แม่ปากร้ายยุค 80 - ตอนที่ 979 ประชุม
ตอนที่ 979 ประชุม
EnjoyBook
ตอนที่ 979 ประชุม
เมื่อหลินม่ายกลับมาถึงบ้าน โต้วโต้วรีบเสิร์ฟต้มถั่วเขียวให้กับเธอทันที
ถึงแม้มันจะไม่ได้แช่เย็น แต่สำหรับหลินม่ายที่เดินตากแดดตลอดทั้งบ่ายนี้มันช่วยทำให้เธอสดชื่นขึ้นมาก
เห็นอย่างนั้นโต้วโต้วอยากจะเสิร์ฟให้หลินม่ายอีกชาม แต่เวลานี้เสี่ยวมู่ตงเดินเข้ามาพร้อมกับเสี่ยวเหวินตามติดราวกับเป็นมารดา เขากล่าวออกด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว “แม่ แม่ ดื่ม”
หลินม่ายหยิบชามขึ้นมาพร้อมลูบหัวเด็กชายตัวน้อยอย่างรักใคร่ “ขอบคุณจ้ะตงตง”
คุณปู่ฟางและคุณย่าฟางกล่าวชื่นชมเขาด้วยเช่นกัน
โต้วโต้วอารมณ์เสียมาก ก่อนหน้านี้หล่อนก็เสิร์ฟซุปถั่วเขียวให้แม่เหมือนกัน แต่ทำไมไม่เห็นได้รับคำชมบ้างเลย?
หล่อนลอบมองเสี่ยวมู่ตงด้วยความอิจฉา
ถ้าเขาไม่รีบเสิร์ฟต้มถั่วเขียวให้แม่ หล่อนคงจะได้รับคำชมแล้ว
ถ้ารู้ว่าจะเป็นอย่างนี้ตั้งแต่แรก หล่อนจะไม่เทน้ำที่มียาระบายทิ้งเด็ดขาด ปล่อยให้ตงตงดื่มมันเข้าไปแล้วท้องเสียตลอดทั้งคืนจึงจะถูกต้อง
ขณะโต้วโต้วกำลังคิดขุ่นเคือง หลินม่ายกล่าวชมเชยหล่อนขึ้นมา “ส่วนโต้วโต้ว ยิ่งโตมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเอาใจใส่คนรอบข้างมากขึ้น เป็นเด็กดีมากเลยจ้ะ”
คุณปู่ฟางและคุณย่าฟางเองก็กล่าวชื่นชมด้วย ทำให้โต้วโต้วรู้สึกดีขึ้น
เหตุผลที่หลินม่ายกล่าวชื่นชมหล่อนก็เพราะว่าเห็นอารมณ์ของอีกฝ่ายกำลังไม่มั่นคง
เธอต้องการพาเด็กน้อยกลับคืนสู่เส้นทางที่ถูกต้อง เพราะเหตุนี้จึงต้องอดทนให้ความรักกับหล่อนอีกสักหน่อย
แม้ว่าวันหนึ่งความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกสาวจะสิ้นสุดลง อย่างน้อยเธอก็พยายามทำอย่างเต็มที่แล้ว
หลังจากกินซุปถั่วเขียวเสร็จสิ้นแล้ว หลินม่ายพับแขนเสื้อเตรียมพร้อมทำอาหารเย็น
โต้วโต้วอาสาช่วยเลือกและล้างผัก เสี่ยวเหวินกับเสี่ยวมู่ตงเองก็เข้ามาช่วยเหลือด้วยเช่นกัน
เสี่ยวมู่ตงเด็กเกินกว่าจะช่วยเหลือได้ เวลานี้เขาจึงกลายเป็นตัวยุ่งของบ้าน โต้วโต้วอารมณ์เสียมากจึงผลักเขาล้มลงกับพื้นพร้อมตวาดเสียงดัง “ไปให้พ้น ไม่ต้องมาช่วยฉัน!”
เสี่ยวเหวินวิ่งไปประคองเสี่ยวมู่ตงลุกขึ้นก่อนจะหันไปตำหนิโต้วโต้ว “เธอรู้ทุกอย่างตั้งแต่เกิดเลยเหรอ?”
