แม่ปากร้ายยุค 80 - ตอนที่ 972 คำเตือนของเสี่ยวเหวิน
ตอนที่ 972 คำเตือนของเสี่ยวเหวิน
ตอนที่ 972 คำเตือนของเสี่ยวเหวิน
เด็กน้อยทั้งสามหยิบรองเท้าแตะของตัวเองออกจากตู้รองเท้ามาใส่
มีเพียงหญิงชนบทเท่านั้นที่ถอดรองเท้าผ้าขี้ริ้วออก เหยียบพื้นด้วยเท้าเปล่าแล้วเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นพร้อมกับเด็กหลายคน
หล่อนเดินตามเข้าไปพร้อมพูดด้วยรอยยิ้ม “เท้าของฉันสกปรกเกินไป รองเท้าแตะของคุณสะอาดและมีกลิ่นหอม ฉันไม่ควรใส่”
คุณย่าฟางขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะมองหล่อนเหยียบพื้นด้วยเท้าเปล่าในทุกย่างก้าว
นางจึงพูดกับอีกฝ่ายว่า “คุณรีบสวมรองเท้าแตะเถอะ ไม่อย่างนั้นบนพื้นจะมีรอยเท้าเต็มไปหมด และม่ายจื่อต้องมาทำความสะอาดทีหลัง”
หญิงชนบทหน้าแดงด้วยความอายทันที
หล่อนต้องการแสดงความมีน้ำใจต่อเจ้าบ้าน แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นการสร้างปัญหาโดยไม่คาดคิด
เพื่อปกปิดความอับอาย หญิงชนบทจึงยิ้มแล้วพูดว่า “ฉัน… เท้าของฉันมีกลิ่น~”
หลินม่ายกล่าวคำเบา “ไม่เป็น แค่เอารองเท้าแตะติดตัวไปด้วยเมื่อคุณกลับ”
โต้วโต้วหยิบรองเท้าแตะสำหรับแขกโดยเฉพาะมาวางไว้ใกล้เท้าของหญิงสาวชนบท เธอกล่าวคำโดยไม่ได้เรียกอีกฝ่ายว่าแม่ “ใส่นี่สิคะ”
หญิงชนบทสวมรองเท้าแตะอย่างเขินอาย
หลินม่ายขอให้อีกฝ่ายนั่งลงบนโซฟา
เธอถามโต้วโต้วว่า “หนูรู้ได้อย่างไรว่าน้าคนนี้คือแม่ของหนู?”
ตอนนี้โต้วโต้วอายุได้แปดขวบแล้ว เป็นเวลาห้าปีนับตั้งแต่ที่ถูกแม่ผู้ให้กำเนิดทอดทิ้ง แต่หล่อนยังจำรูปร่างหน้าตาของแม่ตัวเองได้งั้นหรือ?
โต้วโต้วชี้ไปยังแขนของหญิงชนบทและพูดว่า “แม่มีไฝที่แขน หนูจำแม่ได้จากไฝเม็ดนั้น”
หลินม่ายเห็นว่าไฝนั้นค่อนข้างใหญ่และเห็นได้ชัดเจน
หญิงวัยกลางคนยิ้มอย่างประจบประแจง “ฉันไม่ใช่คนหลอกลวงนะคะ ฉันเป็นแม่ของโต้วโต้วจริงๆ”
หลินม่ายกล่าว “ไม่ว่าจะใช่หรือไม่ พรุ่งนี้คุณและโต้วโต้วจะไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจดีเอ็นเอ ซึ่งให้ผลแม่นยำกว่า คุณเห็นด้วยไหมคะ?”
หญิงชนบทตกตะลึง “การตรวจดีเอ็นเอคืออะไรคะ?”
