แม่ปากร้ายยุค 80 - ตอนที่ 989 เบียร์ผลไม้หนึ่งขวด
ตอนที่ 989 เบียร์ผลไม้หนึ่งขวด
ตอนที่ 989 เบียร์ผลไม้หนึ่งขวด
แม้ว่าหวังเฉียงจะใจแข็งและดื้อรั้น แต่สุดท้ายเขาก็ไม่รอดจากการสอบปากคำรอบแล้วรอบเล่าของตำรวจ เวลานี้เขาถูกตัดสินโทษแล้ว
เขาฆ่าอาหญิงและยายของตนเองเพื่อจะขโมยโฉนดบ้าน และขายเรือนสี่ประสานเพื่อนำเงินไปชำระหนี้พนันที่ตนสร้างเอาไว้
เขาไม่อยากถูกตามทวงหนี้ทุกวัน และไม่ต้องการถูกทุบตีทุกวันด้วย
แต่วันนั้นคุณยายหวังและหวังเหวินฟางไม่เห็นด้วย เขาเลยคิดลงมือสังหารพวกหล่อน
เขาจงใจจัดโต๊ะจนเต็มไปด้วยอาหารรสเลิศและบอกกล่าวกับทุกคนว่าต้องการเริ่มต้นใหม่ แต่ในอาหารมียานอนหลับโรยเอาไว้
คุณยายหวังและหวังเหวินเฟิงกินข้าวสักพักก่อนจะหมดสติไป เวลานั้นเขาก็ถือโอกาสค้นหาโฉนดของเรือนสี่ประสาน
เพื่อป้องกันไม่ให้หวังเหวินฟางและคุณยายหวังเรียกหาตำรวจหลังจากตื่นขึ้น เขาจึงฆ่าทั้งสองคนก่อนที่จะออกจากบ้าน
ส่วนการที่เขามาแอบดูเรือนสี่ประสานของหลินม่ายนั้นเป็นเพราะเขาต้องการหนี
เขาคิดเข้าไปในบ้านตอนกลางคืนและจับตัวชายชราหรือเด็กเป็นตัวประกันไว้ บังคับให้หลินม่ายจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเพื่อที่เขาจะสามารถหลบหนีได้
แต่ไม่คิดว่าหลินม่ายจะมาพบเขาโดยบังเอิญจนเขาถูกจับกุมในที่สุด
เมื่อความจริงเบื้องหลังคดีของคุณยายหวังและหวังเหวินฟางคลี่คลายหมดแล้ว หลินม่ายจึงพาทั้งครอบครัวกลับมายังเมืองหลวง
แต่เวลานี้เสี่ยวหม่านกลับมาเยี่ยมเธออย่างกะทันหัน
คราวนี้หล่อนมาเพื่อบอกกล่าวกับหลินม่ายว่าตนกำลังจะแต่งงานกับแฟนหนุ่มในสิ้นปีนี้
หล่อนต้องการให้หลินม่ายไปพบกับแฟนใหม่ของตน และช่วยกันตรวจสอบ
หลินม่ายเปิดขวดน้ำก่อนจะมอบให้เสี่ยวหม่าน “เธอกับแฟนก็รักกันมาตั้งนานแล้ว และตอนนี้กำลังจะแต่งงานด้วย ทำไมถึงอยากให้ฉันไปดูท่าทางของเขาอีกล่ะ”
เสี่ยวหม่านตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง “มันสำคัญมาก ฉันจะแต่งงานกับเขาก็ต่อเมื่อเธอบอกว่าผ่าน”
หลินม่ายยิ้มก่อนจะตอบรับคำเชิญ
ก่อนออกเดินทาง เสี่ยวหม่านหันมาทำท่า OK ก่อนจะพูดว่า “พรุ่งนี้สองทุ่ม อย่าลืมล่ะ เจอกันที่ห้องคาราโอเกะที่เดิม”
หลินม่ายพยักหน้า “ฉันไม่ลืมแน่นอน”
เธอหันมองหวางไฉที่เดินตามติดเธอจนกระทั่งส่งเสี่ยวหม่านออกไปเสร็จ
