แม่ปากร้ายยุค 80 - ตอนที่ 987 อ้อนวอนแทนลูกอกตัญญู
ตอนที่ 987 อ้อนวอนแทนลูกอกตัญญู
ตอนที่ 987 อ้อนวอนแทนลูกอกตัญญู
หลินม่ายกลับบ้านมาด้วยความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ คุณย่าฟางเห็นว่าโต้วโต้วไม่ได้มาด้วย จึงถามไปว่า “โต้วโต้วกลับไปอยู่กับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของหล่อนแล้วเหรอ?”
หลินม่ายพยักหน้ารับ
คุณย่าฟางถอนหายใจอย่างหนักด้วยความเศร้าโศกพลางพึมพำ “ไม่คิดแม้แต่จะมาบอกลาฉันและตาเฒ่าเลย”
คุณปู่ฟางถามเธอว่า เจ้าหน้าที่ศาลให้คำตัดสินเป็นอย่างไร
หลินม่ายเล่าเรื่องทั้งหมดในศาลให้พวกเขาฟัง
คุณปู่ฟางพูดด้วยความโกรธ “เจ้าหน้าที่ศาลขอให้หลานจ่ายเงินให้โต้วโต้ว 105 หยวนต่อเดือนเป็นค่าเลี้ยงดู หลานควรจ่ายแค่นั้น ทำไมต้องไปเพิ่มเงินอีก 45 หยวนด้วย? เห็นชัดอยู่แล้วว่าพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดโต้วโต้วอยากได้หล่อนกลับไป เพียงเพราะเงินสนับสนุนที่หลานส่งให้โต้วโต้ว หลานกลับไปเสนอให้เพิ่มขึ้นอย่างไร้เดียงสา นั่นไม่ได้เป็นการทำให้พ่อแม่โต้วโต้วเอาเปรียบหรือไง?”
หลินม่ายยักไหล่และตอบว่า “ท้ายที่สุดแล้ว ฉันก็เคยมีความสัมพันธ์แบบแม่ลูกกับโต้วโต้ว การเพิ่มเงินเล็กน้อยจึงไม่ได้สลักสำคัญ ส่วนเงินที่ตกไปอยู่ในมือของพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของหล่อนก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันเลย”
คุณย่าฟางเอ่ยอย่างมองโลกในแง่ดี “บางทีหลังจากอาศัยอยู่กับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดไปสักพักแล้ว โต้วโต้วคงจะรู้เองว่าใครปฏิบัติต่อเธออย่างดีและใครแค่เสแสร้ง”
หลินม่ายส่ายหัว “มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้วค่ะ ปัญหาของโต้วโต้วไม่ใช่เพราะคิดว่าฉันดีไม่พอสำหรับเธอ แต่เป็นเพราะหล่อนทนตงตงไม่ได้ สิ่งที่หล่อนต้องการคือการเป็นที่โปรดปรานของครอบครัวเพียงคนเดียว”
ทุกครั้งที่เธอนึกถึงคำถามของโต้วโต้วที่ว่าทำไมหล่อนถึงต้องมีน้องชาย หลินม่ายรู้สึกตกใจมาก ทำไมตัวเธอถึงไม่อยากมีลูกเป็นของตัวเองล่ะ?
