แม่ปากร้ายยุค 80 - ตอนที่ 975 เชิญรัฐมนตรีก่งรับประทานอาหาร
ตอนที่ 975 เชิญรัฐมนตรีก่งรับประทานอาหาร
ตอนที่ 975 เชิญรัฐมนตรีก่งรับประทานอาหาร
ช่วงบ่าย หลินม่ายมีประชุมที่สำนักงานใหญ่ เวลานี้เธอจึงพาเสี่ยวมู่ตงไปด้วย
แม้เสี่ยวเหวินจะเป็นคนมีเหตุผล และยังดูแลเสี่ยวมู่ตงอย่างดี แต่ไม่ว่าเขาจะใส่ใจเด็กน้อยมากแค่ไหน เขาก็ยังเด็กและบางครั้งอาจจะประมาทอย่างช่วยไม่ได้
หากว่าเขาไม่ใส่ใจเสี่ยวมู่ตงจนกระทั่งเกิดเรื่องร้ายขึ้น เธอคงไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้
เห็นว่าหลินม่ายจะพาเสี่ยวมู่ตงไปประชุมทีบริษัทด้วย คุณย่าฟางถึงกับสับสน “ทำไมจะพาเจ้าตัวน้อยไปด้วยล่ะ? ให้เขาเล่นกับพี่ชายและพี่สาวที่บ้านไม่ดีกว่าเหรอ?”
ถึงแม้เธอจะพูดว่าต้องการพาเสี่ยวมู่ตงไปเพื่อหลบเลี่ยงโต้วโต้ว แต่ตอนนี้โต้วโต้วยังไม่ได้สร้างอันตรายใดกับเด็กชาย หลินม่ายเลยไม่อยากจะทำร้ายจิตใจของหล่อนนัก
แต่สุดท้ายเธอก็ยังมีภาพจำบางอย่างเกี่ยวกับโต้วโต้ว ซึ่งมันทำให้เธอรู้สึกว่าสังหรณ์ของตนเหมือนจะถูกต้อง
หลินม่ายลูบศีรษะน้อย ๆ ของมู่ตงก่อนจะพูดว่า “พอดีว่าฉันไปอ่านบทความของนิตยสารต่างประเทศมาค่ะ ถ้าเด็ก ๆ ได้สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ ๆ ตั้งแต่เด็ก พวกเขาจะมีพัฒนาการที่รวดเร็วในอนาคต สุดท้ายแล้วบริษัททั้งหมดของฉันจะถูกส่งต่อให้เสี่ยวมู่ตงรับช่วงต่อ ฉันเลยอยากให้เขาสัมผัสกับกิจกรรมด้านนี้ตั้งแต่ยังเด็ก ให้เขาชื่นชอบบรรยากาศและติดตามฉันเข้าประชุมทุกครั้งค่ะ”
คุณปู่ฟางยกยิ้มก่อนจะส่ายศีรษะเบา ๆ “ไร้สาระน่า”
แต่ถึงจะพูดอย่างนั้น เขาก็ไม่ได้หยุดยั้งหลินม่าย
เมื่อเสี่ยวมู่ตงปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับหลินม่าย ผู้บริหารทุกคนเผยสีหน้าซับซ้อนออกมา
การนำเด็กอ่อนเข้าร่วมการประชุมทำให้ทุกคนรู้สึกว่าบรรยากาศไม่ค่อยจริงจังเท่าไรนัก
เจิ้งซวี่ตงเอ่ยปากขึ้นเป็นคนแรก “ประธานหลิน ให้ผมหาคนมาดูแลเด็กให้ก่อนไหมครับ?”
หลินม่ายโบกมือ “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันพาเขามาสัมผัสบรรยากาศน่ะ”
ผู้บริหารทุกคนเริ่มรายงานผลงานของตน และหลินม่ายก็กล่าวให้คำแนะนำพวกเขา
เธอหันมองโม่เจี้ยนอัน “คุณวางแผนที่จะเปิดตัวสตาร์ไลท์พลาซ่าในเดือนนี้หรือว่าเดือนหน้า? แล้วแผนการเปิดตัวเสร็จหรือยังคะ?”