คุณปู่ฟางและคุณย่าฟางเองก็เริ่มตำหนิโต้วโต้วเช่นกัน ว่าไม่ควรปฏิบัติตัวอย่างนั้นกับน้องชาย
โต้วโต้วหันมองหลินม่าย หลินม่ายกล่าวออกมาขณะกำลังยุ่ง “ไม่ต้องบอกแม่ ลูกโตแล้ว สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด คิดเอาเองแล้วกันว่าสิ่งที่ทำอยู่น่ะถูกต้องหรือเปล่า”
โต้วโต้วก้มหน้าลงก่อนจะกล่าวแผ่วเบา “หนูผิดเองค่ะ”
“ในเมื่อรู้ข้อผิดพลาดของตัวเองแล้ว แบบนี้ต้องทำยังไงต่อ?”
“ต้องแก้ไขค่ะ”
เสี่ยวเหวินอยากจะบอกหลินม่ายเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ผิดปกติของโต้วโต้วในช่วงบ่ายวันนี้
แต่หลังจากได้ยินคำตอบของโต้วโต้วแล้ว เขาคิดว่าควรให้โอกาสหล่อนอีกครั้ง
หากคราวหน้าหล่อนคิดทำร้ายเสี่ยวมู่ตงอีก เขาจะบอกกล่าวให้คุณอาจัดการหล่อนทันที!
ก่อน 18.30 หลินม่ายมุ่งหน้าไปที่สำนักงานของหมู่บ้านซื่อเหม่ย
สำนักงานเต็มไปด้วยผู้คนที่ยืนอยู่ทั้งด้านในและด้านนอก รวมถึงผู้ใหญ่บ้านจากหมู่บ้านต่าง ๆ และยังมีชาวบ้านจำนวนมากด้วย
ทันทีที่ทุกคนเห็นหลินม่าย พวกเขาก็หลีกทางทันที
หลินม่ายเดินเข้าไปในสำนักงาน และสถานที่แห่งนี้มีคนจำนวนมากกว่าหนึ่งร้อย
ชัดเจนว่ามีบ้านหลายร้อยหลังที่ต้องการให้หลินม่ายเช่าที่ดินและทำงานให้กับเธอ
แต่หัวหน้าหมู่บ้านเหล่านั้นก็ทราบดีว่าฟาร์มผักฝูตัวตัวหลายสิบแห่งของหลินม่ายในเจียงเฉิงไม่สามารถรองรับพืชผลของทุกบ้านนับร้อยนี้ได้
เพื่อผลประโยชน์ของหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้านเหล่านี้เบียดเสียดกันเข้าหาหลินม่ายและต้องการเสนอที่ดินของตัวเอง พวกเขาต้องการได้รับสิทธิ์
หลินม่ายเกือบจะถูกฝูงชนบดขยี้จนร่างแหลกสลาย แต่เป็นฟู่เฉียงที่ช่วยเหลือเธอจากด้านหลัง เวลานี้เธอจึงยังไม่ล้มลง
หลังจากตะโกนหลายครั้ง หัวหน้าหมู่บ้านทั้งหมดเริ่มสงบลง ก่อนจะจ้องมองหลินม่ายอย่างช่วยไม่ได้
หลินม่ายยิ้มให้กับหัวหน้าหมู่บ้าน “ทุกท่านไม่ต้องกังวลนะคะ ตราบใดที่ค่าเช่าของพวกคุณสมเหตุสมผล และชาวบ้านพอใจ ฉันก็จะรับไว้ทั้งหมด”
ทุกคนมีความสุขมาก
แต่หลังจากมีความสุขไม่นาน มีคนเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย “คุณมีธุรกิจฟาร์มผักฝูตัวตัวแค่สิบกว่าแห่ง แล้วพวกมันจะสามารถรองรับพืชผลจากพวกเราทั้งหมดได้เหรอครับ?”
