Almighty Coach – โค้ชอหังการ - ตอนที่ 143
เช้าวันต่อมา หลี่ไต้ได้เจอกับคู่ฝึกของเขา
“สวัสดี ฉันชื่อหลินฉงนะ”ผู้ฝึกพูดแนะนำตัวเอง “ชื่อแปลว่าหัวเสือแล้วก็หมายความว่าทุกคนเป็นพี่น้องด้วย”
“ฉันชื่อหลี่ไต้ยินดีที่รู้จัก”หลี่ไต้ยืนมือขวาออกไปจับมือแล้วจ้องตาเอาไว้
ชายคนนี้อายุประมาณ35ปี ดูธรรมๆค่อนๆไปทางอวบ เขาใส่เสื้อยืดสีเขียวแบบทหารกับกางเกงลายพรางรองเท้าผ้าใบ ดูเผินๆแล้วไม่มีอะไรเด่น แต่เขาก็ดูเป็นคนง่ายๆสบายๆ
ผู้ชายอายุ30กลางๆส่วนมากจะอ้วนได้ง่าย แม้แต่การเป็นอยู่แบบปรกติก็สามารถทำให้เกิดการอ้วนลงพุงได้
“นายยังหนุ่มอยู่เลยนี้โค้ชหลี่”หลิงฉงมองหลี่ไต้กลับ เขาได้ยินมาว่าโค้ชที่จะมาฝึกนั้นอายุยังน้อยหมด แต่พอมาอยู่ต่อหน้าแล้วเขาก็ยังตกใจอยู่
หลี่ไต้ตอบกลับ”หลินฉง ถ้าไม่นับวันหยุดแล้วเรามีเวลาเหลืออีกแค่10วันเท่านั้น เวลาจำกัดมาก ขอเริ่มการฝึกเลยได้ไหมจะได้ไม่เสียเวลา?”
“ไม่มีปัญหา มาเริ่มกันเลย”หลินฉงพยักหน้า
“เพราะว่าวันนี้เป็นวันแรก เราคงยังไม่เริ่มออกกำลังกายแบบความเข้มข้นสูงอะไร แต่ขอบอกไว้ก่อนเลย ว่านายควรจะใส่ใจเรื่องอาหารการกินให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะมือเย็น ฉันคิดว่านายควรจะคถมน้ำหนักได้แล้ว”หลี่ไต้พูดตรงๆ “น้ำหนักตัวของนายตอนนี้จะมีผลต่อการทำคะแนนสอบนะ”
หลินฉงพยักหน้าอย่างอายๆ เขารู้ตัวว่าเขาอ้วน
“วันนี้เราจะมาฝึกแอโรบิคกัน การออกกำลังกายแบบแอโรบิคนั้นช่วยลดน้ำหนักได้ดี อีกอย่างถ้านายทำแบบนี้ทุกวันน้ำหนักนายก็จะลดง่ายขึ้น”หลี่ไต้อธิบาย
“โค้ชหลี่ว่าไง ก็ว่าตามกันเลย”ฉงหลินตอบกลับอย่างไม่ลังเล
ก่อนอื่นเราต้องทำการอุ่นเครื่องกันก่อน ปรกติแล้วก่อนการฝึกทางกีฬา เพื่อที่จะป้องการอาการบาดเจ็บของร่างกายระหว่างเล่นกีฬา เราต้องทำการวอร์มอัพร่างกาย มันทำให้เราได้ผลดีขึ้นด้วย “หลี่ไต้อธิบายเพิ่มเติม
หลินฉงทำท่าเข้าใจแล้วพยักหน้า
หลี่ไต้รู้สึกสงสาร เพราะว่าหลินฉงนั้นไม่ได้เป็นนักกีฬา เพราะงั้นทั้งท่าออกกำลังกายลดน้ำหนักแล้วก็ท่าออกกำลังกายสลายไขมันจึงไม่มีผลอะไรกับเขา ไม่งันหลินฉงคงได้ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วแน่ๆ