โม่เจี้ยนอันกล่าวอ้อมแอ้ม “เดิมทีเรากำหนดว่าจะเปิดตัวในกลางเดือนหน้า ฝ่ายเทศบาลยอมรับเรื่องนี้แล้ว แต่ถนนตรงสี่แยกยังสร้างไม่เสร็จ ถนนเส้นนี้ผ่านสตาร์ไลท์พลาซ่าของเราและยังไม่ได้รับการซ่อมแซมที่ถูกต้อง เพราะเหตุผลนี้ทำให้สตาร์ไลท์พลาซ่าไม่สามารถเปิดตัวได้ครับ”
หลินม่ายถามอย่างประหลาดใจ “ถนนพวกนั้นมันซ่อมยากมากเลยเหรอ? ทำไมถึงไม่เสร็จสักที มันก็นานแล้วนี่ ถ้าเราไม่อยากรอ เราก็สามารถไปซ่อมถนนตรงนั้นเองได้ สุดท้ายแล้วเราสามารถยืดหยุ่นได้นิดหน่อย”
ผู้จัดการโม่กล่าวออกด้วยน้ำเสียงโศกเศร้า “ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากจะยืดหยุ่นนะครับ แต่รัฐมนตรีก่งของแผนกก่อสร้างเมืองปฏิเสธที่จะให้ผมจัดการ”
หลินม่ายสับสน “แล้วทำไมรัฐมนตรีก่งต้องเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย? เกิดอะไรขึ้น?”
โม่เจี้ยนอันถอนหายใจ “เกิดอะไรขึ้นน่ะเหรอ? รัฐมนตรีก่งอยากจะให้หลานชายของเขาได้รับเงินกินฟรีน่ะสิครับ เขาไม่ต้องการใช้ความพยายามใด ๆ เพื่อจะเข้ามาร่วมกระทำการบางอย่าง ถ้าผมไม่เห็นด้วย เขาก็มีข้ออ้างมากมายเพื่อขัดขวาง ต่อให้ผมจะยืนหยัดแค่ไหนแต่ผมก็สู้กับเขาไม่ได้หรอก ผมรู้สึกเสียใจมากที่เรารับโครงการนี้”
แม้หลินม่ายจะไม่เคยพบกับสถานการณ์เช่นนี้ในชีวิตก่อนหน้า แต่เธอก็เคยได้ยินจากคนอื่นมาบ้าง
คนบางคนมักจะพึ่งพาอำนาจของตนเองเพื่อบังคับบริษัทให้จ่ายผลตอบแทนยอดเยี่ยมให้กับพวกเขา
เจ้าของกิจการหลายคนไม่ต้องการรับมือ เพราะเกรงว่าธุรกิจของตนอาจจะถูกสวมรองเท้าในอนาคตอันใกล้
ในโลกของการทำธุรกิจ บางครั้งเราก็ต้องก้มศีรษะ
หลินม่ายถาม “แล้วรัฐมนตรีก่งอยากจะให้หลานชายของเขาได้รับปันผลเท่าไหร่?”
โม่เจี้ยนอันยกขึ้นมาสี่นิ้ว “สี่สิบเปอร์เซ็นต์ครับ”
หลินม่ายได้ยินอย่างนั้นก็ถึงกับตกตะลึง พวกเขาต้องการมากขนาดนั้นเชียว?
