แม่ปากร้ายยุค 80 - ตอนที่ 970 คดีฆาตกรรม
ตอนที่ 970 คดีฆาตกรรม
ตอนที่ 970 คดีฆาตกรรม
เมื่อมาถึงห้องแล้ว เธอก็เห็นว่าคุณปู่ฟางกับคุณย่าฟางกำลังจัดเตรียมสัมภาระ
หลินม่ายกล่าวถามด้วยความประหลาดใจ “คุณปู่ คุณย่า จะไปไหนกันเหรอคะ?”
คุณย่าฟางเผยสีหน้าเคร่งขรึมก่อนจะตอบว่า “แม่ของจั๋วเยวี่ยไปแล้ว”
หลินม่ายเงียบไปสักพัก ก่อนจะถามอย่างสับสน “ไปไหนเหรอคะ?”
คุณปู่ฟางเงยหน้าขึ้นมองเธอก่อนจะพูดว่า “ไปโลกใหม่แล้วล่ะ”
หลินม่ายประหลาดใจก่อนจะถามต่อว่า “แม่ของจั๋วเยวี่ยไปแล้วเหรอคะ? ทำไมหล่อนจากไปกะทันหันอย่างนี้?”
“ถูกฆ่าตายน่ะ” คุณย่าฟางถอนหายใจ “เธอก็ไปเก็บกระเป๋าเถอะ พรุ่งนี้เราจะกลับเจียงเฉิงตอนเที่ยงเพื่อจัดงานศพให้กับแม่ของจั๋วเยวี่ย”
วันรุ่งขึ้น ครอบครัวของหลินม่ายกลับมาที่เมืองเจียงเฉิงและตรงไปยังบ้านพักของฟางจั๋วเยวี่ย
หวังเหวินฟางถูกสังหารเมื่อวานนี้ ทำให้ฟางจั๋วเยวี่ยกลายเป็นผอมซูบในคืนเดียว
แม้เขาจะไม่ได้ชอบแม่ของตัวเองมากนัก แต่เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะเสียใจ เมื่อหวังเหวินฟางจากไปแล้ว เขาก็โศกเศร้าเป็นธรรมดา
เถาจืออวิ๋นไม่ได้ไปทำงาน วันนี้หล่อนอยู่กับฟางจั๋วเยวี่ยที่บ้าน
หลินม่ายและคนอื่น ๆ เดินเข้าหาภายในบ้าน ฟางจั๋วเยวี่ยเพียงกล่าวทักทายก่อนจะกลับห้องของตัวเอง
คุณย่าฟางถามเถาจืออวิ๋นว่าทำไมถึงยังไม่จัดงานศพให้กับหวังเหวินฟาง
เถาจืออวิ๋นตอบ “แพทย์นิติเวชเพิ่งชันสูตรศพเสร็จวันนี้ค่ะ และจะนำศพของแม่สามีกลับมาทำพิธีในวันพรุ่งนี้”
คุณปู่ฟางเลยถามว่า “แล้วการชันสูตรเป็นยังไงบ้าง?”
“แม่สามีกินยานอนหลับ หล่อนน่าจะถูกวางยาแล้วถูกทุบด้วยอิฐจนตายน่ะค่ะ”
คุณย่าฟางถึงกับสงสัย “แม่สามีของเธอมีความแค้นกับใครที่ไหน ทำไมถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมขนาดนั้น”
“ตอนแรกตำรวจสงสัยว่าเป็นหวังเฉียงค่ะ”
“ทำไมเป็นเขาล่ะ?” คุณปู่ฟางถามอย่างสับสน
“บางทีเขาอาจจะขอเงินไปเล่นพนันกับแม่ แต่ว่าพวกหล่อนไม่ให้ เลยฆ่าพวกหล่อนทิ้งทั้งหมด แต่จนถึงตอนนี้ก็ต้องรอจนกว่าจะจับตัวหวังเฉียงได้ก่อน เราถึงจะรู้ข้อสรุปว่าเขาเป็นคนทำจริง ๆ ไหม”
หลินม่ายลอบประหลาดใจก่อนจะพูดว่า “คุณยายหวังก็ถูกฆ่าด้วยเหรอ?”
