Akuyaku Reijou no Naka no Hito ~Danzai sareta Tenseisha no Tame Usotsuki Heroine ni Fukushuu Itashimasu~ - ตอนที่ 15 อัศวินตระบัดสัตย์
- Home
- All Mangas
- Akuyaku Reijou no Naka no Hito ~Danzai sareta Tenseisha no Tame Usotsuki Heroine ni Fukushuu Itashimasu~
- ตอนที่ 15 อัศวินตระบัดสัตย์
อัศวินตระบัดสัตย์
ข้าไม่เคยมีความรู้สึกรักใคร่ให้กับคู่หมั้นของข้า นั่นก็เพราะข้าได้ตัดสินใจมอบชีวิตนี้ให้หญิงอื่นไปแล้ว ถึงอย่างนั้น ผู้หญิงคนนั้นก็เป็นถึงคู่หมั้นของมกุฎราชกุมาร…เพื่อนสนิทของข้า อีกทั้งตัวข้าไม่สามารถคัดค้านการตัดสินใจขององค์ราชา ในตอนที่ข้าได้รู้ถึงหัวใจของตัวเองก็ทำได้เพียงเก็บซ่อนความรู้สึกนี้ไว้จนตัวตาย
เมื่อได้มองย้อนกลับไป ข้าคิดว่าได้ทำเรื่องไม่ดีกับโซเฟีย เธอมีอายุมากกว่าข้าสามปี เป็นคนที่มีความเป็นผู้ใหญ่สูง ข้าบอกกับเธอไปว่า ‘พวกเราเป็นคู่แต่งงานทางการเมืองเท่านั้น’ เธอก็เข้าใจและยอมรับเรื่องนั้นได้ ทำให้ข้ารู้สึกผิดอยู่เล็กน้อย
เธอเป็นผู้ที่ยึดมั่นในเกียรติของอัศวิน มักใช้เวลาร่วมกับข้าในฐานะที่คล้ายกับเพื่อนมากกว่าคู่หมั้น และด้วยเหตุผลบางอย่าง เธอเป็นที่นิยมในหมู่หญิงสาวที่มีอายุน้อยกว่าทั้งที่เป็นเพศเดียวกัน ทุกครั้งที่เธอฝึกซ้อมก็จะมีเหล่าสาวๆมาคอยให้กำลังใจอยู่ข้างขอบสนาม …ข้าคิดว่าน่าอิจฉาอยู่นิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ความทรงจำที่มีด้วยกันก็ดูไม่สมเป็นคู่หมั้น มีแต่การแข่งขัน วิ่งแข่ง ล่าสัตว์ ประลองดาบ เป็นเช่นนี้ตั้งแต่พวกเรายังเด็ก และข้ามักจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เนื่องจากความต่างของอายุ แต่ก็ยังมีความต่างในเรื่องเพศที่ทำให้ข้าได้เปรียบจนคิดว่าน่าจะเอาชนะเธอได้เมื่อเวลาผ่านไป ถึงอย่างนั้น ข้าก็นับถือโซเฟียมาก เธอเป็นผู้ที่มีผีมือเก่งกาจที่สุดในหมู่อัศวินหญิง
ข้าบอกเรื่องเรมิเลียให้คู่หมั้นคนนี้ได้ฟังทุกอย่าง และเธอก็บอกว่าจะช่วยข้าเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ… พอได้ลองมาคิดดูดีๆก็รู้ตัวว่าข้าเพิ่งทำเรื่องน่าตกใจลงไป