หลินม่ายยิ้มก่อนจะตอบว่า “ทำไมถึงจะปลูกผักกันหมดล่ะคะ? ส่วนที่เหลือก็ปลูกข้าวสาลี หรือทำฟาร์มระบบเปิดก็ได้นี่? มีเพียงสามสิบบ้านที่จะปลูกผัก ส่วนที่เหลือก็ปลูกข้าวสาลีหรือว่าทำฟาร์มแบบเปิด”
ปัจจุบันร้านเปาห่าวชือเสี่ยวชือเตี้ยนของเธอขยายสาขาไปแล้วทั่วประเทศ และมีร้านมากกว่าหนึ่งร้อยแห่ง เช่นนี้จึงต้องการแป้งจำนวนมาก
แป้งที่ทำจากข้าวสาลี เธอสามารถรับจากบ้านทั้งเจ็ดหรือแปดสิบหลังได้ในคราวเดียว
สัตว์ปีกหรือปศุสัตว์อื่น ไข่ทุกชนิดสามารถส่งให้กับฟาร์มผักฝูตัวตัว ร้านเปาห่าวชือเสี่ยวชือเตี้ยน และร้านค้าในเครือของเหรินเจียนเยียนหั่วได้
หรือไม่อย่างนั้นก็สามารถสร้างโรงงานที่คล้ายกับสหพันธ์เนื้อที่สามารถส่งออกเนื้อสัตว์และไข่
หลินม่ายหันมองฝูงชนโดยรอบก่อนจะพูดว่า “เอาล่ะ เรามาคุยกันเรื่องราคาก่อนดีกว่าค่ะ”
หัวหน้าหมู่บ้านสุมหัวกันทันที พวกเขาพยายามต่อรองราคาที่ดิน
หัวหน้าหมู่บ้านส่วนใหญ่รู้สึกขอบคุณหลินม่ายที่ทำให้พวกเขามีโอกาสสร้างเงิน และปฏิเสธที่จะเอาเปรียบเธอ
แต่ก็มีหัวหน้าหมู่บ้านไม่กี่คนที่ไม่สนใจเรื่องศีลธรรมเหล่านั้น เมื่อเห็นว่าหลินม่ายพร้อมจะเช่าที่ดินทั้งหมด พวกเขาก็ต้องการใช้ประโยชน์จากโอกาสคราวนี้ให้มากที่สุด
แต่เพราะผู้นำหมู่บ้านคนอื่นไม่เห็นด้วย ข้อเสนอของพวกเขาจึงกลายเป็นสายลม
ในที่สุดทุกคนก็เจรจาราคาได้และหันไปบอกกล่าวให้หลินม่ายทราบ
ราคาค่อนข้างสมเหตุสมผล หลินม่ายตอบตกลงทันที
จากนั้นจึงลงนามสัญญาเช่า
หัวหน้าหมู่บ้านผิดหวังเล็กน้อยเมื่อหลินม่ายบอกว่าเธอจะต่ออายุสัญญาทุกสามปี
มีคนเอ่ยปากถามขึ้นมาว่าเธอจะทำฟาร์มแค่สามปีเท่านั้นหรือ?
หลินม่ายยิ้มก่อนจะส่ายศีรษะ “ไม่ใช่แบบนั้นแน่นอนค่ะ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ฟาร์มที่ฉันกำลังจะทำจะต้องเปิดไปอีกนานเลยล่ะ
ฉันไม่ได้เซ็นสัญญาแค่สามปีนะคะ แต่เป็นการต่ออายุสัญญาทุกสามปี”
หัวหน้าหมู่บ้านอีกคนถามขึ้นว่า “แล้วทำไมต้องกังวลเรื่องพวกนั้น ถ้าไม่อยากลงนามตลอดไป เราก็ทำเป็นสัญญาทุกสิบปีก็ได้”
หัวหน้าหมู่บ้านคนอื่น ๆ ต่างพากันเห็นด้วย
หลินม่ายพูดขึ้นว่า “การเซ็นสัญญาถาวรหรือทุกสิบปีก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้ แต่ใครจะรู้ว่าในสิบปีนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง?