หลินม่ายอธิบายให้หล่อนฟัง
โชคดีที่ความสามารถในการเข้าใจของหญิงชนบทไม่ได้เลวร้าย หล่อนจึงเข้าใจความหมายหลังได้รับฟังคำอธิบาย
หล่อนเอ่ยพึมพำ “ฉัน… ไม่มีเงิน คงจะไปตรวจดีเอ็นเอไม่ได้”
หลินม่ายยิ้มบาง “ฉันจะออกค่าใช้จ่ายให้ค่ะ”
ผู้หญิงคนนั้นกล่าวขอบคุณครั้งแล้วครั้งเล่า โดยแสดงความเต็มใจที่จะตรวจดีเอ็นเอ
แม้ว่ายังไม่ได้รับการยืนยันว่าหญิงชนบทคนนี้เป็นแม่ที่แท้จริงของโต้วโต้วหรือไม่ แต่หลินม่ายยังเชิญหล่อนร่วมรับประทานอาหารเย็นด้วยกัน เพราะเป็นแขกที่มาเยือนถึงหน้าประตู
หลินม่ายกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่ทราบว่าฉันควรเรียกคุณอย่างไรดี ฉันแซ่หลิน ชื่อเต็มคือหลินม่าย คุณสามารถเรียกฉันว่าเสี่ยวหลินหรือหลินม่ายก็ได้”
ผู้หญิงคนนั้นพูดอย่างจริงจัง “ทำแบบนั้นไม่ได้หรอกค่ะ ฉันต้องเรียกคุณว่าคุณหลิน!”
ผู้หญิงคนนั้นแนะนำตัวเอง “ฉันชื่อหรงจี้เหมย เรียกฉันว่าพี่เหมยหรือแม่โต้วโต้วก็ได้ค่ะ”
ถ้าผู้หญิงคนนี้เป็นแม่ของโต้วโต้วจริง คงเป็นไปไม่ได้ที่หลินม่ายจะประทับใจในตัวอีกฝ่าย
ทั้งที่รู้ดีว่าลูกสาวของหล่อนเป็นโรคหัวใจ แต่ก็ยังทอดทิ้งหนูน้อยได้ลง ซึ่งเป็นสิ่งที่หลินม่ายยอมรับไม่ได้
แล้วผู้หญิงคนนี้ยังกล้าบอกให้หลินม่ายเรียกหล่อนว่าพี่เหมย ช่างหน้าหนาเสียนี่กระไร!
หลินม่ายพูดอย่างเฉยเมย “เหลืออาหารจานสุดท้ายที่ยังต้องทำ โปรดรออีกสักหน่อยนะคะ”
หรงจี้เหมยตอบรับด้วยรอยยิ้ม “ไม่เป็นไรค่ะ”
เธอไม่สามารถทำลูกชิ้นปลาด้วยเวลาที่จำกัด หลินม่ายจึงตัดสินใจใช้ปลาดำที่เด็กทั้งสามซื้อมา เพื่อทำเนื้อปลาต้มกับมะเขือเทศและกะหล่ำปลีดอง
ขณะที่กำลังยุ่งอยู่ในครัว เสี่ยวเหวินก็เดินเข้ามา
หลินม่ายถามว่า “มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”
เสี่ยวเหวินมองออกไปนอกห้องครัวอย่างระมัดระวัง เห็นผู้หญิงคนนั้นกำลังคุยกับคุณย่าฟางและคุณปู่ฟาง
เขาหันกลับมาและกระซิบบอกหลินม่ายว่า “คุณอาหญิง ผู้หญิงคนนั้นคือคนที่คุยกับโต้วโต้วครั้งที่แล้ว”
หลินม่ายหยุดหั่นปลาและถามอย่างจริงจัง “เธอแน่ใจเหรอ?”