แต่โซเฟียเองก็ดูเหมือนจะสนุกที่ได้คุยเรื่องของเรมิเลีย พูดถึงเรื่องเครื่องมือที่มีสร้างขึ้นมาด้วยแนวคิดแปลกใหม่ เวทมนตร์ไม่อันตรายที่ถูกคิดค้นโดยเรมิเลียเพื่อสนับสนุนการใช้ชีวิตประจำวัน และรูปแบบธุรกิจที่ทำกำไรได้มั่นคงโดยไม่มีผู้อุปถัมภ์
เธอเชื่อว่าคนคนนี้คือผู้ที่เหมาะสมกับตำแหน่งมารดาของประเทศในอนาคต เธอตั้งหน้าตั้งตารอถึงวันที่คุณเรมิเลียได้ขึ้นเป็นราชินีเพื่อที่ตัวเธอจะได้เป็นราชองครักษ์ และเมื่อข้าพยายามหลีกเลี่ยงการพูดถึงผู้หญิงอื่นเพราะเป็นการ ‘เสียมารยาทต่อคู่หมั้น’ เธอกลับเป็นฝ่ายถามเองว่า ‘ไม่มีเรื่องของคุณเรมิเลียมาเล่าให้ฟังอีกหรือ’
ดังนั้น ข้าจึงรู้สึกแปลกอยู่บ้างในตอนที่เธอพูด ‘คนอย่างคุณเรมิเลียไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอก’ เหมือนรู้จักเธอคนนั้นดีกว่าตัวข้าเอง
…ในช่วงแรกที่ข้ากับคนอื่นๆได้รับมอบหมายให้ดูแลหญิงสาวแห่งดวงดาวร่วมกับวิลเลียดตามรับสั่งขององค์ราชา… ก่อนจะรู้ตัว ผู้หญิงคนนั้นก็ตามติดพวกเราไปทุกที่ คล้ายกับพวกประจบสอพลอที่ชอบเข้ามาเสนอตัว… ไม่สิ ดูยัดเยียดและโจ่งแจ้งมากกว่าพวกนั้นอีก เรียกง่ายๆว่าเป็นพฤติกรรมที่ข้าไม่ชอบเลย
ข้าได้บ่นเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้โซเฟียได้ฟัง ในตอนที่เธอ ‘เยี่ยมเยียน’ ข้า ซึ่งพวกเราในตอนนี้รู้สึกเหมือนเป็นเหมือนพี่น้องกัน เธอคาดเดา ‘ในโลกของนักดาบ ผู้ที่คู่ควรกับพลังคือผู้ที่ไขว่คว้าด้วยตนเอง… แต่พรสวรรค์นั้นเป็นเรื่องของโชคโดยไม่เกี่ยวว่าผู้ครอบครองจะคู่ควรหรือไม่ ผู้หญิงคนนั้นคงจัดอยู่ในประเภทนี้’ และกล่าวสรุปออกมาเช่นนั้น
และในช่วงนั้น… ทุกครั้งที่ข้าเห็นเรมิเลียมีสีหน้าลำบากใจในตอนที่หญิงสาวแห่งดวงดาวเข้ามาแตะเนื้อต้องตัวข้าอย่างเปิดเผย ใจของข้าก็ร้อนรุ่ม
วันเวลาผ่านไป เมื่อพีน่าเข้ามาคลอเคลีย ข้ายังคงรู้สึกรังเกียจอยู่เช่นเคย แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ข้าไม่อยากไล่เธอออกไปเหมือนทุกที จริงอยู่ที่เธอเป็นผู้หญิงประเภทที่ข้าไม่ชอบ แต่ข้าคงรู้สึกผิดที่ปฏิเสธเธอทุกครั้ง ไม่สิ อาจเป็นเพราะข้าต้องการเห็นสีหน้าหาได้ยากของเรมิเลียที่จะแสดงความกังวลออกมาทุกครั้งที่เห็นพีน่าเข้าใกล้ข้า
จนกระทั่งวันหนึ่ง โซเฟียที่เป็นอัศวินเต็มตัวแล้ว มาเยี่ยมเยียนข้าโดยเป็นการใช้เวลาร่วมกับคู่หมั้นเหมือนสมัยก่อน
“เดวิด นี่นายบ้าไปแล้วเหรอ?”
