แม่ปากร้ายยุค 80 - ตอนที่ 982 ขอให้รองนายกเทศมนตรีออกหน้าแทน
ตอนที่ 982 ขอให้รองนายกเทศมนตรีออกหน้าแทน
ตอนที่ 982 ขอให้รองนายกเทศมนตรีออกหน้าแทน
ในช่วงบ่าย เจิ้งซวี่ตงได้นำผู้ปฏิบัติงานสำรองอายุน้อยหลายสิบคนมาพร้อมกับทีมของโม่เจี้ยนอัน
หลินม่ายพาพวกเขาไปยังบ้านรับรองแขกในเมืองเพื่อปักหลักก่อน
บ้านรับรองแขกแห่งนี้เป็นบ้านของรัฐที่หลินม่ายขอลี้ภัยเพื่อหลบหนีจากตระกูลอู๋เมื่อหลายปีก่อน
พนักงานต้อนรับที่เคยทำเรื่องยุ่งยากให้เธอและปฏิเสธที่จะให้เธอเข้าพักในตอนนั้นยังคงทำงานอยู่ที่เดิม
อย่างไรก็ตามเด็กสาวคนนั้นได้เติบโตเป็นหญิงสาวแล้ว หล่อนไม่มีความเย่อหยิ่งในอดีตอีกต่อไป มีเพียงรอยยิ้มอย่างเป็นมิตรเท่านั้น
วันนี้แตกต่างจากเมื่อก่อน บ้านรับรองแขกต้องรับผิดชอบผลกำไรขาดทุนของตัวเอง ประสิทธิภาพไม่ดี คนงานถูกเลิกจ้างทั้งหมด
เพื่อรักษางานไว้ พนักงานที่หยิ่งผยองก่อนหน้านี้ต้องละทิ้งความภาคภูมิใจและเอาใจลูกค้าทุกคนที่เดินเข้าประตูไป
หลินม่ายนึกถึงความเป็นไปได้ที่ว่า เพราะเธอเคยทำให้แผนกต้อนรับต้องอับอายในอดีต อีกฝ่ายจึงพัฒนามาเป็นแบบนี้ได้
แต่ตอนนี้เธอไม่อยากทำอะไรและรู้สึกว่ามันไม่จำเป็น ชีวิตที่ยากลำบากได้สอนบทเรียนแสนสาหัสให้กับฝ่ายนั้นแล้ว
หลังจากที่ทุกคนเข้ามาแล้ว หลินม่ายจัดการประชุมสั้น ๆ โดยแบ่งโครงการฟาร์มและปศุสัตว์ออกเป็นกลุ่มละสิบคน จากนั้นเธอก็ให้ผู้ปฏิบัติงานสำรองจับสลากเพื่อกำหนดภารกิจของพวกเขา
หากจับสลากแล้วไม่พอใจ พวกเขาสามารถแลกเปลี่ยนกันเองได้เลย
นี่คือทั้งหมดที่หลินม่ายต้องอธิบาย และเจิ้งซวี่ตงรับผิดชอบเรื่องการจับฉลาก
เมื่อกลับมาในชนบท เธอต้องการใช้โอกาสนี้เพื่อพักผ่อนให้มากที่สุด
โม่เจี้ยนอันเข้ามาหยุดเธอไว้ก่อน โดยเสนอแนะว่าการจัดตั้งบ้านพักสวัสดิการในเมืองเทศมณฑลอาจเป็นการดีกว่า ซึ่งมีประชากรกระจุกตัวมากกว่าและมีความปลอดภัยดีกว่า
แต่หลินม่ายไม่อยากให้เปิดในเขตเทศมณฑล
ถ้าเปิดในเมืองจะดีมาก ค่าครองชีพก็ถูกกว่า ทำให้พวกเขาสามารถรองรับผู้สูงอายุที่ยากจนได้มากขึ้น
เมื่อกลับมาในตอนเย็น หลินม่ายโทรหาหลี่หมิงเฉิงและขอให้เขานำรถแทรกเตอร์ที่ไม่ได้ใช้กลับมา
เธอวางแผนที่จะนำผู้ปฏิบัติงานสำรองหลายสิบคนไปเยี่ยมชมฟาร์มและปศุสัตว์ที่ได้รับการจัดสรรในวันรุ่งขึ้น เพื่อให้พวกเขาได้เห็นสถานการณ์โดยตรงและทำความรู้จักกับหัวหน้าหมู่บ้าน
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่หมิงเฉิงมาพร้อมกับรถแทรกเตอร์
หลินม่ายปล่อยให้เจิ้งซวี่ตงและกลุ่มผู้ปฏิบัติงานสำรองรับประทานอาหารเช้าให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง
ผู้ปฏิบัติงานสำรองสองคนรู้สึกรังเกียจมากเมื่อเห็นว่ารถคันนั้นเป็นรถแทรกเตอร์จริง ๆ
หลินม่ายไม่ได้ตั้งใจเลือกรถแทรกเตอร์เป็นวิธีการขนส่ง เนื่องจากถนนในชนบทอยู่ในสภาพย่ำแย่ และรถแทรกเตอร์ก็มีปัญหาจุกจิกน้อย
หลินม่ายถามผู้ปฏิบัติงานสำรองสองคนที่ดูรังเกียจมัน “ไม่อยากนั่งรถแทรกเตอร์เหรอคะ?”
