Almighty Coach – โค้ชอหังการ - ตอนที่ 144
หลังจากที่หลินฉงเปิดเเผลให้หลี่ไต้ดูดดล้ว เขาก็พับขากางเกงลงมาปิดทันที เขากังวลว่าจะมีใครสังเกตุเห็นรอยเเผลเป็นน่ากลัวของเขา
เขาหายใจเข้าลึกๆ เเล้วเงียบซักพัก ก่อนที่จะพูด “ฉันเคยทำงานอยู่หน่วยปราบปรามยาเสพติด ทำงานอยู่ที่เมืองชายเเดนตอนใต้ของประเทศ เเล้วฉันก็เป็นสายสืบราชการลับเเฝงตัวอยู่กับพวกเเก๊งค้ายา”
หลี่ไต้นึกถึงภาพคนถึกในทีวีถือปืนกลมือเเฝงตัวอยู่ในองค์กรลับของเเก๊งค้ายา หน่วยสืบราชการลับมักจะดูตึงเครียดเเล้วก็ดุดุหน่อยเหมือนทอมครูซในMI หนังสายลับชื่อดัง เเต่พอมองหลินฉงเเล้ว หลี่ไต้ก็สบัดความคิดภาพฝันในหัวออกจนเกลี้ยง เพราะดูจากสภาพร่างกายกับลุครวมถึงอารมณ์ของหลินฉงเเล้ว เขาดู..ธรรมดาเกินไป เขาไม่ได้ดูเข้มหรือดุดันอะไรเหมือนในหนังในละครเลย
สิ่งที่หลี่ไต้ไม่รู้คือเอาจริงๆเเล้วการคัดเลือกหน่วยสืบราชการลับนั้น ปรกติเเล้วตำรวจจะเลือกจากคนที่หน้าตาธรรมดาๆโหลๆอย่างจงใจ คนหล่อล่ำบึกโดดเด่นดึงดูความสนใจมากเกินไป อาจจะทำให้ทำภารกิจได้ไม่ดีนัก
หลินฉงพูดต่อ “ฉันเป็นหน่วยสืบราชการลับมา5ปี จนสุดท้ายก็จบภารกิจของฉันได้ เเต่ตอนจับกุมครั้งสุดท้ายฉันโดนยิงที่ขานี้ อาการบาดเจ็บค่อนข้างรุนเเรงทีเดียว
เเล้วเเผลนี้ก็ฟื้นฟูได้ยากมากด้วย หมอตรวจมาว่าฉันเป็นการอาการบาดเจ็บที่ไม่สามารถรักษาได้ถาวรขาฉันรับเเรงหนักๆมากไม่ได้ ไม่งั้นฉันจะเจ็บมาก เเล้วมันก็ทำให้ฉันอ่อนเเอลง ฉันทำกิจกรรมอะไรนานๆไม่ได้เเม้เเต่วิ่งจ๊อกกิ้งก็ไม่ได้ นั้นเป็นสาเหตุที่ฉันไม่ได้ฝึกซ้อมมานานหลายปีเเล้ว เเละเนี่ยเเหล่ะเป็นเหตุผลที่ฉันไม่ผ่านการทดสอบร่างกาย”
“การทดสอบนั้นไม่ใช่ว่าสอบเเค่นายตำรวจเหรอ ถ้านายมีบาดเเผลจริง ทำไมกรมความมั่นคงถึงยังให้นายทำงานอยู่นี้ละ? นายควรจะไปเป็นข้าราชการพลเรือนไปเเล้วซิ”หลี่ไต้ถาม
“ฉันเเอบซ่อนอาการบาดเจ็บเอาไว้”หลินฉงพูด “หลังจากงานนั้นจบไปเเล้ว ทางองกรณ์ได้ส่งฉันมาที่เมืองฮั่วจิง เมืองที่ห่างไกลจากบ้านเกิดฉันถึง1000ไมล์ เพื่อที่จะปกป้องฉันจากการทวงคืนของเเก๊งค้ายา ตอนที่ฉันมาสมัครที่นี้ ฉันเลยปกปิดอาการบาดเจ็บที่ขา กับหัวหน้ากรมความมั่นคงฮัวจิน นั้นทำให้ฉันกลับมาทำงานเป็นหน่วยปราบยาเสพติดอีกรอบ”
“นายไม่อยากเป็นข้าราชการเหรอ?”หลี่ไต้ถามทันที
หลินฉงตอบอย่างจริงจัง “ใช่ ฉันไม่อยากเป็นข้าราชการธรรมดาๆ ฉันอยากเป็นตำรวจ ฉันยังจำคำสัตย์สาบานต่อหน้าธงชาติในวันแรกที่ฉันเข้ามาเป็นตำรวจได้อยู่เลย หน้าที่ของฉันคือขจัดคนพาลและความโหดร้ายบนโลกนี้ให้หมดสิ้น สร้างความสงบสุขให้กับมวลชน หยุดอาชญากรรม และปกป้องทุกคน! ถ้าฉันไปเป็นข้าราชการ ฉันก็ต้องนั่งอยู่ในออฟฟิศทั้งวัน เหมือนซากศพเดินได้อะนะ! ฉันยอมโดนผู้ร้ายฆ่าตายในหน้าที่ยังดีกว่าหลบหน้าหนีซุกหัวอยู่ในออฟฟิศทั้งวันหรอก!”
