แม่ปากร้ายยุค 80 - ตอนที่ 978 ความอิจฉาของโต้วโต้ว
ตอนที่ 978 ความอิจฉาของโต้วโต้ว
ตอนที่ 978 ความอิจฉาของโต้วโต้ว
เที่ยงวัน หลินม่ายปรุงอาหารมากมาย ทั้งซี่โครงหมูตุ๋น น้ำแกงปลาจี้ตุ๋นเต้าหู้ ไก่ตุ๋น และผักใบเขียวอีกเล็กน้อย
ปกติแล้วโต้วโต้วชอบกินปลาและเนื้อสัตว์มาก แต่วันนี้หล่อนกลับรู้สึกเบื่ออาหารจนไม่อยากขยับตะเกียบ
คุณย่าฟางเห็นอย่างนั้นจึงถามออกไปอย่างเป็นห่วง “โต้วโต้ว เกิดอะไรขึ้น? ไม่สบายใจอะไรหรือเปล่าจ๊ะ?”
โต้วโต้วกล่าวออกไปว่า “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”
ตอนนี้หล่อนรู้สึกแย่
คราวก่อนที่มาถึงเมืองซื่อเหม่ย ชาวบ้านมากมายจะรุมล้อมหล่อน
แต่ตอนนี้หล่อนมีน้องชายแล้ว พวกเขาไม่คิดจะมองหล่อนด้วยซ้ำ
คงจะดีถ้าไม่มีน้องชาย
หล่อนเป็นลูกบุญธรรม ไม่ใช่สมบัติที่พ่อและแม่หวงแหน
ใครจะอยากมีพี่น้องเพื่อแย่งชิงอาหารและเสื้อผ้า
หล่อนอยากย้อนเวลากลับไปตอนที่ตนเป็นลูกคนเดียว
คุณย่าฟางพูดขึ้นว่า “แล้วทำไมไม่อยากกินอาหารล่ะ? มันไม่อร่อยเหรอถึงไม่อยากกิน?”
เวลานี้นางจึงหันหน้าไปบอกหลินม่ายว่าให้ต้มถั่วเขียวสักหม้อหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ
หลินม่ายพยักหน้ารับ
หลังจากรับประทานมื้อเที่ยงเสร็จแล้ว เสี่ยวเหวินตั้งเตา หลินม่ายออกไปซื้อถั่วเขียวพร้อมน้ำตาลเพื่อกลับมาทำต้มถั่วเขียว
นอกจากนี้เธอยังซื้อแตงโมขนาดใหญ่หลายลูกมาวางไว้ในห้องโถงด้วย
ชายชราและหญิงชราพักผ่อนอยู่ในบ้าน หลังจากงีบหลับสักครู่แล้วพวกเขาจะกลับมาเตรียมแตงโมให้พร้อมรับประทาน
หลังจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว หลินม่ายอยากพาเสี่ยวมู่ตงออกไปด้วย
ไม่นานมานี้ จ้าวเลี่ยงโทรหาเธอหลายครั้งเพื่อบอกว่าเราต้องแก้ไขปัญหาเกษตรที่ทำฟาร์ม โดยเฉพาะพวกนี้ชอบใช้ยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี และสารพิษกำจัดวัชพืช
ข้าวและแป้งที่ผลิตจากมือพวกเขาเริ่มไม่อร่อย และผักบางชนิดก็ขมมาก ลูกค้าเริ่มบ่นกันแบบปากต่อปากจนแพร่กระจายเป็นวงกว้าง
ตอนนี้ตลาดฝูตัวตัวมีสาขามากกว่าสิบแห่งในเจียงเฉิง
หากคุณภาพของสินค้าด้อยลง มันจะส่งผลกระทบยิ่งใหญ่
หลินม่ายต้องการจะสำรวจพื้นที่แห่งนี้ว่าเธอจะทำฟาร์มและเพาะพันธุ์สิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองได้หรือไม่
หากเป็นวิธีนี้ เธอจะสามารถควบคุมการใช้ยาฆ่าแมลงและการใช้ปุ๋ยเคมีได้ อีกทั้งสามารถรับประกันคุณภาพของผลผลิตได้
แต่คุณย่าฟางไม่ยอมให้เธอพาเสี่ยวมู่ตงออกไปด้วย โดยให้เหตุผลว่าตอนเที่ยงมันร้อนเกินไป เด็กน้อยคงทนไม่ไหวแน่ถ้าต้องอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน
ส่วนเสี่ยวมู่ตงเองกอดขาของเสี่ยวเหวินไว้แน่นและพูดกล่าวทั้งน้ำตาว่าต้องการอยู่กับพี่ชาย
เสี่ยวเหวินยิ้มก่อนจะจับมือเสี่ยวมู่ตงและยื่นลูกบอลให้เขา เวลานี้เขาหยุดร้องไห้ก่อนจะเผยแววตาเปล่งประกาย
เสี่ยวเหวินหันมากล่าวกับหลินม่าย “คุณอาไปทำงานเถอะครับ ผมจะดูแลน้องชายอย่างดี”
หลินม่ายไตร่ตรองอยู่นาน เธอหันมองแดดจ้าด้านนอกที่แทบจะทำให้ท้องฟ้ากลายเป็นสีขาวโพลน ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะสมจะพาเด็กออกไปเดินจริง ๆ เวลานี้เธอจึงพยักหน้ารับ
หลินม่ายเดินไปรอบ ๆ หมู่บ้าน เธอแวะหลายสถานที่ในหมู่บ้านซื่อเหม่ย
จากที่จ้าวเหลียงบอกกล่าว แน่นอนว่าการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงของชาวบ้านเป็นเรื่องที่ปกติ เธอยกมันขึ้นเป็นเรื่องร้ายแรงทันที
หลินม่ายรู้จากชีวิตที่แล้วว่าการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงเป็นเรื่องที่ผิด
หลังจากผ่านไปเจ็ดถึงแปดปีหลัง ประเทศจะออกกฎระเบียบถึงความปลอดภัยของอาหารโดยมีการควบคุมการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงอย่างเหมาะสม
แต่ก่อนที่จะไปถึงวันนั้น หลินม่ายจำเป็นต้องเริ่มต้นที่ตัวเองก่อน เธอจะไม่ขายสินค้าเกษตรคุณภาพต่ำและจะพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อรักษาคุณภาพสินค้าก่อนจะถึงมือของลูกค้า
หลินม่ายพูดคุยกับชาวบ้านอายุ 30 ถึง 40 ปีและถามว่าพวกเขาต้องการให้เธอเช่าที่ดินและทำงานให้กับเธอหรือไม่?
ครั้งที่หลินม่ายคิดปลูกผักเรือนกระจก มันยังเป็นรูปแบบธุรกิจคล้าย ๆ กัน
แม้ชาวบ้านจะอยากมีรายได้เพิ่ม แต่พวกเขาก็ไม่ได้ตอบตกลงในคราวนั้น
ตอนนี้หลินม่ายเสนอรูปแบบธุรกิจนี้อีกครั้ง และหลายคนเริ่มให้ความสนใจแล้ว
แม้พวกเขาจะปลูกพืชผลของตัวเองและขายให้กับฟาร์มผักฝูตัวตัวของหลินม่าย มันจะทำให้พวกเขามีรายได้มากกว่าการทำงานให้กับหลินม่าย แต่เรื่องราวทั้งหมดตอนนั้นเป็นเพียงอดีตไปแล้ว
ตอนนี้พื้นผลทั้งหมดที่ปลูกในพื้นที่ชนบทถูกขายให้กับฟาร์มผักฝูตัวตัว
แม้ว่าฝูตัวตัวจะมีสาขาหลายสิบแห่งภายในเมืองเจียงเฉิง แต่พวกเขาก็ไม่ได้ต้องการพืชผลมากนัก
ส่งผลให้เกิดการแข่งขันรุนแรง ชาวบ้านไม่กังวลเรื่องการปลูก แต่กังวลเกี่ยวกับการขายมากกว่า
แม้จะขายได้ แต่ราคากลับไม่สูงนัก
ถ้าหลินม่ายคิดจะทำรูปแบบธุรกิจเดิม เช่าที่ดิน จ้างทำงาน พวกเขาก็ยังคงมีวันหยุดเช่นคนงานทั่วไป
และรายได้ก็ไม่น้อยไปกว่าคนที่ออกไปทำงานนอกบ้าน อีกทั้งยังไม่ต้องออกจากบ้านเกิด ไม่ต้องกังวลอะไร แค่ทำไร่ทำนาให้ดีก็พอ แล้วใครจะไม่ชอบ?