ผู้ปฏิบัติงานสำรองทั้งสองตอบสนองอย่างรวดเร็ว โดยปฏิเสธและบอกว่ามันแปลกใหม่
หลินม่ายยิ้มและไม่พูดอะไร
เธอแจ้งให้ผู้ปฏิบัติงานสำรองทั้งหมดทราบว่างานนี้จะได้รับการประเมินเป็นเวลาหนึ่งปี และผู้ที่ทำผลงานได้ดีจะมีโอกาสได้รับการเลื่อนตำแหน่ง
ทันใดนั้นก็ไม่มีผู้ปฏิบัติงานสำรองคนใดรู้สึกคัดค้านที่ถูกส่งมาทำงานในชนบทอีกต่อไป
เหมือนกับก่อนหน้านี้ เมื่อใดที่หลินม่ายและครอบครัวกำลังจะกลับเข้าเมือง ชาวบ้านใกล้เคียงในเมืองซื่อเหม่ยจะนำผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรมากมายมาให้พวกเขา
ผักและผลผลิตอื่น ๆ สามารถเก็บท้ายรถได้
ไก่และเป็ดที่ยังมีชีวิตถูกบรรจุในชะลอมและแขวนไว้นอกกระโปรงหลังรถ
โชคดีที่สมัยปัจจุบันตำรวจจราจรไม่สนใจเรื่องนี้ ไม่อย่างนั้นเธอคงถูกปรับ
ครอบครัวขับรถกลับไปที่ถนนต่งถิงในเมืองเจียงเฉิง
ก่อนลงจากรถ หลินม่ายเห็นตราประทับของศาลบนประตูลานบ้านของอู๋เจิ้นหัวที่อยู่ติดกัน
คุณปู่ฟางถามอย่างสงสัย “เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวนี้? ตอนแรกพวกเขาโดนจับกุม ตอนนี้บ้านของเขาก็ถูกสั่งปิด”
แม้ว่าหลินม่ายจะอยู่ในชนบทมาหลายวัน แต่เพราะเธอท่านหนังสือพิมพ์ทุกวัน จึงรู้สาเหตุว่าทำไมบ้านของตระกูลอู๋จึงถูกสั่งปิด
คืนนั้น อู๋เจิ้นหัวและภรรยาถูกจับกุม ตำรวจได้สอบสวนพวกเขาในชั่วข้ามคืน โดยดึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากคำให้การของทั้งคู่
เป็นผลให้ใช้เวลาเพียงสองวันในการรื้อองค์กรที่ผิดกฎหมายทั้งหมดด้วยข้อมูลที่ได้รับ
โชคดีที่เงินจากการระดมทุนที่ผิดกฎหมายไม่ได้ถูกนำไปใช้มากนัก
เงินถูกส่งคืนให้กับพลเมืองที่ถูกหลอกลวง และถึงแม้จะมีเสียงโห่ร้องของสาธารณชนอย่างมาก แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้บานปลายจนกลายเป็นความวุ่นวาย นี่เป็นผลลัพธ์ที่โชคดีท่ามกลางเหตุการณ์ที่โชคร้าย
การฉ้อโกงครั้งใหญ่ประเภทนี้ต้องถูกปรับอย่างหนัก ซึ่งเป็นเหตุผลที่บ้านของอู๋เจิ้นหัวถูกยึด
แม้ว่าผลการตรวจดีเอ็นเอจะออกมาแล้ว แต่หลินม่ายตั้งใจที่จะไปโรงพยาบาลอีกครั้งในวันพรุ่งนี้เพื่อรวบรวมผล
เธอกำชับกับโต้วโต้วว่า หากหรงจี้เหมยมาก็ควรนัดพบกันที่ทางเข้าโรงพยาบาลเวลาเก้าโมงเช้าวันพรุ่งนี้ และไปรับผลตรวจดีเอ็นเอด้วยกัน