หากสถานการณ์ของราคาที่ดินเป็นขาขึ้น การเซ็นสัญญาถาวรหรือสิบปีจะไม่ทำให้พวกคุณขาดทุนหรอกหรือ?”
มีคนพูดขึ้นมาว่า “แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากราคาที่ดินตกต่ำลง?”
“หมายความว่าฉันจะเสียเปรียบ ไม่ว่าใครก็ไม่อยากเผชิญหน้ากับความสูญเสีย ดังนั้นการลงนามสามปีถือว่าเหมาะสมแล้ว”
หลินม่ายกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง เธอรู้ดีว่าเมื่อวันเวลาผ่านไป ผู้คนในชนบทจะออกไปทำงานในเมืองใหญ่มากขึ้น
ที่ดินจำนวนมากจะถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีใครทำอะไร และราคาที่ดินก็จะต่ำลงมาก
การเซ็นสัญญาสามปีของหลินม่ายคือการปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง
เธอเต็มใจที่จะนำพาให้ผู้คนมีชีวิตที่ดี แต่เธอจะไม่มีวันเสียสละผลประโยชน์ของตนเองเด็ดขาด
การเซ็นสัญญาเช่าที่ดินกับร้อยหมู่บ้านกินเวลานานกว่าสองถึงสามชั่วโมง
หลังจากลงนามในสัญญาแล้ว หลินม่ายแต่งตั้งหัวหน้าหมู่บ้านให้เป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตเพื่อดูแลพืชผลต่าง ๆ
หลังจากพูดในสิ่งที่จำเป็นต้องพูดทั้งหมดแล้ว เธอกำลังจะบอกกล่าวให้จบการประชุม แต่ฟู่เฉียงกล่าวเตือนเธอจากด้านหลังว่า “คนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ในหมู่บ้านออกไปทำงานในเมืองหมดแล้ว แม้ในหมู่บ้านยังพอมีคนงานที่แข็งแรงแต่ก็ไม่มาก เป็นการยากที่จะทำฟาร์มโดยไม่ต้องใช้มือคน คุณลองถามหัวหน้าหมู่บ้านพวกนี้ดูว่าจะแก้ไขปัญหาเรื่องคนงานยังไง”
หลินม่ายเองก็ลืมเรื่องนี้ไปสนิท
ด้วยเหตุผลนี้เธอโยนคำถามออกไปทันที
คราวแรกหัวหน้าหมู่บ้านทุกคนเงียบงัน
แต่หลังจากนั้นไม่นาน หัวหน้าหมู่บ้านในวัยสามสิบกล่าวขึ้นว่า “ถ้าอย่างนั้นเราก็เรียกคนหนุ่มสาวให้กลับมาทำงานที่บ้านสิ”
ทันทีที่พูดออกไปอย่างนั้น หัวหน้าหมู่บ้านคนอื่น ๆ ต่อต้านเขาทันทีก่อนจะเริ่มถกเถียงกัน
“ทำงานในกว่างโจวได้รับเงินเดือน 156 หยวนต่อเดือน ถึงคุณหลินจะจ่ายเงินเดือนสูงแต่ว่าก็เป็นเงินจำนวน 100 หยวนต่อเดือนเท่านั้น มันไม่แย่ไปหน่อยเหรอที่ต้องสละเงินเดือนในกว่างโจวเพื่อมารับเงิน 100 หยวน?”