“ครับ” เสี่ยวเหวินพยักหน้าอย่างหนักแน่นและพูดต่อว่า “ตอนที่เราเดินกลับบ้าน ผู้หญิงคนนั้นเอาแต่ถามเกี่ยวกับสถานการณ์ของครอบครัวเราระหว่างทาง ถามว่าผมกับน้องชายเป็นใคร เมื่อรู้ว่าน้องชายของผมเป็นลูกชายแท้ ๆ ของอาหญิง สายตาของหล่อนที่จ้องมองน้องชายทำให้ผมรู้สึกไม่ดี”
หลินม่ายกลับไปหันปลาต่อ “อาเข้าใจแล้ว ขอบใจเธอมาก เสี่ยวเหวิน”
เสี่ยวเหวินพูดด้วยความเขินอาย “ผมเป็นพี่ชายคนโต จึงต้องรับผิดชอบในการปกป้องน้องชายอยู่แล้ว”
หลังจากนั้นไม่นาน ปลาต้มมะเขือเทศและกะหล่ำปลีดองก็เสร็จ และในที่สุดมื้อเย็นก็พร้อมรับประทาน
แม้ว่าจะใช้เวลาในการทำปลาต้มมะเขือเทศและกะหล่ำปลีดอง แต่เพราะยังเป็นช่วงฤดูร้อน อาหารที่ปรุงก่อนหน้าจึงยังไม่เย็นเกินไป
เมื่ออาหารทั้งหมดอยู่บนโต๊ะ หลินม่ายสังเกตเห็นดวงตาหรงจี้เหมยเป็นประกายเมื่อมองอาหารอันโอชะเหล่านั้น แล้วยังกลืนน้ำลายโดยไม่ตั้งใจ
จู่ ๆ หลินม่ายก็ถามหรงจี้เหมยว่า “วันแรงงานปีนี้ คุณได้คุยกับโต้วโต้วบ้างไหมคะ?”
หรงจี้เหมยพยักหน้ารับ “ได้คุยอยู่ค่ะ มีอะไรหรือคะ?”
หลินม่ายยิ้มบาง “ไม่มีอะไรค่ะ ตอนที่เรากลับไปมาเมืองเจียงเฉิงในวันแรงงานวันที่ 1 พฤษภาคม ลูกสองคนของเราได้พบคุณโดยบังเอิญ ครั้งนี้เมื่อฉันกลับมาเมืองเจียงเฉิง ก็ยังบังเอิญพบคุณอีกครั้ง มันเป็นความบังเอิญที่น่าเหลือเชื่อมาก”
หลังจากพูดแล้ว เธอก็มองไปที่หรงจี้เหม่ยด้วยท่าทางขี้เล่น
หรงจี้เหมยแสดงท่าทีสงบ “คุณสงสัยว่าฉันจงใจสร้างสถานการณ์บังเอิญพบกับเด็ก ๆ ในครั้งนี้ใช่ไหม? ถูกต้องแล้วค่ะ”
หล่อนยอมรับอย่างง่ายดายและยิ้มอย่างตรงไปตรงมา “อย่างไรก็ตามวันแรงงานวันที่ 1 พฤษภาคม ฉันพบกับเด็กทั้งสองโดยบังเอิญจริง ๆ ไม่ใช่โอกาสที่สร้างขึ้นเอง เป็นเพราะฉันได้พบกับโต้วโต้วในครั้งที่แล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้รู้จักกัน ก่อนที่เด็ก ๆ จะวิ่งหนีไป ดังนั้นฉันจึงกลับมาที่ตลาดสดฝูตัวตัวเพื่อถามพนักงานว่าพวกเขารู้จักเสี่ยวเหวินและโต้วโต้วหรือไม่ โดยไม่คาดคิดว่ามีพนักงานที่รู้จักพวกเขา และรู้ว่าพวกเขาเป็นลูกของคุณ จากนั้นฉันจึงมาที่บ้านของคุณ ทว่าไม่มีใครอยู่แล้ว เพื่อที่จะได้เจอโต้วโต้วอีกครั้ง ฉันจึงตั้งใจเช่าบ้านใกล้บ้านของคุณ เพื่อรอจนกว่าครอบครัวคุณจะกลับมาที่เมืองเจียงเฉิง ในที่สุดวันที่ฉันรอคอยก็มาถึง วันนี้ฉันได้พบกับโต้วโต้ว”
หลังจากนั้น หล่อนก็ลูบศีรษะเล็ก ๆ ของโต้วโต้วอย่างอ่อนโยน
โต้วโต้วขัดขืนเล็กน้อย หันศีรษะไปข้างหนึ่ง และปฏิเสธที่จะให้หล่อนสัมผัส
หลินม่ายถามออกไปตรงๆ ว่าทำไมหรงจี้เหมยจึงทิ้งโต้วโต้วไว้ที่สถานีรถไฟ
หรงจี้เหมยหลั่งน้ำตา “ฉันจะเต็มใจทอดทิ้งเลือดเนื้อเชื้อไขที่ฉันคลอดออกมาด้วยตัวเองได้อย่างไร?”