นี่ไม่ใช่ปันผลแล้ว แต่เป็นการปล้นเงินโดยตรงมากกว่า
เธอพูดกับโม่เจี้ยนอันต่อ “นัดหมายรัฐมนตรีก่ง ฉันจะเลี้ยงอาหารเขาที่ห้องอาหารฮั่นโขวเที่ยงนี้”
การประชุมดำเนินต่อไปเกือบหนึ่งชั่วโมงกว่าจะจบลง และเวลานี้เสี่ยวมู่ตงยังคงสนุกสนาน
ดวงตากลมโตดำขลับของเขามองทุกคนที่กำลังพูดด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น รูปลักษณ์ของเขาดึงดูดสายตาของทุกคนไม่ยากเย็น
หลินม่ายกอดพร้อมกับหอมแก้มเขาหลายครั้งก่อนจะกล่าวชมเชย “ตงตงเก่งมากจ้ะ!”
เสี่ยวมู่ตงยกยิ้มมีความสุข
ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะรับประทานมื้อเที่ยง หลินม่ายจึงพาโม่เจี้ยนอันไปดูถนนทางเข้าของสตาร์ไลท์พลาซ่า
เพราะบริษัทร่ำรวยขึ้นมาก ต้นปีนี้หลินม่ายจึงจัดซื้อรถยนต์ส่วนตัวให้กับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทแล้ว
ผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุดอย่างเจิ้งซวี่ตงได้รับรถยนต์ยี่ห้อซานทาน่าซึ่งเป็นยี่ห้อที่ดีที่สุดในประเทศจีนตอนนี้
ผู้บริหารคนอื่น ๆ ได้รับรถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับบลิว
นอกจากนี้ยังมีรถตู้และรถบัสพร้อมอุปกรณ์ครบครัน
จากฮั่นโขว่ถึงเจียต้าวโข่วไม่มีไฟแดง แต่ก็ใช้เวลาขับรถประมานหนึ่งชั่วโมง
หลังจากมาถึงด้านหน้าของสตาร์ไลท์พลาซ่าแล้ว เวลานี้ดูเหมือนพื้นที่สี่แยกตรงถนนจะวุ่นวายจริง ๆ
หลินม่ายเห็นว่ามีการก่อสร้างอาคารหลังหนึ่งไม่ไกลนัก และอาหารนั้นถูกสร้างเสร็จแล้วหนึ่งถึงสองชั้น
เธออุทานออกมาอย่างประหลาดใจ “มีนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อยู่ในเจียงเฉิงด้วยเหรอ?”
“ครับ” ผู้จัดการโม่พยักหน้า “ในอนาคตตลาดอสังหาริมทรัพย์ของเจียงเฉิงจะไม่ถูกผูกขาดโดยว่านทงกรุ๊ปอีกแล้วล่ะครับ มีบริษัทอสังหาริมทรัพย์สามแห่งเข้ามา บริษัทแรกเป็นกลุ่มทุนจากไต้หวัน และอีกสองบริษัทเป็นของรัฐ โชคดีที่บริษัทของเราเปลี่ยนเป็นกลุ่มทุนจากฮ่องกง ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถแข่งขันกับพวกเขาได้แน่ ถ้าไม่ต้องนึกถึงเงินทุนต่างประเทศหรือพวกรัฐวิสาหกิจอะไร เงื่อนไขของมันก็ค่อนข้างจุกจิกอยู่น่ะครับ”
หลินม่ายชี้ไปยังอาคารตรงหน้าก่อนจะถามว่า “นั่นเป็นอาคารของกลุ่มนายทุนจากรัฐหรือไต้หวัน?”
“กลุ่มนายทุนไต้หวันครับ”
หลินม่ายถามต่อ “อาคารนั้นจะสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยหรือเปล่า? หรือว่าจะเป็นเหมือนของเราที่เป็นห้างสรรพสินค้าด้านล่าง และมีสำนักงานด้านบน?”