ฟู่เฉียงพูดแทรก “แต่เราก็ยังมีรางวัลประสิทธิภาพยอดเยี่ยมอยู่”
“แม้จะมีรางวัลประสิทธิภาพ แต่สุดท้ายยอดรวมของมันก็ไม่อาจเทียบเท่ากับค่าจ้างในกว่างโจวอยู่ดี” หัวหน้าหมู่บ้านหลายคนกล่าวอย่างเด็ดขาด
ฟู่เฉียงเม้มริมฝีปากโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ
หัวหน้าหมู่บ้านวัยสามสิบกล่าวต่อ “พวกคุณมองแต่ค่าจ้างที่สูงกว่า แต่พวกคุณไม่เห็นเหรอว่าเงินที่มากกว่านั้นมาจากชั่วโมงการทำงาน พวกเขาต้องทำงานสิบสองชั่วโมงต่อวัน แม้จะเป็นวันหยุดก็ตาม ส่วนม่ายจื่อจ้างพวกเราเพียง 100 หยวน แต่ทำงานวันละ 8 ชั่วโมงและมีเวลาพักผ่อนในวันหยุด หากคำนวนด้วยการทำงานเพียง 8 ชั่วโมงต่อวัน ค่าจ้างของม่ายจื่อก็ต่ำกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น”
“แต่การทำงานที่กว่างโจวรวมอาหารและที่พัก เงินเดือนคือกำไรสุทธิทั้งหมด ม่ายจื่อสามารถมอบอาหารสามมื้อฟรีได้ไหมล่ะ?”
หลินม่ายตอบทันที “ไม่ค่ะ พวกคุณลองถามพวกเขาดูว่าต้องการจะกลับมาทำงานหรือไม่ มันจะดีที่สุดหากพวกเขาต้องการด้วยตัวเอง
ถ้าไม่กลับมา เราก็สามารถรับสมัครคนจากหมู่บ้านอื่นได้ และต้องรับสมัครผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปีเท่านั้น เกินกว่านี้ไม่รับแล้ว”
ในชนบท ชายอายุห้าสิบจำนวนมากยังสามารถทำงานได้ พวกเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าคนหนุ่มสาวเลย
แต่เมื่ออายุหกสิบปี ความแข็งแกร่งก็จะค่อย ๆ หายไป
หลินม่ายจึงกำหนดอายุของคนงานไว้ตั้งแต่ต้นเพื่อป้อนกันไม่ให้คนทำงานถึงอายุ 60 ไม่เต็มใจลาออก สุดท้ายแล้วเธอต้องเลี้ยงดูผู้สูงอายุเหล่านี้หรือไม่?
กว่าการประชุมจะเสร็จสิ้น เวลาก็ล่วงเลยมาถึงสี่ทุ่มแล้ว
ฟู่เฉียงเกรงว่าหลินม่ายจะไม่ปลอดภัย เขาจึงไปส่งเธอที่บ้าน
เมื่อเดินทางมาได้ครึ่งทาง เธอพบว่าเสี่ยวเหวินกับเสี่ยวมู่ตงกำลังเดินมารับ
หลินม่ายกล่าวด้วยความโกรธ “ฉันโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ทำไมลูกสองคนถึงต้องออกมารับฉันดึกดื่นอย่างนี้?”
เธอหันไปพูดกับฟู่เฉียง “เอาล่ะ ส่งฉันแค่นี้แหละค่ะ จะถึงบ้านแลว”
ฟู่เฉียงมองไปด้านหน้า ซึ่งบ้านของคุณปู่ฟางก็อยู่ไม่ไกลจริง ๆ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้เดินไปส่งต่อ
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินม่ายขับรถตู้ไปที่หมู่บ้านสกุลหวัง