หลังจากบ่ายสองโมง เธอไปหารองนายกเทศมนตรีหร่วน
รองนายกเทศมนตรีหร่วนเห็นเธอก็พูดว่า “คุณมาถูกเวลาพอดี”
เขาหยิบใบรับรองเกียรติยศสีแดงขนาดใหญ่ออกมาจากลิ้นชักพร้อมซองจดหมาย “ต้องขอบคุณการรายงานคดีฉ้อโกงที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที สิ่งต่าง ๆ อาจบานปลายได้หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ตรวจสอบ นี่คือใบรับรองเกียรติยศและรางวัลของคุณ”
หลินม่ายรับมาเพียงเกียรติบัตร “ฉันไม่ต้องการรางวัลค่ะ โปรดบริจาคให้กับบ้านพักสวัสดิการของฉันด้วยท่านนายกเทศมนตรีหร่วน”
รองนายกเทศมนตรีหร่วนจึงเรียกเลขาฯ มาแจ้งเรื่องให้ทราบ
หลังจากที่เลขาออกไปแล้ว รองนายกเทศมนตรีหร่วนถามหลินม่ายว่าเธอมีธุระรอะไรกับเขา
หลินม่ายจึงได้แจ้งกับนายกเทศมนตรีหร่วนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของหลานชายรัฐมนตรีก่งจากกรมก่อสร้างเมืองในโครงการเทศบาล เพื่อสร้างถนนสี่แยก
อย่างไรก็ตาม เธอจงใจละเว้นจากการกล่าวถึงว่าการกระทำของหลานชายนั้นกำกับโดยรัฐมนตรีก่งเอง
และไม่ได้บอกว่านายก่งกำลังมองหาส่วนแบ่งผลกำไร ไม่ต้องพูดถึงความจริงที่ว่าเขาต้องการส่วนแบ่ง 40% เธอเพียงแต่บอกว่าเขาต้องการเรียนรู้ด้านเทคนิคของโครงการ
หลินม่ายดูลำบากใจขณะที่เธอพูดว่า “ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากสอนทักษะหลานชายของรัฐมนตรีก่ง แต่โปรเจกต์นี้มีข้อกำหนดด้านเวลาและคุณภาพที่เฉพาะเจาะจง หลานชายของรัฐมนตรีก่งเป็นคนนอกที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับงานเหล่านี้ การเรียนรู้งานจะทำให้ความก้าวหน้าช้าลง และไม่มีหลักประกันว่าจะรักษาคุณภาพไว้ได้ ฉันจะให้เขาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ได้อย่างไรคะ?”
รองนายกเทศมนตรีหร่วนเข้าใจทันทีว่ารัฐมนตรีก่งพยายามใช้เล่ห์เหลี่ยมกับหลินม่าย
รัฐมนตรีก่งมีแนวทางที่ค่อนข้างกล้าหาญ แม้จะมีคำแนะนำที่ชัดเจนจากระดับสูงว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้รับอนุญาตให้แสวงหาผลประโยชน์ใด ๆ จากธุรกิจหรือประชาชน แต่เขาก็ยังกล้าที่จะฝ่าฝืนกฎ
รองนายกเทศมนตรีหร่วนถามหลินม่ายอย่างใจดี “คุณต้องการให้ผมปฏิเสธหลานชายของรัฐมนตรีก่งเหรอ?”