“เหมือนกับเราครับ ห้างสรรพสินค้าด้านล่างและอาคารสำนักงานด้านบน ขนาดชื่อยังเหมือนเราเลยครับ เราใช้ชื่อสตาร์ไลท์พลาซ่า พวกเขาใช้ชื่อรุ่งเรืองพลาซ่า เหมือนว่าพวกเขาจะต่อสู้กับเรานะครับ”
เขากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงกังวล “อีกทั้งตั้งแต่พวกเขาก่อสร้างอาคาร ทุกอย่างก็ราบรื่นดี แต่อาคารสตาร์ไลท์พลาซ่าของเรากลับมีเหตุการณ์เหนือธรรมชาติทั้งจริงและปลอมมากมายเกินไปก่อนหน้าที่พวกเราจะเข้าจัดการ ถ้าสถานที่แห่งนี้มีแค่สตาร์ไลท์พลาซ่าของเราแค่ที่เดียว ในบริเวณโดยรอบก็ไม่ยากเย็นที่จะดึงดูดกลุ่มทุนหรือลูกค้า เพราะพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น แต่ตอนนี้กลับมีรุ่งเรืองพลาซ่าปรากฏขึ้น และห่างจากเราแค่ 500 เมตรด้วย หากเป็นทำเลเดียวกัน และราคาใกล้เคียง แน่นอนว่าลูกค้าจะต้องไปเลือกอีกฝ่ายแน่นอน สุดท้ายแล้วการที่พวกเขาไม่มีเหตุการณ์เหนือธรรมชาติแบบของเรา นับว่าเป็นข้อได้เปรียบเหมือนกัน”
หลินม่ายครุ่นคิดสักครู่ก่อนจะพูดขึ้นว่า “เรื่องนี้แก้ไขไม่ยากหรอก”
เธออธิบายวิธีการให้โม่เจี้ยนอันฟังด้วยเสียงแผ่วเบา
ผู้จัดการโม่เบิกตากว้างทันที “แบบนี้มันจะไม่เกี่ยวข้องกับศาสตร์มืดของระบอบศักดินาเหรอครับ?”
หลินม่ายขยิบตา “มันขึ้นอยู่กับว่าเราทำอะไร ถ้าเราทำไม่ดี ก็กลายเป็นศาสตร์มืดศักดินาไป แต่ถ้าเราทำได้ดี มันจะกลายเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมดั้งเดิมทันที”
โม่เจี้ยนอันพยักหน้าอย่างเข้าใจ
สตาร์ไลท์พลาซ่ายังไม่ได้เปิดให้บริหาร
หลินม่ายพาเสี่ยวมู่ตงเยี่ยมชมภายในอาคารสตาร์ไลท์พลาซ่าโดยมีโม่เจี้ยนอันนำทาง
มีการเชื่อมต่อไฟฟ้าและน้ำเรียบร้อย ทุกอย่างผ่านการตรวจสอบได้ด้วยดี
เธอบอกกล่าวกับผู้จัดการโม่ว่าเธอจะเริ่มดึงดูดการลงทุนนับจากวันนี้ไป และจะเปิดตัวห้างนี้ในวันชาติด้วย
โม่เจี้ยนอันเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวด้วยความลังเล “วันเปิดตัวกิจการต่าง ๆ ในวันชาติค่อนข้างเยอะ ผมเกรงว่าเราจะไม่สามารถดึงดูดนักลงทุนได้ ทำไมเราถึงไม่ใช้วันปีใหม่แทนล่ะครับ”
“ไม่ได้หรอก ต้องเป็นวันชาติเท่านั้น” หลินม่ายชี้นิ้วไปยังรุ่งเรืองพลาซ่าที่อยู่ห่างออกไปก่อนจะพูดว่า “ในเมื่อคุณก็รู้อยู่แล้วว่าอาคารนั้นสร้างมาแข่งกับเรา เราจะมัวชักช้าไม่ได้ เวลาไม่เคยคอยใคร เราต้องแข่งกับเวลาเพื่อคว้าโอกาสนี้”
ใกล้เที่ยงแล้ว ผู้จัดการโม่ หลินม่าย และเสี่ยวมู่ตงมาถึงห้องอาหารฮั่นโขว
ทันทีที่เดินเข้าประตู ผู้จัดการโม่หันมองโซฟาภายในห้องล็อบบี้ เสี่ยวหม่านกำลังพลิกดูนิตยการบันเทิงอยู่ตรงนั้น
ผู้จัดการโม่เรียกหล่อนมาก่อนจะกล่าวแนะนำกับหลินม่าย “ผมเรียกเสี่ยวหม่านมาที่นี่เพื่อให้เธอมาดื่มกับผมด้วย บางทีถ้ารัฐมนตรีก่งเมาสักหน่อย เขาอาจจะยอมลดเปอร์เซ็นของหลานชายลงสักหน่อย”
หลินม่ายถาม “คุณเคยใช้วิธีแบบนี้มาก่อนไหม?”