“อะไร…”
“ทำไมถึงเอาแต่เข้าข้างคุณพีน่า…หญิงสาวแห่งดวงดาว? เหมือนกำลังหลงผิดอะไรบางอย่าง”
“เพราะเธอถูกเรมิเลียรังแก…”
“ไม่ใช่แบบนั้น ข้ายังจำได้ดีว่าในตอนแรก นายเป็นคนพูดออกมาเองว่าไม่ชอบพฤติกรรมของคุณพีน่า แล้วทำไมตอนนี้นายถึงเป็นฝ่ายตามติดเธอเองล่ะ อะไรที่ทำให้นายเปลี่ยนใจไปรับใช้ผู้หญิงคนนั้น?”
ถามได้ค่อนข้างตรง เพราะถ้าข้าอยู่ใกล้ผู้หญิงคนนั้นจะทำให้เรมิเลียมองมาด้วยแววตาอันเศร้าสร้อย แต่ก็ตอบไปแบบนี้ไม่ได้ อีกทั้งเรมิเลียก็เคยมาพูดกับข้าเรื่องพีน่า ‘ผู้หญิงคนนั้นไม่เหมาะกับเดวิด’ เรื่องนี้ก็ทำให้ข้าตกใจ ดูเหมือนเธอจะแอบหึงข้า ทั้งที่มีการแต่งงานทางการเมืองรออยู่แต่เธอก็มีใจให้กับข้า
“…อันที่จริง หลังจากที่ได้รู้จักกันมากขึ้นก็รู้ว่าคุณพีน่าไม่ด้เลวร้ายอะไร… และอัศวินมีหน้าที่ปกป้องผู้อ่อนแอจากคนไม่ดีอย่างคุณเรมิเลีย…”
“ข้าก็อยากจะพูดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน นายคิดว่าคุณเรมิเลียเป็นคนเลวร้ายเหมือนที่ทุกคนพูดกันจริงๆเหรอ? ทั้งทีเธอเป็นคนสูงส่งและอ่อนโยนขนาดคิดระบบสาธารณสุขออกมาเชียวนะ ข่าวลือพวกนั้นแรกๆก็มีแค่การกลั่นแกล้งเล็กๆน้อยๆ แล้วตอนนี่มันอะไรกัน ทำร้ายร่างกายให้บาดเจ็บ คุณเรมิเลียไม่มีทางทำแบบนั้นหรอก”
ข้าได้ยินมาว่า เรมิเลียตบหน้าพีน่าและขึ้นเสียง ‘เดวิดเป็นเพื่อนของฉัน! ฉันรู้จักเขามานานกว่าเธอ เธอไม่มีสิทธิ์มาแย่งเขาไปจากฉัน!’ เธอโกรธถึงขนาดนั้นก็เพื่อข้า …เมื่อได้รู้ว่าเรมิเลียคิดกับข้าแบบนั้นทำให้ข้ารู้สึกเหมือนเป็นผู้ชนะ แต่ก็ถูกปฏิเสธด้วยการบอกว่า ‘เธอไม่ได้คิดกับนายแบบนั้นหรอก’ ซึ่งมันทำให้ข้ารู้สึกโกรธ ข้าบอกไปว่ามีทั้ง ‘พยานผู้เห็นเหตุการณ์’ กับ ‘หลักฐานในที่เกิดเหตุ’ และเหนือสิ่งอื่นใด ‘ข้าไม่คิดสงสัยในน้ำตาของคุณพีน่าที่พร่ำพูดขอโทษทั้งๆที่เป็นฝ่ายถูกทำร้าย’
ในวันนั้น โซเพียจากไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง… ตั้งแต่นั้นมาเธอก็ไม่เคยมาเยี่ยมเยียนข้าอีกเลย วันเวลาล่วงเลยถึงวันที่ต้องตัดสินโทษเรมิเลีย ท้ายที่สุดก็ยังมีแต่ข้ออ้างเดิมๆ ‘ฉันไม่ได้ทำ’ ซึ่งการไม่ยอมรับว่าหึงก็ท่ากับเป็นการปฏิเสธความรู้สึกในใจที่เธอมีให้กับข้า… คิดแล้วก็รู้สึกไม่ชอบใจเอาเสียเลย