เถาจืออวิ๋นพยักหน้า “อื้ม ถูกฆ่ายกครัวเลยล่ะ”
วันรุ่งขึ้น หลังจากพวกเขามารับศพของคุณยายหวังและลูกสาว หลินม่ายพร้อมสามีและเถาจืออวิ๋นเริ่มเตรียมงานศพของพวกเขา
ฟางจั๋วเยวี่ยโศกเศร้าและสับสนอย่างมาก เขาจึงยังไม่เข้าร่วมงานศพ
กลางดึก ฟางจั๋วเยวี่ยตื่นขึ้นมาร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด
ฟางจั๋วหรานตบบ่าของเขา “คนตายไปแล้วอย่างไรก็ไม่ฟื้น เสียใจด้วยนะ”
ฟางจั๋วหรานไม่ได้นึกเสียใจอะไรกับการตายของหวังเหวินฟาง
เพราะหวังเหวินฟางไม่ใช่แม่ของเขา และยังเป็นฆาตกรที่ฆ่าแม่ของเขาด้วย
แต่เขาไม่ได้เผยสีหน้าอะไรเพราะเห็นแก่ความโศกเศร้าของฟางจั๋วเยวี่ย
น้องชายของเขาคงจะเป็นทุกข์มากแล้วในตอนนี้
ฟางจั๋วเยวี่ยร้องไห้เป็นเด็ก พลางกล่าวพูดพล่ามอย่างน่ารำคาญ “พี่ครับ ถ้าผมให้เงินแม่วันนั้น และหล่อนมีเงินจ่ายหนี้การพนันของหวังเฉียง บางทีหล่อนอาจจะไม่ต้องตายก็ได้ หรือถ้าผมไปสถานีตำรวจเพื่อแจ้งความจับหวังเฉียง แม่ก็คงจะไม่ต้องตายเหมือนกัน แต่ผมกลับไม่ทำอะไรเลย ที่แม่ต้องตายก็เพราะผม ทั้งหมดเป็นเพราะผมเอง!”
เขาทุบศีรษะตัวเองด้วยความขมขื่น
ฟางจั๋วหรานจับมือของเขาพร้อมกล่าวปลอบโยน “อย่าเพิ่งโทษตัวเองเลย ตำรวจยังไม่ยืนยันว่าฆาตกรคือหวังเฉียง แต่ถึงจะเป็นหวังเฉียงจริง ๆ ทุกครั้งที่เขาแบมือขอเงินแม่ของนาย แม่ก็ให้เงินทุกครั้ง นายจะเติมเต็มหลุมดำนี้ได้จริงเหรอ? สิ่งเดียวที่นายทำผิดคือการที่นายไม่แจ้งตำรวจ”
เวลานั้นเขาถามออกไปอย่างสับสน “แล้วทำไมถึงไม่แจ้งตำรวจล่ะ?”
“ถ้าอย่างนั้นการตายของแม่นายก็ไม่เกี่ยวกับนายแล้ว ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก”
เมื่อถึงวันเผาหวังเหวินฟางและแม่ของหล่อน ฟางเว่ยกั๋วก็มาถึง
แม้เขากับหวังเหวินฟางจะหย่ากันแล้ว แต่เขาก็ยังคิดจะมาบอกลาหวังเหวินฟางเป็นครั้งสุดท้าย
อย่างไรก็ตาม เขากล่าวปลอบโยนลูกชายคนเล็กเพียงไม่กี่คำ และบอกกับลูกชายคนโตว่าหากวันหนึ่งเขาต้องจากไป ก็เพียงฝังร่างของเขาไว้กับแม่ของเขา
หลินม่ายยืนอยู่ใกล้กับฟางจั๋วหราน และฟางเว่ยกั๋วเองก็ไม่ได้ปิดบังเมื่อเขาพูดเรื่องนี้ออกมา
หลินม่ายคิดว่าถ้าหวังเหวินฟางได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ หล่อนคงจะรู้สึกผิดอย่างรุนแรง
เพราะก่อนหน้าหล่อนมัวแต่อิจฉาแม่ของฟางจั๋วหรานมาตลอดชีวิต และต้องการจะแยกพวกเขาออกจากกันก่อนจะแทนที่ตัวเองเข้าไปแทน
แต่สุดท้ายก็คือฟางเว่ยกั๋วก็ยังนึกถึงภรรยาของเขาอยู่เสมอ และไม่เคยคิดถึงหล่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าจริง ๆ
แม้ฟางเว่ยกั๋วจะมาที่นี่ แต่พี่น้องของเขากลับไม่มาด้วย
ท้ายที่สุด หวังเหวินฟางหย่ากับฟางเว่ยกั๋วแล้ว และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลฟาง
จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงไม่มางานศพของแม่เฒ่าหวังและงานศพของหล่อน
แต่โจวฉายอวิ๋นและคนอื่น ๆ ก็อยู่ที่นี่แล้ว
พวกเขาเป็นเพื่อนร่วมงานของเถาจืออวิ๋น และเถาจืออวิ๋นบอกข่าวเหล่านี้กับพวกเขา เช่นนี้ทั้งหมดจึงมาร่วมงาน
เห็นใบหน้าของโจวฉายอวิ๋นช้ำ หลินม่ายตกใจก่อนจะถาม “พี่โดนสามีทุบตีเหรอ?”