สุนัขตัวนี้และเสี่ยวหม่านคล้ายจะมีสัมพันธ์กันมาก่อน เพราะทันทีที่เสี่ยวหม่านปรากฏตัว มันก็กระดิกหางด้วยความตื่นเต้นราวกับได้พบเจ้าของ
หลินม่ายใช้เท้าสะกิดหวางไฉ “เอาล่ะ เลิกมองได้แล้ว เขาไปแล้ว”
หวางไฉยังไม่ขยับ แววตาของมันจับจ้องแผ่นหลังของเสี่ยวหม่านอย่างไม่ลดละ และไม่ยินดีที่อีกฝ่ายจากไป
วันรุ่งขึ้น หลังจากรับประทานมื้อเย็นแล้ว หลินม่ายก็เก็บข้าวของและจะออกไปพบเสี่ยวหม่านตามนัด
คุณย่าฟางได้ยินว่าเธอกำลังจะไปร้านคาราโอเกะ จึงพูดขึ้นว่า “ทำไมไปนัดกันในสถานที่แบบนั้น? มันเป็นแหล่งอโคจร ฉันได้ยินมาว่าสถานที่แบบนั้นน่ะเต็มไปด้วยความวุ่นวาย”
หลินม่ายตอบ “ดิสโก้เทคกับร้านคาราโอเกะเป็นสถานที่นิยมของหนุ่มสาวยุคนี้น่ะค่ะ”
รถเบ๊นซ์ของหลินม่ายยังอยู่ระหว่างการซ่อม เธอจึงยืมรถตู้ของบริษัทเพื่อขับรถไปยังร้านคาราโอเกะที่นัดหมายเอาไว้ และมาถึงก่อนเวลาสองทุ่ม
ห้องส่วนตัวแห่งนี้เต็มไปด้วยชายหญิงมากมาย ทำให้หลินม่ายค่อนข้างประหลาดใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าเสี่ยวหม่านจะเชิญคนมามากมายขนาดนี้
เสี่ยวหม่านโบกมือให้เธอพร้อมยิ้มกว้าง “ม่ายจื่อ ทางนี้”
ทุกคนขยับหลีกทางให้กับหลินม่าย
เสี่ยวหม่านชี้ไปที่ชายหนุ่มรูปงามและดูสัตย์ซื่อด้านข้างก่อนจะแนะนำให้หลินม่ายรู้จัก “นี่แฟนของฉัน เหลียนเสวียเหวิน”
หล่อนกระซิบข้างหูหลินม่าย “เป็นไงบ้าง?”
หลินม่ายมองชายหนุ่มตรงหน้าก่อนจะพยักหน้า “ดูดีมาก”
เมื่อรู้ว่าผู้หญิงสองคนนี้กำลังพูดถึงตน เหลียนเสวียเหวินเผยสีหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย
เสี่ยวหม่านตบบ่าของเหลียนเสวียเหวินเบา ๆ ก่อนจะพูดว่า “ม่ายจือบอกว่าคุณดูดีมาก งั้นแสดงว่าคุณผ่าน”
เหลียนเสวียเหวินถึงกับหัวเราะออกมา
เขารีบรินไวน์แดงให้หลินม่าย “ขอบคุณครับม่ายจื่อ ลองชิมไวน์แดงนี้สักหน่อยนะครับ รสชาติดีมากเลยล่ะ”
หลินม่ายส่ายศีรษะพร้อมยกยิ้ม “ฉันไม่ดื่มค่ะ”
เหลียนเสวียเหวินหันมองเสี่ยวหม่านอย่างไม่เชื่อคำพูดเธอ
เสี่ยวหม่านพูดขึ้นว่า “ม่ายจื่อไม่ดื่มจริง ๆ งั้นฉันจะดื่มแทนหล่อนเอง”
ท้ายที่สุด หล่อนก็หยิบแก้วไวน์แดงของหลินม่ายไปดื่มอย่างง่ายดาย
เสี่ยวหม่านไม่เพียงแต่ดื่มได้ แต่ยังถูกเรียกขานว่าเป็นนักร้องไมค์ทอง แม้เสียงจะเพี้ยนเพียงใดก็ยังกล้าร้อง