ข้าได้ใช้เวลาส่วนใหญ่กับพีน่าที่มักจะพูดเรื่อง ‘ท่านเรมิเลียใจร้ายกับฉันเพราะไม่อยากให้ฉันเข้าใกล้เด็บ’ ข้าเต็มใจฟังด้วยความยินดี และพ่อแม่ของข้าก็แจ้งข่าวมาว่า โซเฟียทำการถอนหมั้นกับข้าพร้อมทั้งสละยศถาบรรดาศักดิ์ทั้งหมดของเธอ ซึ่งก็ถือเป็นข่าวดี เพราะข้าจะมีอิสระมากขึ้น อีกทั้งก่อนหน้านี้วิลเลียดก็ได้ถอนหมั้นกับเรมิเลียไปแล้ว
ถึงอย่างนั้น ข้าก็ไม่สามารถดำเนินการใดๆได้เลย… ไม่สามารถออกห่างจากพีน่าได้ ไม่อาจทิ้งเธอเอาไว้คนเดียว จากเมื่อก่อนที่ข้าไม่เคยขาดการฝึกซ้อม แต่เพราะพีน่าขอร้อง ‘อยู่ข้างๆฉันนะ’ ข้าจึงต้องตอบสนองต่อความปรารถนานั้นอย่างสุดความสามารถ ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม
แม้แต่กับพี่ชายของข้าที่คิดว่าเริ่มสนิทกันได้ก็กลับเหินห่างกันมากกว่าเดิม ไม่สิ เพราะข้าตั้งใจหลบหน้าเองต่างหาก เพราะรู้ตัวดีว่าข้าไม่มีอะไรไปสู้หน้าเขาได้ในตอนนี้
งานเลี้ยงครั้งใหญ่กำลังจะถูกจัดขึ้นเพื่อฉลองครอบรอบหนึ่งปีความความสัมพันธ์ทางการทูตกับโลกปีศาจ พีน่าก็ดึงดันด้วยความเห็นแก่ตัวว่าจะเข้าร่วมให้ได้ พวกข้าไม่อาจคัดค้านจึงต้องดำเนินการตามนั้น องค์ราชาได้กำชับไว้ว่า ‘อย่าให้นางก่อปัญหา ไม่เช่นนั้นพวกเจ้าต้องรับผิดชอบ’ ข้าต้องลงเอยด้วยการถูกคนรอบข้างมองมาด้วยสายตาดูถูกอีกครั้ง
คนที่ไม่สามารถเรียนรู้มารยาทได้อย่างเหมาะสมเช่นเธอไม่สามารถให้ปรากฏตัวต่อหน้าแขกระดับประเทศได้ ข้าเองก็รังเกียจพฤติกรรมของพีน่าเช่นกัน ได้แต่คิดว่า ‘ช่วยไม่ได้’ และไม่ปฏิเสธเธอ… ด้วยเหตุผลบางอย่าง แม้ข้าจะรู้สึกรังเกียจพีน่าแต่ก็ทำใจทอดทิ้งเธอไม่ลง ทั้งที่รู้ว่าทุกอย่างจะแย่ลงหากไม่ทำอะไรสักอย่าง ถึงอย่างนั้นข้าก็ ‘ไม่อยากถูกเกลียด’ โดยพีน่า
ในวันที่งานเลี้ยงได้เริ่มขึ้น ข้ากับโคลดและสเตฟานยืนล้อมพีน่าเอาไว้คอยดูแลไม่ให้เกิดปัญหา เธอไปอยู่ข้างกายมกุฎราชกุมารวิลเลียดไม่ได้เพราะพีน่ายังไม่ใช่คู่หมั้นอย่างเป็นทางการ