ผู้จัดการโม่ตอบ “ผมว่าต้องใช้วิธีนี้ เพราะรัฐมนตรีก่งไม่สนใจที่จะยอมรับนัดของเราด้วยซ้ำ”
ทั้งสามคนพร้อมเด็กน้อยหนึ่งคนมาถึงห้องส่วนตัวที่ผู้จัดการโม่จองเอาไว้ก่อนจะนั่งลง
ก่อนที่รัฐมนตรีก่งจะมาถึง หลินม่ายรู้สึกสนใจสถานการณ์ปัจจุบันของเสี่ยวหม่าน
เสี่ยวหม่านบอกว่าหล่อนกำลังออกเดทกับแฟนหนุ่มที่เป็นคนงานเล็ก ๆ ในโรงงานของรัฐ
หลินม่ายพยักหน้า “แม้ค่าจ้างของพนักงานรายย่อยของรัฐจะไม่สูง แต่การรับประกันรายได้ในช่วงภัยแล้งและน้ำท่วมก็ยังนับว่าดีมาก”
เสี่ยวหม่านยิ้ม “ฉันก็คิดอย่างนั้นค่ะ”
ทั้งกลุ่มนั่งรอนานกว่าครึ่งชั่วโมงกว่ารัฐมนตรีก่งจะมาถึง
ทันทีที่เขาเข้ามา เขารีบกล่าวขอโทษที่ตนมาสายทันที
หลินม่ายเองก็รักษาใบหน้าของเขาด้วยรอยยิ้มและคำพูดที่ดี “รัฐมนตรีก่งยุ่งกับงานมากมาย ฉันดีใจและตื่นเต้นมากที่จะได้พบคุณวันนี้ค่ะ”
รัฐมนตรีก่งพยักหน้าก่อนจะตอบกลับ “สหายตัวน้อยกล่าวได้ดีเลยทีเดียว”
พนักงานเริ่มเสิร์ฟไวน์และอาหาร
เสี่ยวมู่ตงปรบมือด้วยความตื่นเต้นเมื่อเขาเห็นซี่โครงหมูตุ๋นของโปรดตนเอง “แม่ แม่ ผมอยากกิน”
ขณะกำลังรินไวน์ให้รัฐมนตรีก่ง หลินม่ายส่ายศีรษะให้เด็กชาย “ยังจ้ะ คุณปู่ก่งยังไม่ขยับตะเกียบเลย”
ได้ยินอย่างนั้นแล้วเสี่ยวมู่ตงสงบลงก่อนจะจ้องมองจานซี่โครงหมูตุ๋นพร้อมปล่อยน้ำลายไหลย้อยในความเงียบงัน
รัฐมนตรีก่งคีบซี่โครงหมูสองชิ้นให้เด็กน้อยก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “กินสิ”
เสี่ยวมู่ตงกล่าวขอบคุณ เขามองซี่โครงหมูสองสามชิ้นในชามใบน้อยก่อนจะเงยหน้ามองหลินม่ายราวกับจะขอคำยืนยัน
หลินม่ายพยักหน้า “กินเลยจ้ะ”
เสี่ยวมู่ตงยิ้มกว้าง เขาหยิบซี่โครงหมูและเริ่มแทะกินอย่างเอร็ดอร่อย
รัฐมนตรีก่งหัวเราะทันที “เขาน่ารักเกินไปแล้ว คุณพาเขามาที่นี่ทำไม? สุดท้ายแล้วคุณก็รวยมาก น่าจะจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลเขา”
หลินม่ายเช็ดปากให้เขาก่อนจะตอบว่า “ฉันจ้างพี่เลี้ยงเด็กอยู่ค่ะ แต่วันนี้ฉันลองพาเขามาเรียนรู้การเข้าสังคม”