หล่อนร้องเพลงได้แย่มาก และร้องเพลงติดต่อกันไม่ยอมหยุด ทั้งยังยึดไมโครโฟนไว้ไม่ยอมปล่อยมือให้ใคร จนทุกคนถูกเสียงร้องเพลงของหล่อนทรมานกระทั่งไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้
มีคนรินเครื่องดื่มให้กับหลินม่าย แต่หลินม่ายไม่รับ
ทุกคนคิดว่าเธอคงรักความสันโดษ หลังจากนั้นจึงไม่มีใครสนใจเธออีกต่อไป
เสี่ยวหม่านร้องเพลงอยู่สักพักก่อนจะมอบไมโครโฟนให้กับหลินม่ายเพื่อขอให้เธอร้องเพลง
หลินม่ายไม่อยากร้องเพลงสักนิด
แต่เสี่ยวหม่านใช้ฝูงชนบีบบังคับและหลินม่ายไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากคว้าไมโครโฟน
เมื่อเธอร้องเพลงจนจบ เสี่ยวหม่านเปิดขวดเบียร์ผลไม้ให้เธอจิบเล็กน้อยเพื่อลดอาการคอแห้ง
หลินม่ายพูดขึ้นว่า “เธอก็รู้นี่ว่าฉันไม่ดื่ม”
เสี่ยวหม่านพูดต่อ “ลองจิบดูก่อน ค่อยตัดสินใจว่าจะดื่มหรือไม่ดื่ม”
หลินม่ายนึกคิดอยู่นานก่อนจะลองจิบดู หลังจากจิบไปแล้วเธอรู้สึกประหลาดใจมาก
เบียร์ผลไม้นี้อร่อยจริง ๆ มันไม่มีความขมของเบียร์เลย มีแต่ความหวานของผลไม้เท่านั้น
เธอยกขวดและดื่มมันจนหมดในคราวเดียว
เสี่ยวหม่านเม้มปากก่อนจะยกยิ้ม “อร่อยใช่ไหมล่ะ เอาอีกขวดไหม?”
“อร่อยก็จริง แต่ถึงจะอร่อยแค่ไหน มันก็ยังคงเป็นแอลกอฮอล์ และฉันจะไม่ดื่มแล้วล่ะ” หลินม่ายวางขวดลงบนโต๊ะก่อนจะหันไปพูดกับเสี่ยวหม่านว่า “พวกคุณอยู่กันต่อเลยนะ ฉันจะกลับแล้วล่ะ”
เสี่ยวหม่านดูนาฬิกาก่อนจะพูดว่า “เพิ่งสามทุ่มเอง จะกลับแล้วเหรอ เธอไม่ใช่เด็กแล้วนะ ทำไมรีบกลับขนาดนี้ล่ะ?”
คนอื่น ๆ ยังคงคะยั้นคะยอให้หลินม่ายอยู่ต่อ
หลินม่ายโบกมือแล้วบอกว่าในครอบครัวของเธอมีแต่เด็กและคนแก่ เธอค่อนข้างเป็นห่วงพวกเขา ก่อนยืนกรานว่าจะกลับอย่างแน่นอน
เสี่ยวหม่านจึงพูดว่า “อย่างนั้นฉันไปส่งนะ”
หลินม่ายไม่ปฏิเสธ
ก่อนจะออกไป เสี่ยวหม่านยกเบียร์ผลไม้ขึ้นดื่มอีกขวด
หลังออกจากห้องคาราโอเกะส่วนตัวแล้ว หลินม่ายรู้สึกปวดเบาเล็กน้อย จึงหันมาพูดกับเสี่ยวหม่านว่า “รอฉันสองนาทีนะ ฉันไปห้องน้ำก่อน”
หลังออกจากห้องน้ำมาได้ สีหน้าของหลินม่ายก็ย่ำแย่มาก
แสงไฟตรงทางเดินทำให้เธอเวียนหัว แม้แต่จะก้าวขายังยากลำบาก
เสี่ยวหม่านเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติจึงรีบก้าวไปด้านหน้าเพื่อประคองเอาไว้ ก่อนจะถามอย่างกังวล “เป็นอะไรหรือเปล่า?”