เธอมองดูโต้วโต้วด้วยความรัก “เหตุผลหลักก็คือโต้วโต้วมีอาการของโรคหัวใจ แม้จะกู้หนี้ยืมสินมาไม่น้อย แต่เราก็ไม่สามารถรักษาหล่อนได้ พ่อของหล่อนโกรธมากจนต้องออกจากบ้าน ส่วนฉันสิ้นหวังไร้ทางเลือก จึงต้องทิ้งหล่อนไว้ที่สถานีรถไฟ ทั้งหมดนี้เพียงเพื่อหวังว่า จะมีคนจิตใจดีมารับหล่อนและให้โอกาสหล่อนได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ตั้งแต่ฉันละทิ้งโต้วโต้ว หัวใจฉันเจ็บปวดรวดร้าวเหมือนถูกมีดแหลมทิ่มแทง หลังจากกังวลอยู่หลายวัน ฉันย้อนกลับไปที่สถานีรถไฟ แต่โต้วโต้วไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว ฉันเสียใจจนเป็นลมหมดสติ เพื่อที่จะตามหาโต้วโต้ว ฉันจึงอยู่ที่เมืองเจียงเฉิงมาโดยตลอด โดยไม่คาดคิด พระเจ้าจะให้ความเมตตาและให้ฉันได้พบกับโต้วโต้วในที่สุด”
หล่อนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ขอบคุณที่พวกคุณใจดีกับโต้วโต้วมาก ขอบคุณค่ะ!”
หล่อนเช็ดน้ำตาและกำลังจะคุกเข่าลงให้หลินม่ายและคนอื่น ๆ
แต่ถูกหลินม่ายและสามีหยุดไว้ก่อน
ทุกคนเริ่มรับประทานอาหารกันต่อไป
โต้วโต้วถกเถียงกับตัวเองในใจพักหนึ่ง ก่อนตักอาหารอร่อยมากมาย เช่น เนื้อวัวและซี่โครง มาใส่ในจานของหรงจี้เหมย
หรงจี้เหมยรู้สึกซาบซึ้งจนน้ำตาไหล “โต้วโต้ว หนูควรตักอาหารให้คุณปู่ คุณย่า แม่หลิน และพ่อฟาง ทำไมถึงตักอาหารให้แม่ล่ะ?”
โต้วโต้วกระซิบ “อาหารพวกนี้ คุณปู่ คุณย่า คุณพ่อ และคุณแม่ต่างก็ได้กินแทบทุกวัน”
ทั้งหลินม่ายและฟางจั๋วหรานต่างมองดูหล่อน
หลังอาหารเย็น หรงจี้เหมยยังไม่กลับออกไป แต่ถามหลินม่ายด้วยความระมัดระวังว่าหล่อนจะพาโต้วโต้วไปเดินเล่นในสวนหลังบ้านได้ไหม
หลินม่ายคิดครู่หนึ่งและตอบว่า “ตราบใดที่โต้วโต้วเต็มใจค่ะ”
โต้วโต้วกัดริมฝีปากแน่น หล่อนต้องการใกล้ชิดกับมารดาผู้ให้กำเนิด แต่ก็รู้สึกไม่พอใจที่หรงจี้เหมยทอดทิ้งหล่อนไปเมื่อหลายปีก่อนแม้ว่าจะเป็นทางเลือกสุดท้าย แต่มันก็สร้างรอยแผลเป็นในใจของเด็กน้อย
หลังจากคิดอยู่นาน หล่อนจึงเดินตามหรงจี้เหมยไปที่สวนหลังบ้าน
………………………………………………………………………………………………………………………..
สารจากผู้แปล
แม่แท้ๆ ของโต้วโต้วนี่ก็น่าจะการละครเยอะอยู่นะ คำพูดมาเป็นสคริปต์เรียบร้อยเชียว
ไหหม่า(海馬)