รัฐมนตรีก่งส่ายศีรษะก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เร็วเกินไปหน่อยนะ”
เสี่ยวหม่านเริ่มชักชวนให้เขาดื่ม เวลานี้หลินม่ายเข้าสู่ประเด็นหลักที่จะพูดคุยวันนี้ทันที โดยบอกตรง ๆ ว่าหลานชายของเขาต้องการเข้าร่วมการก่อสร้างถนนสี่แยกเจียต้าวโข่ว
เธอพูดไปตรง ๆ ว่าโครงการใหญ่นี้ว่านทงกรุ๊ปสามารถจัดการทุกอย่างได้โดยไม่ต้องเพิ่มกำลังคนอีก
รัฐมนตรีกล่าวด้วยวาจาใบมีดอาบน้ำผึ้ง “ผมรู้ว่าพวกคุณมีคนเพียงพอและไม่ต้องการความช่วยเหลือ แต่หลานชายของผมไม่ได้จะเข้าไปช่วยเหลือคุณ แต่เพื่อเรียนรู้งานจากคุณมากกว่า ดังนั้นคุณสามารถใช้งานเขาได้เต็มที่ เขาไม่ได้ขออะไรมากมาย แค่เงินปันผลสัก 40%”
หลังจากได้ยินถ้อยคำนั้น หลินม่ายรู้สึกหงุดหงิดจนอยากจะทุบตีคนตรงหน้า
เธอควบคุมอารมณ์ก่อนจะพูดออกไปอย่างสุภาพ “ฉันคงไม่กล้าให้หลานชายของท่านรัฐมนตรีก่งเข้ามาทำงานในบริษัทของฉันหรอกค่ะ สิ่งนี้ยากเกินกว่าจะจัดการ”
รัฐมนตรีก่งกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ทำไมยากจะจัดการล่ะ? ไม่ต้องสนใจว่าเขาเป็นหลานผมหรอก ถ้าเขาเกียจคร้านและไม่ยอมทำงาน คุณสามารถจัดการเขาได้ทันที”
หลินม่ายหัวเราะ “ฉันจะทำอย่างนั้นได้ยังไงล่ะคะ? นั่นหลานชายคุณก่งเชียวนะ!”
รัฐมนตรีก่งกล่าวอย่างสบาย ๆ “แล้วมันทำไมเหรอครับ? หรือถ้าคุณไม่กล้าจัดการกับเขา ก็บอกกล่าวกับผมได้ ผมจะจัดการเขาเอง”
เวลานี้เขาเผยความขุ่นเคืองที่คล้ายจะชอบธรรม “มันเป็นเรื่องที่แย่มาก ถ้าหากคุณยอมรับเขาเข้าทำงานด้วยแต่เขากลับไม่อยากทำงานหนัก!”
แน่นอนว่าทักษะการเจรจาของรัฐมนตรีก่งแข็งแกร่งมาก และหลินม่ายต้องยอมแพ้ในคราวนี้
หลังอาหารจบลง รัฐมนตรีก่งขอตัวก่อนเพราะมีงานรออยู่
ผู้จัดการโม่และเสี่ยวหม่านหันมองหลินม่ายพร้อมส่งสายตา : ควรทำยังไงดี?
หลินม่ายตอบกลับ “ฉันมีวิธี”
อย่างไรก็ตาม วิธีนี้จะต้องเริ่มให้เร็วที่สุด แต่ไม่ใช่วันนี้
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
จะใช้วิธีไหน หรือว่าต้องเล่นศาสตร์มืด?
ไหหม่า(海馬)