คุณย่าฟางสับสน “ก่อนที่ตงตงจะเกิดมา ย่าก็คิดว่าหล่อนจะปฏิบัติต่อน้องชายของหล่อนเป็นอย่างดี”
“ตอนนั้นน้องชายไม่สามารถแข่งขันกับหล่อนได้ แน่นอนว่าหล่อนจึงมีความสุขที่ได้ประพฤติตัวดี”
คุณย่าฟางหยุดพูดและจ้องมองอากาศอย่างเหม่อลอย
เวลาใกล้ค่ำแล้ว หลินม่ายเข้าครัวเพื่อเตรียมอาหารกลางวัน เสี่ยวเหวินและเสี่ยวมู่ตงต่างก็เข้ามาช่วยเหลือเธอ
เสี่ยวเหวินผู้เป็นเด็กเงียบขรึม กลับกลายเป็นเด็กช่างพูดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเล่าเรื่องตลกที่เขาอ่านจากหนังสือให้หลินม่ายฟัง
หลินม่ายพูดไปว่า “เอาล่ะ ไม่ต้องพยายามแล้ว อาสบายดี”
เธอรู้ว่าที่เสี่ยวเหวินมาเล่าเรื่องตลกให้ฟังนั่นก็เพื่อทำให้เธอยิ้มได้ เขากลัวว่าการจากบ้านไปของโต้วโต้วจะทำให้หลินม่ายเสียใจ
แน่นอนว่าการจากไปของโต้วโต้วทำให้เธอหมองเศร้า แต่เศร้าเสียใจไปก็เท่านั้น เธอจึงสลัดความรู้สึกเหล่านั้นทิ้ง
เสี่ยวเหวินยิ้มอย่างเขินอาย
ก่อนรับประทานอาหารกลางวัน มีคนข้างนอกลานบ้านกำลังเรียกชื่อหลินม่าย
หวางไฉที่กำลังนอนหลับอยู่ในห้องนั่งเล่น จู่ ๆ ก็หูผึ่งและรีบวิ่งออกไปจากห้องพร้อมเห่าเสียงดัง
เสี่ยวเหวินและเสี่ยวมู่ตงคงเป็นคนนำมันเข้ามาในบ้าน อาบน้ำและให้อาหารมัน หวางไฉจึงกระดิกหางให้พวกเขาอย่างซื่อสัตย์ ขณะที่ไม่สนใจคนอื่นมากนัก
แต่ด้วยสัญชาตญาณของสุนัขเฝ้าบ้าน เมื่อใดก็ตามที่มีคนแปลกหน้าปรากฏตัวที่ประตู มันจะเห่าอย่างดุร้ายจากด้านหลังประตู เพื่อพยายามขับไล่พวกเขาออกไป
หลินม่ายมองออกไปทางหน้าต่างห้องครัว เห็นว่าเป็นกลุ่มคนที่แต่งตัวเหมือนชาวนา ซึ่งเธอไม่รู้จักใครในนั้นเลย
เธอหยุดทำอาหารกลางวันและเดินไปที่ประตูลานบ้าน ก่อนถามว่าพวกเขาเป็นใครและต้องการอะไรจากเธอ
หนึ่งในนั้นคือหญิงชราร่างกายผอมแห้งและอ่อนแอ เธอใช้ไม้เท้าค้ำยันพลางกล่าวคำอ้อนวอน “ม่ายจื่อที่รักเอ๋ย ฉันรู้ว่าคุณต้องการช่วยพวกเรา แต่ได้โปรดเถอะ ฉันขอร้องล่ะ อย่าให้ลูก ๆ ของเราต้องไปนอนในคุกเลย”
ผู้เฒ่าคนอื่น ๆ ต่างก็ช่วยกันขอร้องเช่นกัน
คนหนุ่มสาวและวัยกลางคนที่ติดตามผู้สูงอายุเหล่านี้ล้วนอ้อนวอนไม่หยุดหย่อน โดยบอกว่าพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงตัวเองและดูแลผู้สูงอายุในอนาคต
ก่อนหน้านี้หลินม่ายตระหนักได้ว่าผู้สูงอายุเหล่านี้กำลังเผชิญกับการละเลยจากลูกหลานของตัวเอง เธอจึงสั่งเสิ่นเสี่ยวผิงจัดเตรียมความช่วยเหลือทางกฎหมายให้พวกเขา
หลินม่ายต้องการช่วยพวกเขา แต่พวกเขากลับกลัวว่าลูก ๆ ของตัวเองจะถูกลงโทษตามกฎหมาย จึงได้เดินทางมาจากชนบทในวันที่ร้อนระอุเพื่อวิงวอนแทนลูกหลานเหล่านั้น
หลินม่ายเปิดประตูเพื่อปล่อยให้ผู้สูงอายุและลูกหลานของพวกเขาเข้ามา “เข้ามาคุยกันข้างในเถอะค่ะ ข้างนอกร้อนเกินไป”
คุณปู่ฟางและคุณย่าฟางจำผู้สูงอายุเหล่านี้ได้เกือบทั้งหมด ด้วยความประหลาดใจที่พวกเขาก็มาที่บ้านอย่างกะทันหัน จึงถามไปว่า “พี่น้องทั้งหลายเอ๋ย ทำไมถึงมาที่นี่กัน? แล้วนี่เดินทางมาร้อนมากไหม?”