หลินม่ายพยักหน้ารับ
นายกเทศมนตรีหร่วนจึงพยักหน้า “ผมจะจัดการให้คุณในภายหลัง”
หลินม่ายกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ก่อนหน้านี้หลินม่ายได้บอกโม่เจี้ยนอันและเสี่ยวหม่านว่าเมื่อเธอจัดการกับรัฐมนตรีก่งในอีกไม่กี่วัน มันจะเป็นหลังจากที่องค์กรฉ้อโกงที่จัดตั้งขึ้นถูกรื้อถอนออกไปแล้ว
หากเรื่องนี้ไม่สามารถแก้ไขได้อย่างสมบูรณ์ เธอคงไม่สบายใจที่จะขอความช่วยเหลือจากรองนายกเทศมนตรีหร่วน
ทันทีที่หลินม่ายกลับมาถึงบ้าน โต้วโต้ววิ่งมาหาและบอกเธออย่างมีความสุข หล่อนได้บอกแม่หรงแล้วว่าพรุ่งนี้เช้าให้มาพบกันที่ประตูโรงพยาบาลเวลาเก้าโมงเช้า
โต้วโต้วมองหลินม่ายด้วยความรัก “คุณแม่เป็นเหมือนเทพธิดาเลย รู้อนาคตด้วยว่าแม่ของหนูจะมาบ่ายวันนี้”
หลินม่ายเพียงยิ้มและไม่พูดอะไร
เมื่อนึกถึงความเป็นไปได้ที่โต้วโต้วจะกลับไปกับแม่ผู้ให้กำเนิดในวันพรุ่งนี้ หลินม่ายจึงเตรียมอาหารโปรดของโต้วโต้วในมื้อเย็น
ก่อนรับประทานอาหารเสร็จ รัฐมนตรีก่งก็โทรมา
เขาบ่นทางโทรศัพท์ว่า “สหายเสี่ยวหลิน ถ้าคุณกังวลว่าหลานชายของผมจะทำให้ความคืบหน้าของโครงการของคุณช้าลง คุณควรชี้แจงอย่างชัดเจนเมื่อคุณชวนผมไปรับประทานอาหารเย็นในวันนั้น ทำไมคุณต้องรายงานเรื่องนี้ต่อรองนายกเทศมนตรีหร่วนด้วย มันก็แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
หลินม่ายพ่นลมหายใจเย็นชา วันนั้นที่โต๊ะอาหารเย็นเธอได้พูดอย่างชัดเจนแล้วว่า เธอไม่ต้องการให้หลานชายของเขาเข้ามาเกี่ยวข้องและแบ่งปันผลกำไร
รัฐมนตรีก่งพยายามหลีกเลี่ยงปัญหานี้ โดยอ้างว่าเธอไม่เคยพูดถึงมันเลย!
น้ำเสียงของหลินม่ายเปลี่ยนเป็นความเคารพอย่างมาก “ฉันตั้งใจจะพูดถึงมันในตอนนั้น แต่เนื่องจากหน้าที่ราชการยุ่ง รัฐมนตรีก่งจากไปอย่างเร่งรีบ ต่อมาเมื่อฉันไปทำธุระในจังหวัด ก็บังเอิญได้พบกับรองนายกเทศมนตรีหร่วน เขาถามฉันว่าเหตุใดการซ่อมถนนตรงสี่แยกจึงใช้เวลานานนัก ฉันบอกว่าหลานชายของรัฐมนตรีก่งกำลังเรียนรู้งาน ซึ่งมีส่วนทำให้ความก้าวหน้าช้าลง ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดเรื่องนี้กับรองนายกเทศมนตรีหร่วนเลยค่ะ”
การหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบอยู่ในความสามารถของเธอเช่นกัน
เมื่อกลับไปนอนตอนกลางคืน ขณะที่เดินผ่านห้องฟางจั๋วเยวี่ย หลินม่ายได้ยินเสียงของโต้วโต้วดังลอดมาแผ่วเบา
เธอยกมือขึ้นบอกให้เสี่ยวมู่ตงเงียบไว้ ก่อนแนบหูที่ประตูเพื่อแอบฟัง ขณะที่เสี่ยวมู่ตงทำตาม
ในเวลานี้โต้วโต้วกำลังคุยโทรศัพท์กับกู่จาวตี้เพื่อเล่าปัญหาของหล่อน
โต้วโต้วดูเหมือนอยากกลับไปหาพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของหล่อน แต่ในขณะเดียวกันก็พบว่าพวกเขายากจนเกินไป ความรู้สึกของหล่อนจึงขัดแย้งกัน
กู่จาวตี้พูดทางโทรศัพท์ “ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบในโลกนี้ เธอไม่อาจมีทุกสิ่งที่ต้องการได้หมดหรอก”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลินม่ายก็หยุดฟังและพาเสี่ยวมู่ตงกลับห้องไปนอน
เช้าวันรุ่งขึ้นเวลาเก้าโมง หลินม่ายพาโต้วโต้วและหรงจี้เหมยมาพบกันที่ประตูโรงพยาบาลเพื่อรับผลการตรวจดีเอ็นเอ
ผลสรุปออกมาไม่มีข้อกังขาใด ยืนยันชัดแล้วว่าหรงจี้เหมยเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดของโต้วโต้วจริง
หลินม่ายพูดกับหรงจี้เหมย “เราแต่ละคนกลับไปที่บ้านของตัวเองเพื่อไปเอาทะเบียนบ้าน หลังจากนั้นเราจะพบกันที่สถานีตำรวจถิงเจียและโอนชื่อโต้วโต้วไปยังทะเบียนครอบครัวคุณ”
หรงจี้เหมยรีบโบกมือ “โต้วโต้วควรอยู่ที่บ้านของคุณ คุณเลี้ยงดูหล่อนมาหลายปีแล้ว และคุณเองก็ผูกพันกับเด็ก”
หลินม่ายถามด้วยความประหลาดใจ “ในเมื่อคุณไม่ได้คิดที่จะรับโต้วโต้วกลับไป ทำไมคุณถึงเลือกที่จะยอมรับว่าหล่อนเป็นลูกของคุณล่ะ?”