“นั้นเป็นเหตุผลที่ฉันไม่พูดอะไรเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บเลย ฉันอยากจะอยู่ในกองหน้าและจับผู้ร้ายด้วยตัวเอง!”หลินฉงพูดด้วยความมุ่งมั่น เขาหายใจเข้าลึกๆแล้วใจเย็นลง แต่สีหน้าของเขายังคงบ่งบอกว่าเขาเหนื่อยล้าแค่ไหน “แต่ฉันคงปิดมันได้อีกไม่นานแล้ว การทดสอบร่างกายนั้นมันเปิดเผยความลับของฉัน ที่ฉันไม่ผ่านมันก็เพราะอาการบาดเจ็บของฉันเอง นายตำรวจที่วิ่งไล่จับผู้ร้ายไม่ได้ก็ไร้ประโยชน์ ฉันคงไม่ได้อยู่ในกองหน้าอีกแล้วละ”
หลังจากที่ฟังที่หลินฉงพูด หลี่ไต้ก็รู้สึกซึ้งจับใจขึ้นมา เพื่อที่จะได้ทำงานในหน้าที่รักษาความสงบต่อ หลินฉงจำเป็นที่จะต้องปกปิดอาการบาดเจ็บของตัวเองไว้ แล้วไปอยู่ในกองหน้า เขาไม่รู้หรอกว่ามีตำรวจดีดีแบบหลินฉงกี่คน แต่ที่แน่ๆ หลินฉงโคตรเท่เลย!!
“โค้ชหลี่ ..ช่วยให้ผมผ่านการทดสอบได้ไหมครับ? มันเป็นทางเดียวที่จะทำให้ผมได้อยู่สู้กับเหล่าร้ายต่อไป!”หลินฉงพูด เขาบอกเป้าหมายสุดท้ายของเขาให้หลี่ไต้ฟัง
หลินฉงเคยเป็นหน่วยสืบราชการลับ นั้นหมายความว่าการซ่อนความเจ็บปวดขานั้นไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา อาจจะเป็นเพราะว่าหลี่ไต้ไม่ใช่คนน่าสงสัยอะไร หลินฉงเลยไม่จำเป็นต้องปิดบังความลับของเขาอย่างจริงจังมาก นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไมหลี่ไต้ถึงสังเกตเห็นความผิดปรกติที่ขาของเขาได้ ถ้าหลินฉงอยากที่จะปิดบังความเจ็บปวดจริงๆ แม้แต่หลี่ไต้เองก็คงไม่สามารถสังเกตเห็นได้เลย
หลินฉงคงรู้ตัวเองดีว่าเขาคงไม่สามารถปิดบังความลับไว้อีกได้นานมากนัก เพราะว่าเขาไม่สามารถผ่านการทดสอบร่างกายได้ เขาอาจจะต้องโดนย้ายไปเป็นข้าราชการ เพราะอย่างนี้ เขาเลยไม่จำเป็นต้องทำตัวว่าตัวเองโอเคดีต่อหน้าหลี่ไต้ กลับกัน เขาเลือกที่จะบอกหลี่ไต้ทุกอย่าง แล้วหวังว่าหลี่ไต้จะช่วยเขา
“แน่นอน!”หลี่ไต้พยักหน้าอย่างไม่ลังเล เขามีความรู้สึกว่าการช่วยเหลือหลินฉงนั้นเป็นภารกิจใหม่ของเขา
ถึงแม้จะเป็นบาดแผลจากกระสุนปืน แต่การนวดฟื้นฟูศักยภาพน่าจะยังใช้ได้ผลอยู่ ถึงแม้ฉันจะทำให้ขาของหลินฉงกลับมาเป็นสภาพแบบเดิมไม่ได้ แต่ฉันก็น่าจะสามารถทำให้เขาผ่านการทดสอบได้ อีกอย่าง การสอบนี้มันก็สำคัญกับอนาคตฉันเหมือนกัน ไม่ว่าฉันจะช่วยหรือไม่ก็ตาม ถ้าหลินฉงทำคะแนนไม่ดี ฉันก็จะโดนคัดออกอยู่ดี!