จากนั้นจึงหันไปบอกเสี่ยวเหวินให้ไปหั่นแตงโมลูกใหญ่ในครัวมาให้ทุกคนกิน
คนพวกนี้จะมีใจกินแตงโมได้อย่างไร พวกเขาจึงบอกผู้อาวุโสสองคนถึงสิ่งที่พวกเขาเพิ่งพูดกับหลินม่าย
คุณย่าฟางพูดด้วยความโกรธ “ก็ถ้าลูก ๆ พวกคุณไม่มาเลี้ยงดูตอนแก่เฒ่า พวกเขาก็สมควรเข้าคุกไม่ใช่หรือไง?”
ลูกหลานของผู้สูงอายุหลายคนคุกเข่าลงบนพื้นทันทีพร้อมยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง และให้คำสัญญาว่าจะเลี้ยงดูพ่อแม่ในวัยชรา พวกเขาช่วยกันขอร้องหลินม่ายว่าอย่าฟ้องร้องให้พวกเขาต้องขึ้นศาลเลย
หลินม่ายสงสัยอย่างมากเกี่ยวกับคำพูดของคนเหล่านี้ จึงพูดไปว่า “ถ้าไม่อยากติดคุกก็ให้ลงนามในหนังสือรับรองกับเจ้าหน้าที่ศาล สัญญาว่าจะดูแลพ่อแม่ที่แก่ชราของพวกคุณอย่างดี เท่านี้ก็จะไม่มีใครถูกจับเข้าคุกแล้วนี่คะ”
ลูกหลานเหล่านั้นถามขึ้นพร้อมกันว่า “จริงหรือ? ตราบใดที่ดูแลผู้สูงอายุอย่างดีก็ไม่ต้องเข้าคุกเหรอ?”
เมื่อสองถึงสามวันก่อน เมื่อเจ้าหน้าที่ศาลมาที่บ้านเพื่อตรวจสอบว่าพวกเขาละเลยพ่อแม่ที่แก่ชราหรือไม่ ก็ได้รับแจ้งว่าการไม่สนับสนุนพ่อแม่จะถูกจำคุก
พวกเขาหวาดกลัวอย่างยิ่ง วันนี้พวกเขาจึงรวมตัวกันและพาผู้สูงอายุที่บ้าน
หลินม่ายพยักหน้า “จริงค่ะ”
หญิงชราก้าวไปข้างหน้าและคว้ามือของหลินม่าย “ม่ายจื่อ หนูช่วยเขียนจดหมายรับรองว่าลูก ๆ ของเราจะไม่ติดคุกได้ไหม?”