หรงจี้เหมยเผยท่าทางประหลาดใจยิ่งกว่า “ฉันเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดหล่อน จึงอยากรู้จักหล่อน มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์”
“ก็เพราะคุณเป็นแม่ผู้ให้กำเนิด การพาหล่อนกลับบ้านด้วยก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ?”
หรงจี้เหมยจ้องมองหลินม่ายอยู่นาน “คุณไม่อยากเลี้ยงดูโต้วโต้วแล้วเหรอคะ?”
หลินม่ายอยากตอบกลับไปว่า ในฐานะแม่ผู้ให้กำเนิดของเธอ หล่อนไม่อยากรับภาระหน้าที่ของแม่ใช่ไหม?
ให้ตายเถอะ เธอจะไม่มีวันแพ้นังผู้หญิงเจ้าเล่ห์คนนี้เด็ดขาด
แต่อีกฝ่ายเป็นปีศาจมาร
เธอกลัวว่าการพูดออกไปเช่นนี้ โต้วโต้วที่บอบช้ำจากการถูกแม่ทอดทิ้งครั้งหนึ่ง มันอาจจะสร้างบาดแผลให้กับหัวใจเธออีกครั้ง
หลินม่ายเลิกคิ้วและมองหรงจี้เหมยด้วยสายตาเฉียบคม “ฉันยินดีที่จะเลี้ยงดูโต้วโต้ว โดยมีเงื่อนไขว่าคุณจะต้องลงนามสละสิทธิ์ในการเลี้ยงดู และไม่มีสิทธิ์ไปเยี่ยมหล่อนอีก”
หรงจี้เหมยตกตะลึง ไม่คาดคิดว่าหลินม่ายจะทำเช่นนี้
หากไม่ได้รับอนุญาตให้มาเยี่ยมโต้วโต้ว แล้วหล่อนจะล้างสมองเด็กน้อยให้เชื่อฟังคำพูด และร่วมมือกับสามีภรรยาเพื่อยึดทรัพย์สินของหลินม่ายได้อย่างไร?
หลินม่ายยกข้อมือดูนาฬิกา “โปรดรีบตัดสินใจเร็วค่ะ ฉันยังมีสิ่งอื่นที่ต้องทำ”
หรงจี้เหมยพึมพำ “ครอบครัวของเรายากจนมาก ฉัน… ฉันกลัวว่าถ้าเราพาโต้วโต้วกลับบ้าน หล่อนจะมีชีวิตที่ยากลำบาก…เรื่องการอดทนต่อความยากลำบากเป็นปัญหารอง สิ่งสำคัญคือหล่อนยังมีอาการป่วยด้วย หากอาการของหล่อนทรุดลงเนื่องจากความยากจน ฉันจะรู้สึกผิดอย่างมากที่ไม่ได้ดูแลหล่อนให้ดีขึ้น”
หลินม่ายกล่าว “คุณไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนี้ คุณสามารถเปิดบัญชีเงินฝาก แล้วฉันจะโอนค่าครองชีพ ค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล และค่าเสื้อผ้าของโต้วโต้วเข้าบัญชีทุกเดือนตรงเวลา แม้ว่าครอบครัวของคุณจะยากจนจนไม่มีอาหารกิน แต่ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของโต้วโต้ว”
ดวงตาโต้วโต้วเปล่งประกายขึ้นทันใด หล่อนพูดกับหลินม่ายว่า “คุณแม่คะ หนูอยากกลับไปบ้านของตัวเอง”
สีหน้าหลินม่ายเปลี่ยนเป็นจริงจัง “หนูต้องคิดเรื่องนี้ให้รอบคอบ เมื่อหนูกลับไปหาแม่ผู้ให้กำเนิด หนูจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับฉันอีก”
โต้วโต้วเกิดความลังเล
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
ต้องให้ถึงมือคนใหญ่คนโตก่อนสินะถึงจะเกิดความยำเกรง
ความจนมันน่ากลัวนะน้องถั่ว คิดดีๆ ก่อนตัดสินใจ
ไหหม่า(海馬)