พอคิดแบบนั้นแล้ว จู่ๆหลี่ไต้ก็รู้สึกดวงซวยขึ้นมา ในนี้มีตำรวจมากกว่า60คนที่ไม่ผ่านการทดสอบ แถมเขายังได้คนที่บาดเจ็บมาแล้วซ่อนอาการมาอีก ถ้าฝึกให้กับคนที่บาดเจ็บแล้วยังรักษาไม่หายดีละก็ การฝึกธรรมดาอาจจะกลายเป็นสงผลแย่มากกว่าดีก็ได้
โค้ชคนอื่นๆไม่ต้องจัดการเรื่องยุ่งยากแบบนี้ใช่ไหมวะ? คนฝึกของพวกเขาถึงแม้ว่าสภาพร่างกายจะแย่ แต่อย่างน้อยก็เป็นคนธรรมดาปะ ทำไมฉันต้องเป็นคนเดียวที่ต้องทำงานภายใต้แรงกดดันด้วยวะเนี่ย!!
ในอีกความคิดหนึ่งหลี่ไต้ก็รู้สึกโชคดีเหมือนกัน เพราะว่ากับตำรวจมากกว่า60คนที่ไม่ผ่านการสอบ เขาเป็นคนที่ได้เข้าคู่กับหลินฉง
ขาของหลินฉงนั้นเจ็บตั้งแต่เขารับการทดสอบครั้งแรก แค่นวดฟื้นฟูศักยภาพของฉันก็คงทำให้เขาฟื้นตัวได้แล้ว ถ้าเป็นโค้ชคนอื่น เขาคงได้กลายไปเป็นข้าราชการไปแล้วแน่ๆ แล้วเราก็จะเสียตำรวจดีๆไปคนนึง ถือเป็นเกียรติของฉันที่ได้ช่วยเขาแล้วเขาก็โชคดีที่เจอฉันด้วย
หลี่ไต้หายใจเข้าลึกๆ แล้วทำใจร่มๆ จากนั้นก็บอกหลิงฉง “ขอดูแผลอีกทีหน่อยได้ไหม? ฉันเรียนในด้านการฟื้นฟูศักยภาพทางกีฬามา บางทีฉันอาจจะช่วยนายได้”
“ฉันเคยไปหาหมอชื่อดังมา หลังจากเห็นการเอ็กเรย์แล้ว เขายังบอกได้แค่ว่าไม่มีทางรักษา มันจะเป็นอาการถาวรของฉันเลยนะ”หลินฮงพูด
“ไม่ต้องห่วง ฉันจะนวดให้นายก่อนนะ”หลี่ไต้พูดแล้วเริ่มนวดฟื้นฟู
“ไร้ประโยชน์หน่า ฉันเคยไปหาหมอนวดมาแล้วนะ แต่นวดไม่ได้ผลซักคน แผลฉันปรกติแล้วจะไม่เจ็บหรอก แล้วก็ไม่รู้สึกไม่สบายตัวอะไรตอนพัก แต่พอวิ่งหรือกระทบอะไรนานๆหน่อยก็จะเริ่มเจ็บ”หลินฉงพูด
“ยังเจ็บอยู่ไหม รู้สึกเจ็บรึเปล่า?”หลี่ไต้ถาม
“หลินฉงส่ายหัวแล้วพูด “ไม่”
หน้าของหลี่ไต้ก็จริงจังขึ้นมา