แต่สำหรับโค้ชกีฬามืออาชีพอย่างหลี่ไต้ เขาต้องทำอะไรซักอย่าง ท่าออกกำลังกายลดน้ำหนักไม่ใช่อย่างเดียวที่เขามี หลี่ไต้นั้นคุ้นเคยกับท่าวอร์มอัพที่หลากลายมาก
หลังจากอุ่นเครื่องกันเสร็จแล้ว พวกเขาก็เริ่มเข้าสู่การฝึกจริงๆ อย่างที่หลี่ไต้บอกก่อนหน้านี้ การออกกำลังกายแรกนั้นต้องเป็นท่าฝึกที่ความเข้มข้นต่ำ แทนที่จะเริ่มต้นการฝึกที่ความเข้มข้นสูงในทันที หลี่ไต้คิดว่าวิธีนี้จะช่วยให้หลินฉงคล่องแคล่วมากขึ้น เพื่อให้ร่างกายของเขาเคยชินกับการฝึกแล้วค่อยๆเพิ่มความเข้มข้นขึ้นไปเรื่อยๆ
การฝึกเเอโรบิคนั้นจะประกอบไปด้วย วิ่งจ๊อคกิ้ง ว่ายน้ำปั่นจักรยาน เเต่เนื่องด้วย2อย่างหลังไม่มีอุปกรณ์เเบบนั้นในค่ายฝึกตำรวจ ดังนั้น จ๊อกกิ้งเลยเป็นการฝึกหลักของหลินฉงในวันเเรกของการฝึก
หลินฉงทำได้ดีในช่วงเเรก เเต่เมื่อผ่านไปซักพักเขาก็เริ่มหยุดบ่อยๆเเล้วก็จับขานวด
ตอนเเรกหลี่ไต้คิดว่าเหตุผลที่หลินฉงทำเเบบนั้นคงเพราะว่าความปวดเมื่อยที่เขาไม่ได้ฝึกมานานจนร่างกายยังปรับตัวไม่ทัน เเล้วกรดเเลคติคก็สะสมอยู่ในขาจนรู้สึกปวดเมื่อย เเต่หลังจากดูซักพักเเล้ว หลี่ไต้ก็พบว่า นี้มันมีอะไรผิดปรกติ
หลินฉงวิ่งในท่าทางที่เเปลกกว่าชาวบ้าน เขาลงเท้าหนักก้าวหนึ่งเเล้วต่อด้วยลงเท้าเบาก้าวหนึ่ง ดูเหมือนกับว่าเขาขาดสมดุล ท่าทางเขาเหมือนพิการอะไรเลย เป็นอะไรเนี่ย? หรือว่าหัวเข่าบิดเหรอ?
พอคิดเเบบนั้นเเล้วหลี่ไต้ก็ตะโกน “หยุด!!!หยุดก่อนเลย!”
“โค้ชหลี่เกิดอะไรขึ้นครับ?”หลินฉงถาม
“หัวเข่านายบิดรึเปล่า?”หลี่ไต้ถาม
“อะไรนะ? ไม่ ผมสบายดี”หลินฉงดูสบายดี เขาสะบัดเข่าโชว์ว่าเขาไม่เป็นอะไร
“แล้วทำไมท่าวิ่งของนายมันแปลกไปละ”หลี่ไต้ถาม
“อ้อ มันต้องเป็นทรายเข้าไปในรองเท้าแน่ๆเลย! 555 ไม่ต้องคิดมากหรอก”หลินฉงพูด แล้วถอดรองเท้ามาเขย่า
“ฉันเป็นโค้ชนะ ฉันไม่อยากเห็นนักกีฬาของฉันมาบาดเจ็บเองตอนฝึก”หลี่ไต้หยุดพัก แล้วพูด “อีกอย่างการฟื้นฟูความสามารถของนักกีฬาก็เป็นจุดเด่นของฉันด้วย ถ้ามีอะไรก็บอกฉันได้”
ตอนนี้หลินฉงเริ่มลังเล
หลินฉงก้มหัวลงไปแล้วเงียบซักพักก่อนที่จะพูด “โค้ชหลี่ งั้นฉันจะบอกความจริงว่า ผมมีบาดแผลที่ขา แต่ฉันอยากให้นายเก็บไว้เป็นความลับได้ไหม”