หลินม่ายพบกับชาวบ้านเรียบร้อยและบอกกล่าวให้ชาวบ้านพูดคุยกับหัวหน้าหมู่บ้านของตนเองให้ดี
หัวหน้าทุกหมู่บ้านยินดีที่จะเข้าร่วมธุรกิจกับเธอ และจะจัดการประชุมที่หมู่บ้านซื่อเหม่ยของเย็นวันนี้เพื่อหารือกันเกี่ยวกับประเด็นละเอียดอ่อนบางอย่าง
ชาวบ้านบอกกล่าวว่าหากได้ข้อสรุปแล้วจะส่งข่าวบอกเธอภายหลัง
ตอนนี้ยังไม่เย็นมาก หลินม่ายจึงมุ่งหน้าไปที่หมู่บ้านฟู่เฉียง เธออยากเห็นสถานการณ์ภายในฟาร์มทั้งหมดของพวกเขา
จากระยะไกล เธอมองเห็นบังกะโลที่ถูกต่อเติมไว้เป็นชั้น ๆ มองดูคล้ายอาคารสไตล์ตะวันตกหลังเล็กเรียบง่าย
นี่เป็นช่วงฤดูการเกษตรที่ค่อนข้างวุ่นวาย ไม่มีใครอยู่ในบ้านของฟู่เฉียง ทุกคนกำลังยุ่งอยู่กับงานในไร่
หลินม่ายไม่ได้พบใครเลยจนกระทั่งเดินมาถึงไร่ของพวกเขา
ทันทีที่ตระกูลฟู่เฉียงเห็นหลินม่ายมาเยี่ยม พวกเขาทั้งหมดเผยสีหน้ายินดี
อีกทั้งเขายังสั่งให้ลูกสาวคนโตไปที่ไร่เพื่อเก็บมะเขือเทศและแตงมาต้อนรับหลินม่ายด้วย
หลินม่ายติดตามฟู่เฉียงกลับมาที่บ้าน และบอกกล่าวว่าต้องการเยี่ยมชมฟาร์มปศุสัตว์ของเขา
ฟู่เฉียงตอบอย่างหดหู่ “ผมไม่ได้ทำฟาร์มปศุสัตว์นานแล้วล่ะครับ ตอนนี้เหลือแค่หมู ไก่สองสามตัว กระต่ายอีกนิดหน่อย ทั้งหมดเลี้ยงไว้เพื่อเป็นอาหารในครอบครัว”
หลินม่ายประหลาดใจก่อนจะถามว่า “ทำไมถึงไม่เลี้ยงแล้วล่ะ?”
ฟู่เฉียงตอบกลับ “คนส่วนใหญ่ใช้อาหารเร่งฮอร์โมนเพื่อเลี้ยงสัตว์ปีกและสัตว์อื่น ๆ แต่ผมไม่ได้ใช้ สัตว์ปีกและสัตว์อื่น ๆ ของพวกเขาฆ่าได้ตั้งแต่ยังหนุ่ม และยังอ้วนท้วนแข็งแรง ขายในราคาถูกกว่า สัตว์ของผมกินอาหารธรรมชาติ และมีราคาสูงกว่า ฆ่าได้ช้ากว่าด้วย เราเลยไม่สามารถแข่งขันกับพวกเขาได้ เพราะเหตุผลนี้จึงต้องปิดตัวลง ไม่อย่างนั้นยิ่งเลี้ยงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งขาดทุนมากเท่านั้น”
หลินม่ายเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นว่า “ถ้าฉันอยากจะทำฟาร์ม มาช่วยจัดการให้หน่อยได้ไหม?”
ฟู่เฉียงลังเลก่อนจะถามออกไปว่า “แล้วฟาร์มของคุณจะใช้อาหารเร่งฮอร์โมนด้วยไหม? ถ้าคิดจะใช้ ก็ลืมเรื่องนี้ไปเถอะ”
หลินม่ายถาม “ทำไมล่ะ?”
ฟู่เฉียงขมวดคิ้ว “สัตว์ที่ถูกเร่งฮอร์โมนจะกินได้ยังไงล่ะ? อย่างไก่หรือเป็ดนี่เนื้อก็ไม่หอม กระดูกก็เปราะบาง เทียบกับไก่และเป็ดที่เราเลี้ยงตามธรรมชาติไม่ได้เลย!