ตัวข้าเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมข้าถึงต้องพยายามตามใจเธอขนาดนี้ ไม่รู้ว่าข้าเริ่มรักผู้หญิงคนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่…ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ทั้งที่ช่วงเวลาที่ข้าตกหลุมรักเรมิเลียยังคงอยู่ในความทรงจำอย่างชัดเจนไม่มีวันลืม แต่เมื่อรู้ตัวอีกทีข้าก็รักพีน่าจนโงหัวไม่ขึ้นเหมือนต้องมนตร์สะกด
เครื่องดื่มสำหรับฉลองในงานคือไวน์ลิลิน บรรณาการพิเศษจากเผ่าปีศาจ เมื่อได้ดื่มจนหมด ‘คำสาป’ ที่ผูกมัดหัวใจของข้าให้อยู่กับพีน่าก็หายไป
เพราะอะไรกัน
ข้าถูกหลอกด้วยเรื่องไร้สาระ คำโกหกที่ไม่มีมูลความจริง เรมิเลียไม่มีวันทำร้ายใคร ไม่เคียดแค้น ไม่หึงหวง… ทั้งๆที่ข้าเองก็รู้อยู่แล้ว…
เธอเป็นคนที่อ่อนโยน พยามทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว เจ็บปวดคนเดียว… เพราะฉะนั้น ข้าจึงสาบานว่าจะอยู่ตรงนั้นเคียงข้างเธอ เป็นอัศวินเพื่อปกป้องเธอ ข้าได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่…
เรมิเลียในอ้อมแขนของราชาปีศาจงดงามจนข้าไม่กล้าสบตากับเธอ เป็นคนเดียวกับผู้หญิงที่รีบเดินทางตามมายังป่าเพียงเพียงลำพังเพราะเป็นห่วงข้า
เพราะหวังให้ใจของเธอเปลี่ยน แต่คนที่เปลี่ยนไปคือข้าเอง… ข้าควรเก็บซ่อนความในใจเอาไว้… และสนับสนุนเธอต่อไปอย่างเต็มที่ แต่ข้าก็หลงเชื่อคำหลอกลวงของพีน่าเพียงเพราะข้าต้องการให้มันเป็นความจริง
ขอเพียงแค่เชื่อใจเรมิเลียจนถึงที่สุด
อัศวินที่ยืนอยู่เคียงข้างเธอตรงนั้นควรเป็นข้า คอยปกป้องเธอไปพร้อมกับราชาปีศาจ
ในใจลึกๆข้าอิจฉาโซเฟียเหลือเกิน ที่ไปถึงคำตอบที่ถูกต้องได้โดยไม่ไขว้เขวไปกับข่าวลือ ทั้งหมดเป็นเพราะคำสาป…เพราะผู้หญิงคนนั้นที่สาปข้า
หลังจากคำสาปถูกถอน ข้าไม่หลงเหลือความรู้สึกใดๆให้กับผู้หญิงคนนั้น ในตอนที่ข้าได้ยินว่าเธอถูกจำคุกตลอดชีวิต ทำงานหนักในเหมืองโดยถูกห้ามไม่ให้ฆ่าตัวตาย บอกตามตรง ข้าคิดว่าสมน้ำหน้า หรือบางที่ยังแอบคิดด้วยซ้ำว่า ‘แค่นี้ยังน้อยไป’
จะเสียใจตอนนี้ก็สายเกินไป ข้าได้สาบานในฐานะอัศวิน ข้าควรจะเชื่อเรมิเลียจนถึงที่สุด…จนกว่าจะได้เห็นกับตาตัวเอง ทั้งที่เตรียมใจเอาไว้แล้ว…
ข้าได้ฝึกฝนตนเองตั้งแต่ยังเด็กเพื่อเป้าหมายที่ยึดมั่น คำสาบานด้วยเกียรติของอัศวินถูกทำลายลงก่อนจะรู้ตัว และผู้ที่ทำลายก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นตัวข้าเอง