หลินม่ายไม่ได้กลับมาที่หมู่บ้านสกุลหวังหลายปีแล้ว และชาวบ้านทั้งหมดยิ่งตื่นเต้นเมื่อได้พบเธอ
พวกเขาทั้งหมดมารวมตัวกันรอบ ๆ หลินม่ายเพื่อพูดคุย และรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้คุยกับเธอสองสามคำ
หลินม่ายเองก็ไม่ได้มามือเปล่า เธอนำขนมมาแจกให้ทุกคน และยังมีขนมเค้กสำหรับผู้สูงอายุที่ฟันไม่แข็งแรงด้วย
เติ้งซิ่วจือตื่นเต้นมากที่ได้พบเจอกับหลินม่ายอีกครั้ง
เพราะหลินสงทำให้หลินม่ายขุ่นเคือง ผู้ที่หลินม่ายส่งมารับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจึงหายไป และครอบครัวของเธอกลายเป็นบุคคลยากจนที่สุดในหมู่บ้านทันที
เพราะต้องการหลบหนีจากความยากจน เติ้งซิ่วจือออกเดินทางไปตอนใต้ของกว่างโจวเพื่อทำงานกับคนหนุ่มสาวในหมู่บ้าน
แต่สถานการณ์เลวร้ายเกินไป หล่อนต้องอดทนกินอาหารที่แย่ที่สุด นอนบนพื้นปูน ทำงานวันละ 10 ชั่วโมง หล่อนยู่ที่นั่นได้ไม่ถึงเดือนและรีบกลับบ้านทันที
เติ้งซิ่วจือต้องการไปพบหลินม่ายเพื่อคลายสัมพันธ์ที่เลวร้ายก่อนหน้า และให้อีกฝ่ายกลับมาซื้อพืชผลของครอบครัวเธออีกครั้ง
แต่ครอบครัวของเธอยากจนเกินไปและไม่มีค่ารถที่จะเดินทางเข้าเมืองหลวง หล่อนจึงไม่เคยได้ออกจากหมู่บ้านเลย
เวลานี้หลินม่ายกลับมาที่หมู่บ้านสกุลหวังแล้ว เธอจะไม่พลาดโอกาสที่ดีเช่นนี้แน่นอน
เติ้งซิ่วจือแสร้งตีหน้าเศร้าเดินเข้าหาหลินม่ายก่อนจะคว้ามือหล่อนด้วยความบังเอิญว่าวันนี้ฉันทำเหล้าหวานพอดี ไปลิ้มลองรสชาติของมันสักหน่อยเถอะ!
เธอไม่ได้กลับบ้านเกิดมาตั้งนาน และต้าโก่วกับเอ้อโก่วคิดถึงป้าของพวกเขามาก!”
หลินม่ายดึงมือกลับก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา “สุนัขไม่เปลี่ยนนิสัยกินอาจม หยุดพูดไร้สาระได้แล้ว ฉันไม่มีสัมพันธ์ทางสายเลือดกับตระกูลหลินแม้แต่น้อย อย่ามาพูดว่าเรามีสัมพันธ์ใดต่อกัน”
เติ้งซิ่วจือกังวลทันที “แม้เราจะไม่มีสัมพันธ์ทางสายเลือดแล้ว แต่เธอก็ยังใช้สกุล
หลินม่ายหัวเราะเย้ยหยัน “ในโลกนี้มีสกุลหลินมากมาย แล้วพวกเขาเกี่ยวข้องกับคุณด้วยไหม?”
ชาวบ้านต่างโห่ร้องร่วมด้วย
“ย้อนกลับไปตอนที่ม่ายจื่อยังไม่แต่งงาน เธอต้องทุกข์ทรมานภายใต้ตระกูลหลินของพวกคุณ และฉันไม่เคยเห็นว่าพี่สะใภ้เช่นคุณจะปกป้องเธอสักนิด ตอนนี้หล่อนร่ำรวยขึ้นมากลับอยากจะกลับมานับญาติงั้นเหรอ? ไม่น่าอายไปหน่อยหรือไง?”
