนเตะออกไปแล้ว
…
ในคลินิกนั้น ผู้เชี่ยวชาญหนุ่มอายุประมาณ40กำลังจัดแว่นตาของเขาแล้วมองไปที่ผลCTในมือ
ปรกติแล้วคนที่อายุ40ที่นั้นส่วนมากจะกลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญในสายงานของพวกเขาอย่างเช่น การตลาด การเงิน วิศวะ อื่นๆ สำหรับคนอายุ40นั้นส่วนมากจะกลายมาเป็นผู้จัดการในตำแหน่งสูงๆ อย่างในรัฐบาล บางคนอาจจะโชคดีมากพอที่จะได้ไปเป็นรองผู้จัดการตอนที่อายุประมาณ40กว่าๆนี้
แต่สำหรับหมอนั้น หมออายุ40นั้นก็ยังถือว่าเป็น”ผู้เชี่ยวชาญหนุ่ม”อยู่ เพราะว่าการสร้างหมอขึ้นมาคนนึงนั้นใช้เวลานาน จนทำให้หมอที่อายุ30ยังคงเป็นได้แค่คนจดประวัติทางการแพทย์ให้คนไข้อยู่เลย การที่จะทำหน้าที่เป็นหมอเต็มตัวได้นั้น ต้องอย่างน้อยอายุ32 แล้วในโรงพยาบาลใหญ่ๆนั้น หมอที่อายุน้อยกว่า35ปี ไม่มีทางได้นั่งเก้าอี้ตรวจด้วยซ้ำ
ผู้เชี่ยวชาญหนุ่มคนนั้นวางแผ่นCTลงแล้วหันกลับมาบอกว่า “จากผลที่ตรวจมา ขาคุณไม่ได้เป็นอะไรแล้วนะครับ!”
“ไม่ได้เป็นอะไร?”หลินฉงงงแตก แต่หลี่ไต้ทำหน้าเหนือทันที
“เป็นใปไม่ได้ ผมไปหาผู้เชี่ยวชาญมาตั้งหลายคน พวกเขาก็เห็นตรงกันว่าขาผมพิการแล้วรักษาไม่ได้”
“พิการเหรอครับ?”ผู้เชี่ยวชาญหนุ่มส่ายหัว “ขาของคุณไม่ได้พิการเลยครับ ผลCTแสกนของคุณเห็นได้ชัดเจนเลยครับว่าขาคุณดูดีทีเดียว หรือจะให้พูดง่ายๆ ว่าขาของคุณหายดีแล้วครับ มันไม่มีผลข้างเคียงอะไรแล้ว”หมอพูดด้วยความซื่อตรงและแน่ใจ
“มัน…มันอาจจะผิดพลาดก็ได้นะครับ?”หลินฉงพูดเบาๆ
ด้วยความเป็นหมอ ส่วนมากก็เคยถูกคนป่วยระแวงอยู่แล้ว เขาเลยไม่หงุดหงิดอะไรกับคำถามของหลินฉง แต่ตอบกลับไปว่า “การวินิจฉัยโรคของผมนั้นมันเทียบตามผลCTนี้ ผมบอกตามที่ผมเห็น ถ้าคุณสงสัยในความแม่นยำของผม ลองให้หมอคนอื่นตรวจก็ได้นะครับ”
“ไม่ครับไม่ เราเชื่อคุณครับ ขอบคุณมากครับหมอ!”หลี่ไต้ขอบคุณหมอแล้วลากหลินฉงออกมาทันที
หลังจากเดินออกมา หลี่ได้ถาม “อยากจะไปเช็กกับหมอคนอื่นอีกไหม?”