ผมกังวลว่าถ้าผู้บริโภคกินไก่และเป็ดที่ถูกเลี้ยงด้วยอาหารเร่งฮอร์โมนเข้าไป มันจะอันตรายกับพวกเขาน่ะ”
หลินม่ายยิ้ม “ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นหรอก เราจะไม่ใช้สารเร่งฮอร์โมน เราสามารถขอให้มหาวิทยาลัยเกษตรเพาะพันธุ์ลูกเจี๊ยบคุณภาพสูงให้ได้ และเราสามารถฆ่ามันได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้ได้รับเนื้อไก่มากขึ้น”
ฟู่เฉียงตอบ “ถ้าอย่างนั้นผมสามารถจัดการฟาร์มให้คุณได้”
หลินม่ายใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายเดินไปตามหมู่บ้าน ตรอก ซอก ซอยต่าง ๆ และทำวิจัยภาคสนามในการสร้างฟาร์มและทำการเกษตร
เสี่ยวเหวินและเสี่ยวมู่ตงไม่ได้อยู่เฉย
เสี่ยวเหวินอยากจะไปเยี่ยมหลุมศพย่าของเขา และเสี่ยวมู่ตงอยากจะไปด้วย
หลุมศพของคุณยายเถียนอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านซื่อเหม่ยนัก และใช้เวลาเดินแค่ 30 นาที คุณปู่ฟางพยักหน้าอย่างยินยอม
เขาเองก็คิดเช่นเดียวกับหลินม่ายที่ไม่ต้องการจะประคบประหงมเด็กชายมากเกินไป
ส่วนคุณย่าฟางเองเน้นย้ำกับเสี่ยวเหวินให้ดูแลเสี่ยวมู่ตงให้ดี
เสี่ยวเหวินสวมหมวกกันแดดให้กับเสี่ยวมู่ตงก่อนจะออกเดินทาง
พี่น้องเดินออกไปและกลับมาหลังจากผ่านไปกว่าสองชั่วโมง
คุณย่าฟางเอ่ยปากถาม “ทำไมไปนานจังเลย แค่ไปกวาดสุสานไม่ใช่หรือ?”
เสี่ยวเหวินตักน้ำให้เสี่ยวมู่ตงล้างหน้าก่อนจะพูดว่า “พวกเราไม่ได้ทำความสะอาดสุสานเฉย ๆ หรอกครับ เราไปเก็บผลไม้ป่าด้วย”
เห็นใบหน้าแดงก่ำของเสี่ยวมู่ตง โต้วโต้วรีบเทน้ำเย็นให้เขาดื่มเพื่อดับกระหาย
เสี่ยวมู่ตงหยิบสตรอเบอรี่จำนวนหนึ่งออกจากถุงผ้าน้อย ๆ ที่เขาถือไว้ยื่นให้กับเธอ “พี่สาว ผมเก็บมาฝาก”
เสี่ยวเหวินเช็ดหน้าของเขาด้วยผ้าเปียกก่อนจะพูดว่า “น้องชายพยายามเก็บสตรอเบอร์รี่มาให้เธอ มือของเขาถูกหนามนิ่มจนมีแต่แผล”
โต้วโต้วเห็นแล้วว่ามีรอยเลือดเล็ก ๆ มากมายบนมือน้อย ๆ ของเสี่ยวมู่ตง
ถ้วยในมือของเธอหก น้ำเย็นที่เตรียมไว้หกใส่พื้น “โอ้ ฉันถือถ้วยไม่ดีเลย เดี๋ยวพี่สาวไปเทน้ำให้ใหม่นะ”
แต่เพราะอะไรไม่ทราบ เสี่ยวเหวินรู้สึกว่าโต้วโต้วจงใจจะเทน้ำทิ้ง
ท่าทางของหล่อนดูแปลกไป
หล่อนไปเทน้ำใส่ถ้วยแล้วเดินออกจากห้องครัวอีกครั้งก่อนจะลอบมองเสี่ยวเหวินอย่างลับ ๆ เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะเห็นความผิดปกติ
แก้วน้ำที่เธอรินในเสี่ยวมู่ตงก่อนหน้านี้มียาระบายผสมอยู่
หล่อนอิจฉาที่เสี่ยวมู่ตงมีแต่คนรุมล้อม จึงต้มน้ำผสมกับยาระบายเพื่อให้เขาท้องเสีย
แต่เมื่อมองแววตาไร้เดียงสาของเสี่ยวมู่ตงและความรักที่เขามีต่อหล่อน เวลานั้นหล่อนจึงหยุดความชั่วร้ายในใจเอาไว้ได้
โต้วโต้วลอบสังเกตเสี่ยวเหวินอยู่นาน และดูเหมือนว่าเขาจะไม่เห็นท่าทางมีพิรุธของตน เวลานี้หล่อนจึงกลืนความผิดทั้งหมดลงท้องไปอย่างเงียบเชียบ
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
ตงตงใช้ความดีชนะใจพี่สาวให้ได้นะ
ไหหม่า(海馬)