ทุกคนพูดถากถางอย่างออกรสเพราะไม่สามารถอดทนต่อนิสัยของเติ้งซิ่วจือได้ เวลานี้เธอจึงหันหน้าหนีด้วยความสิ้นหวัง
แต่ลูกชายสองคนของหล่อน ทั้งต้าโก่วและเอ้อโก่วไม่สนใจเรื่องพวกนั้น
เด็กทั้งสองผลักเด็กคนอื่น ๆ ที่อยู่ตรงหน้าของหลินม่ายออกไปแล้วเงยหน้าขึ้น “คุณอา เราอยากได้ขนม”
หลินม่ายตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ฉันไม่ใช่อาของเธอ และจะไม่ให้ขนมกับพวกเธอ”
เธอไม่ได้ใจดีมากพอที่จะกระทำตัวดีกับหลานชายของศัตรู
ชาวบ้านบางคนอดไม่ได้ที่จะเยาะเย้ย “อาของพวกเธอคือนักโทษใช้แรงงานโน่น อย่าได้เข้าใจผิด”
เมื่อต้าโก่วและเอ้อโก่วเห็นว่าพวกเขาจะไม่ได้รับขนม พวกเขาถ่มน้ำลายใส่หลินม่ายอย่างน่ารังเกียจทันที
เพราะหลินม่ายขยับตัวรวดเร็ว มิฉะนั้นพวกเขาคงถ่มน้ำลายรดตัวเธอแล้ว
แม้น้ำลายจะไม่รดร่างกายของหลินม่าย แต่น้ำลายของพวกเขากลับไปโดนร่างกายของป้าอีกคนที่อยู่ด้านหลังของหลินม่าย
ป้าคนนั้นโกรธจัดก่อนจะดุด่าต้าโก่วและเอ้อโก่วราวกับลูกหลานตนเอง
ทั้งต้าโก่วและเอ้อโก่วกลับบ้านทันทีเมื่อถูกตำหนิ
ส่วนเติ่งซิ่วจือตะคอกใส่หลินสงผู้โง่เขลา ไปยั่วยุใครไม่ว่า แต่ทำไมต้องเป็นหลินม่าย
ตอนนี้หมดสิ้นทุกสิ่งอย่างแล้ว หลินม่ายไม่แม้แต่จะสนใจครอบครัวของพวกเขาอีกต่อไป
เมื่อเห็นว่าลูกชายสองคนวิ่งกลับมาพร้อมกับร้องไห้ เขารีบถามอย่างทุกข์ใจว่าเกิดอะไรขึ้น
เพราะครอบครัวมีฐานะยากจน ลูกชายสองคนจึงถูกเพื่อนในหมู่บ้านรังแกอยู่ร่ำไป
เติ้งซิ่วจือคิดว่าเด็กชายทั้งสองถูกเพื่อนรังแกอีกครั้ง
จนกระทั่งไถ่ถามจนได้ความ
หล่อนโกรธมากขึ้นก่อนจะตะคอกใส่หลินสง “เป็นเพราะคุณคนเดียว ม่ายจือไม่ต้องการที่จะเอ็นดูเด็กน้อยสองคนนี้ด้วยซ้ำ”
หลินสงเพียงก้มหน้าลงพร้อมกับกล่าวพึมพำเบา ๆ “หลินม่ายมันมีอะไรดี เพราะมันเป็นคนทำให้เธอขุ่นเคืองเธอควรจะโกรธมันสิ แต่กลับมาดุด่าฉันแทน!”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังกล้าปริปากบ่น หล่อนก็ลุกขึ้นก่อนจะถีบหลินสงร่วงไปกับพื้น
“หลินม่ายไม่ได้มีอะไรดี อย่างน้อยก็มีเงินมากพอจนซื้อรถขับได้ ส่วนแกน่ะเก่งมากนักเหรอ ชีวิตถึงย่ำอยู่กับที่แถมจะถอยลงเหวอย่างนี้”
หลินสงตะคอก “ช่วงเวลาดี ๆ ของนังสารเลวนั่นกำลังจะจบลงแล้ว”
เติ้งซิ่วจือถามด้วยความสงสัย “แกรู้ได้ยังไง?”
หลินสงกล่าวออกมาด้วยสีหน้าซับซ้อนยากจะคาดเดา “คุณไม่เห็นหรือไงว่านังตัวน้อยนั่นมันขับรถมานานกี่ปีแล้ว?”
เพราะรถเบ๊นซ์คันใหม่ของหลินม่ายเป็นรุ่นที่หาพบได้ยาก หลินสงเคยเห็นมันมาก่อนและคิดว่ามันก็ไม่ต่างจากคราวที่แล้ว เขาจึงคิดว่าหลินม่ายไม่ร่ำรวยและยังไม่ได้เปลี่ยนรถหลายปีแล้ว
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
คิดว่าตัวเองรวยเหมือนม่ายจื่อหรือไงถึงกล้าพูดออกมาได้ บ้านนี้อยู่นานไปก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของม่ายจื่อเลยจริงๆ
ไหหม่า(海馬)