หลินม่ายกดขมับก่อนจะพูดต่อว่า “เวียนหัวมาก ง่วงด้วย”
เวลานี้เธอยิ้มอย่างหดหู่ “ฉันนี่คออ่อนจริง ๆ แค่เบียร์ผลไม้ขวดเดียวก็ทำฉันเมาซะแล้ว”
เสี่ยวหม่านกลายเป็นกังวลทันที “แบบนี้เธอขับรถไม่ได้แน่ ฉันจะไปส่งเธอที่บ้านเอง”
หลินม่ายไม่ปฏิเสธ
ทั้งสองออกจากห้องคาราโอเกะ
เสี่ยวหมานหันไปถามหลินม่าย “ม่ายจื่อ เราสามารถใช้ทางลัดดีไหม?”
แก้มทั้งสองของหลินม่ายแดงก่ำ เธอพยักหน้ารับอย่างสับสน “อืม”
เสี่ยวหมานลังเลสักครู่ แต่สุดท้ายก็ผ่อนคลายอารมณ์ก่อนจะพยุงหลินม่ายเดินไปทางตรอกมืด
เมื่อทั้งสองมาถึงกลางซอย ชายสองคนก็มาขวางทางเอาไว้
หนึ่งในนั้นกล่าวคำอย่างคล่องแคล่ว “น้องสาว จะไปไหนเหรอ เดี๋ยวพี่ชายไปส่งดีไหม”
หลินม่ายแทบจะไม่เหลือสติอีกแล้ว เธอลืมตาแทบไม่ขึ้น และสัมผัสได้ว่าพบเจอคนชั่วช้าเสียแล้ว
เธออยากจะพูดอะไรบางอย่างกับทั้งสองคน แต่กลับไม่สามารถส่งเสียงได้
เธอต้องการจะวิ่ง แต่ร่างกายอ่อนปวกเปียก แม้แต่ขายังไม่อาจขยับ
เมื่อเห็นว่ากำลังเผชิญหน้ากับอันตราย เสี่ยวหม่านก็หันหลังและวิ่งหนีพร้อมกับพยุงหลินม่ายไว้
ชายคนนั้นหัวเราะออกมา “เฮ้! จะวิ่งไปไหนน่ะ คิดว่าจะวิ่งหนีพวกพี่ได้เหรอ?”
ขณะพูดอย่างนั้น ทั้งสองเดินตามหลินม่ายและเสี่ยวหม่านมาทันพอดี
ชายคนหนึ่งยื่นมือออกมาคว้าแขนของหลินม่ายเอาไว้ “ผู้หญิงคนนี้สวยมาก!”
เสี่ยวหม่านเริ่มกังวลอย่างหนัก ทุบตีพวกเขาด้วยเรี่ยวแรงอันน้อยนิด “อย่าแตะต้องม่ายจื่อ!”
ต่อให้หล่อนนึกโมโหเพียงใด สุดท้ายหล่อนก็เป็นเพียงผู้หญิง จึงไม่อาจรับมือกับชายร่างใหญ่ทั้งสองคนได้
เสี่ยวหม่านถูกเหวี่ยงลงไปกองบนพื้น ชายหนึ่งในนั้นเตะหล่อนสองที “อย่าสร้างปัญหา!”
เสี่ยวหม่านขดตัวเป็นลูกบอลด้วยความเจ็บปวดก่อนจะมองหลินม่ายผู้ไร้สติที่ถูกชายสองคนนั้นลากตัวไป โดยที่หล่อนไม่อาจทำอะไรได้เลย
เสี่ยวหม่านนอนอยู่บนพื้นเนิ่นนานก่อนจะลุกขึ้นได้ หล่อนมองไปยังทิศทางที่หลินม่ายถูกลากออกไป สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดก่อนจะกล่าวแผ่วเบา “ฉันขอโทษ”
ทว่าเสียงหวานและแสนเย็นชาดังขึ้นจากด้านหลัง “เธอกำลังขอโทษฉันอยู่เหรอ?”
………………………………………………………………………………………………………………………..
สารจากผู้แปล
เอาตัวไปเสี่ยงอีกแล้วนะม่ายจื่อ ได้จัดคนไว้รับมือกรณีฉุกเฉินบ้างไหมเนี่ย
ไหหม่า(海馬)