หลินม่ายตกตะลึง เธอหันไปมองไปที่คุณปู่ฟางและคุณย่าฟาง
หนวดคุณปู่ฟางถึงกับกระตุกด้วยความโกรธ “เอาล่ะ ๆ หลินม่ายจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวของคุณอีกต่อไป อย่ากดดันให้เธอเขียนจดหมายรับประกันใด ๆ เลย! ทั้งหมดเป็นเพราะการแทรกแซงของฉันเอง เพราะเห็นทุกคนกำลังเผชิญกับช่วงเวลาลำบาก ฉันอยากให้หลินม่ายเข้าช่วยเหลือ หากไม่รับน้ำใจกันก็ลืมเสียเถอะ”
หญิงชราและชายชราเหล่านั้นล้วนก้มหน้าลงด้วยความอาย
คุณปู่ฟางพูดกับลูกหลานที่ละเลยผู้สูงอายุเหล่านั้น “ฉันจะไม่เชิญพวกเธอรับประทานอาหารเที่ยง เช่นนั้นไปซะ”
เด็กกลุ่มหนึ่งต่างพากันจากไปอย่างหดหู่
เนื่องจากผู้สูงอายุหลายสิบคนมาที่นี่อย่างกะทันหัน ทำให้อาหารที่ปรุงเองที่บ้านของพวกเขาไม่เพียงพอ หลินม่ายจึงให้เสี่ยวเหวินไปยังโรงแรมที่อยู่สุดซอยเพื่อซื้อหมูพะโล้ ซี่โครงหมูนึ่งกับเส้นหมี่หลายชุด หมูตุ๋น ผักดอง และอาหารอื่น ๆ ที่ผู้สูงอายุรับประทานได้ง่ายนอกจากอาหารที่ปรุงเอง เมื่อจัดโต๊ะอาหารขนาดใหญ่ พวกเขาก็เชิญชวนผู้สูงอายุรับประทานอาหารด้วยกัน
ในบรรดาผู้สูงอายุเหล่านั้น บางคนไม่สามารถแม้แต่จะซื้ออาหารให้ครบมื้อ ไม่ต้องพูดถึงเนื้อสัตว์เลยด้วยซ้ำ ในตอนแรกทุกคนรู้สึกเขินอายเล็กน้อย แต่ด้วยคำชักชวนของคุณปู่ฟางและคุณย่าฟาง ในที่สุดพวกเขาก็เริ่มรับประทานอาหารอย่างเต็มที่
หลังจากกินจนอิ่มท้องแล้ว หลินม่ายก็ขอให้คนจัดรถสองแถวไปส่งพวกเขากลับบ้าน
คุณปู่ฟางส่ายหัวด้วยความโกรธ “คนพวกนี้ยังคิดจะปกป้องลูกอกตัญญูของพวกเขาอีก คราวหน้าพวกเขาจะต้องเผชิญกับความยากลำบากอีกครั้ง อาหารมื้อเที่ยงที่บ้านของเราวันนี้น่าจะเป็นอาหารที่ดีที่สุดแล้ว พวกเขาจะไม่ได้กินมันไปอีกตลอดชีวิต!”
คุณย่าฟางพยุงเขาเข้าไปในห้อง “ตาเฒ่าเอ๋ย เราพยายามอย่างดีที่สุดแล้ว ดังนั้นอย่าคิดมากเกี่ยวกับมันอีกเลย”
ก่อนเข้านอนตอนกลางคืน ฟางจั๋วหรานโทรมาหาตามปกติ เพื่อถามเรื่องของโต้วโต้วว่าเป็นอย่างไรบ้าง
หลินม่ายเล่าให้เขาฟังทุกอย่าง
เมื่อฟางจั๋วหรานได้ยินเกี่ยวกับโต้วโต้วถามถึงเครื่องประดับทองคำที่หลินม่ายซื้อให้ ในใจเขายิ่งรู้สึกเย็นชากว่าเดิม
เด็กคนนี้ไม่รู้สึกลังเลใจที่จะแยกจากพวกเขา ราวกับว่าไม่มีความผูกพันกับพวกเขาเลย แต่เมื่อพูดถึงเรื่องสิ่งของมีค่า หล่อนกลับเรียกร้องอย่างมาก ราวกับครอบครัวพวกเขาเป็นหนี้หล่อน
แต่ตอนนี้มันไม่สำคัญแล้ว ในอนาคตสะพานจะเป็นสะพาน และถนนจะเป็นถนน หล่อนจะต้องค้นหาความสุขของตัวเอง
ฟางจั๋วหรานไม่ได้พูดคำเหล่านี้ออกไป เพราะเกรงว่าหลินม่ายจะเสียใจ เขาจึงแค่ปลอบโยนเธอเท่านั้น
………………………………………………………………………………………………………………………….