“แผลแบบไหน? ขอฉันดูหน่อยได้ไหม?”หลี่ไต้ถาม
หลินฉงมองไปรอบๆอย่างระแวงเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็นก่อนที่จะลากตัวหลี่ไต้เข้ามุมแล้วนั่งลงก่อนที่จะถกขากางเกงขึ้นเพื่อให้หลี่ไต้เห็นขาขวา
หลี่ไต้ก้มลงไปมองดีๆ มันเป็รอยแผลเป็นยาวลงมาพร้อมรอยเย็บบนขาของหลินฉง ผิวหนังตรงส่วนนั้นเปลี่ยนสีไปทำให้ดูเหมือนเป็นแผลไฟไหม้บริเวณนั้น รอยแผลเป็นนั้นยาวกว่า2เซนติเมตรแล้วมันก็ค่อนข้างน่ากลัว
“นี้มันอะไรเนี่ย”หลี่ไต้ถามอย่างสงสัย เขาไม่เคยเห็นแผลเป็นแบบนี้มาก่อน มันไม่ใช่แผลมีดบาด แต่มันดูเหมือนเป็นแผลที่เกิดจากอาการบาดเจ็บรุนแรงอย่างรถชนหรือไฟไหม้
หลินฉงเอาขากางเกงลงแล้วตอบ “นั้น คือแผลโดนยิง”
โดนยิง!หลี่ไต้พยักหน้ากับตัวเอง แผลโดนยิงนี้มันต่างจากที่เขาเห็นในทีวีมากๆ ในละครทีวี แผลที่ถูกปืนยิงนั้นจะเป็นดวงเล็กๆกลมๆ แต่ที่เขาเห็นตอนนี้คือแผลขนาดใหญ่ ไม่ใช่เป็นดวงเล็กๆ
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว แผลจากกระสุนปืนนั้นไม่มีทางเป็นดวงเล็กๆได้ อาวุธสมัยใหม่นั้นมันทารุณมาก ดวงเล็กๆอาจจะเกิดจากอาวุธปืนพกเล็กๆได้ แต่ถ้าเกิดโดนยิงเข้าจังๆก็อาจจะแย่กว่านี้
ถ้าเกิดโดนยิงโดยตรงจากอาวุธที่กระสุนใหญ่ๆ สถานการณ์อาจจะแย่กว่านี้มาก ถ้าโดนยิงที่อกข้างซ้ายก็ตายหยั่งเขียดแน่นอน ถ้าโดนอกขวาหรือที่ท้อง คนๆนั้นมีโอกาสตายถึง70% ถ้าอวัยวะแบบแขนขาโดนยิง มีโอกาส70%เหมือนกันที่จะพิการเสียแขนขาไปเลย กระสุน7.62mmที่ถูกยิงโดยปืนไรเฟิลนั้นวิ่งเข้าสู่ร่างกายคนด้วยความเร็ว850เมตรต่อวินาที แล้วจะทำให้เกิดแผลอย่างน้อย12เซนติเมตร เอาง่ายๆว่าถ้ายิงเข้าหัว 1ใน3ของกะโหลกเราจะแหลกเป็นจุล
ถ้ากระสุนเดียวกันนั้นยิงเข้าเสื้อเกราะกันกระสุน แรงดันที่เกิดขึ้นจะเหมือนกับโดนทุบด้วยค้อนปอนด์ ถึงจะยิงไม่เข้าแต่ กระดูกซี่โครงอาจจะหักได้ แล้วถ้ากระสุนยิงเข้าหมวกของทหาร กะโหลกก็ร้าวแน่ๆ
งั้นนี้ก็คือรอยแผลจากกระสุนปืนของจริง ในละครทีวีนี้มันปลอมชัดๆ! วันนี้แม่งบอกชัดเจนมากว่ากระสุนปืนทำรอยแผลเป็นยังไง หลี่ไต้คิดกับตัวเอง