“แน่นอนซิ เปลี่ยนโรงพยาบาลแล้วก็เปลี่ยนหมอด้วย ลองดูว่าเขาจะบอกว่าไง!”หลินฉงพยักหน้า เขายังคงเชื่อว่าขาเขานั้นเดี้ยงอยู่ ถึงแม้ว่าหมอจะบอกเขาไปว่าเขาโอเคแล้ว แต่เขาก็ยังคงไม่ยอมรับความจริงอยู่ดี
ในเมื่อครั้งแรกพวกเขาไปหมอที่รู้จักเพื่อความรวดเร็ว จากนั้นก็ไปถามหมอเฉพาะทางคนใหม่เพื่อให้เขาดูแผ่นCTให้ แต่ถึงกระนั้น หมอคนใหม่ก็ยังบอกเหมือนเดิมเลย ว่าในฐานะของผู้เชี่ยวชาญแล้ส จากที่เขาเห็นแผ่นCTแล้วขาของหลินฉงโอเคดีแล้ว
“มันนจะไปเป็นไปได้ยังไง! เมื่อหลายปีก่อนฉันยังไปตรวจแล้วทุกหมอก็บอกฉันว่าฉันพิการถาวรไปแล้วเหมือนกันหมด แล้วทำไมวันนี้ทุกคนบอกว่าขาฉันโอเคแล้วละ? นี้ฉันไม่ได้รับการรักษาอะไรเลยมาหลายปีแล้วนะ ขาฉันรักษาตัวเองได้รึไงเนี่ย?”หลินฉงงงงวย
หลี่ไต้ถามเพื่อเช็ค “อาจจะเป็นไปได้รึเปล่าว่านายได้แผ่นCTมาผิดใบ? เมื่อปีก่อนตอนที่นายไปตรวจ นายอาจจะได้แผ่นCTมาผิดใบก็ได้ มันอาจจะเป็นของคนอื่นก็ได้มะ?
ดวงตาของหลินฉงส่องประกายขึ้น เขารู้สึกว่าที่หลี่ไต้พูดนั้นมันเข้าท่า
“โค้ชหลี่ ฉันจะกลับบ้านไปเอาแผ่นCTเดิมนะ”หลินฉงพูด
“ไม่มีปัญหา เดี๋ยวฉันไปกับนายด้วย”หลี่ไต้เดินกลับไปที่บ้านพร้อมกับหลินฉง
หลินฉงก็เจอแผ่นCTเดิม จากนั้นก็นำแผ่นCT2แผ่นนี้กลับไปที่โรงพยาบาล ส่วนมากหมอออกเวรหมดแล้ว และคลินิกก็ปิดหมดแล้ว แต่เพราะเส้นสายของเขา หลินฉงสามารถตรงไปที่วอร์ดผ่าตัดได้โดยตรงแล้วก็เข้าไปหารองผู้จัดการที่ยังอยู่เวรอยู่
“พวกนี้เป็นแผ่นCTของคน2คนนี้”หมอพูดอย่างมั่นใจแล้วชี้ไปที่จุดในแผ่นCT “เห็นไหม กระดูก2แผ่นนี้มันอยู่ตำแหน่งเดียวกันก็จริง แต่มันมีทั้งขนาดและรูปร่างที่ต่างกัน ไม่ใช่แค่ตรงนั้นนะ ตรงนี้ด้วย และนี้ และก็นี้ แผ่นCTนี้มันเป็นของคนละคนกันอย่างแน่นอน!”
“….งั้นอันไหนที่มันเป็นแผ่นCTของฉันจริงๆกันละ?”หลินฉงถาม
หมอมองหลินฉง แล้วพูด “แล้วผมจะไปบอกได้ไงละว่าอันไหนมันเป็นของคุณ!” หมออธิบายต่อ “ตามกฎของประเทศแล้ว ทางโรงพยาบาลต้องจัดเก็บประวัติของคนป่วยเอาไว้อย่างน้อย15ปี ในขณะที่ทะเบียนของผู้ป่วยที่หายแล้วนั้นจะเก็บไว้นานถึง30ปี คุณลองกลับไปที่โรงพยาบาลที่คุณเคยตรวจCTนะ แล้วไปที่ห้องทะเบียนเพื่อไปเช็กประวัติดู”