โจวฉายอวิ๋นกำลังตั้งท้องลูกของเขาอยู่ แต่เขากลับกล้าหาญทุบตีหล่อน ใบหน้าของหลินม่ายแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมด้วยความโกรธจัด เวลานี้เธอหันมองหงตั่งเชิงอย่างไม่สบอารมณ์
หงตั่งเชิงเองก็มีรอยฟกช้ำบนใบหน้าเช่นกัน เขาตกใจมากเมื่อถูกหลินม่ายจ้องมอง เวลานี้ลำคอของเขาหดลงอย่างรวดเร็ว
เห็นหลินม่ายตำหนิหงตั่งเชิง โจวฉายอวิ๋นรีบอธิบายทันที “หงตั่งเชิงไม่ได้ทุบตีฉันหรอก เป็นอดีตสามีของฉันน่ะ”
หลินม่ายเผยความประหลาดใจก่อนจะอุทานออกมา “หย่ากันไปแปดร้อยชาติแล้ว ทำไมถึงกลับมาทุบตีพี่ได้?”
โจวฉายอวิ๋นบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด
ปรากฏว่าเมื่อข่าวการตั้งครรภ์ของหล่อนไปถึงตระกูลอู๋ของอดีตสามี อู๋ต้าโกวจึงสงสัยว่าเป็นเขาเองหรือไม่ที่ตกอยู่ในสภาวะมีบุตรยาก และลูกที่ภรรยาคนปัจจุบันให้กำเนิดอาจจะไม่ใช่ลูกของเขา
เขาจึงไปตรวจที่โรงพยาบาลจึงได้ทราบว่าตนเป็นหมันตั้งแต่กำเนิด
อู๋ต้าโกวเลี้ยงดูลูกของคนอื่นมานานหลายปี เขาอดไม่ได้ที่จะโกรธแค้น
ทันทีที่กลับถึงบ้าน เขาก็ทุบตีภรรยาคนปัจจุบันก่อนจะหย่ากับหล่อนทันที และเวลานั้นเขาก็มาหาโจวฉายอวิ๋นและต้องการจะกลับมาแต่งงานกับหล่อนใหม่อีกครั้ง
โจวฉายอวิ๋นและหงตั่งเชิ่งใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตั้งแต่วันแต่งงาน และพ่อแม่ของสามีก็ยังปฏิบัติต่อหล่อนเป็นอย่างดี หล่อนจะหันหลังกลับสู่นรกนั่นอีกครั้งได้อย่างไร? เพราะเหตุผลนี้หล่อนจึงปฏิเสธอู๋ต้าโกวทันที
อู๋ต้าโกวโกรธมาก และไม่ว่าโจวฉายอวิ๋นจะพูดอีกครั้งว่าหล่อนกำลังท้อง เขาก็ยังคงทุบตีหล่อนไม่หยุดหย่อน
หลังพูดอย่างนั้นแล้ว โจวฉายอวิ๋นเล่าต่อ “เห็นรอยฟกช้ำบนใบหน้าของฉันแล้วไม่ต้องกังวลหรอก ถ้าตั่งเชิงกลับมาไม่ทัน ฉันคงโดนไอ้บัดซบนั่นทุบตีจนแท้งแน่ ๆ”
เวลานี้หลินม่ายเข้าใจทันทีว่าบาดแผลบนใบหน้าของหงตั่งเชิ่งเกิดขึ้นเพราะปกป้องภรรยาจากการเข้าต่อสู้กับอู๋ต้าโกว
อู๋ต้าโกวเป็นคนพาล เขากล้าทุบตีผู้หญิงตั้งครรภ์และสามีของหล่อนอย่างอุกอาจ
เธอกล่าวถามอย่างใจเย็น “แจ้งตำรวจหรือยัง?”
“แจ้งแล้ว เขาถูกตำรวจพาตัวไป คาดว่าจะถูกลงโทษแล้วล่ะ ส่วนพวกเราก็ไปร้องกับศาลเพื่อขอเรียกค่าเสียหายด้วย”
หลินม่ายพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ
ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นเรื่องดีมากที่เพื่อนสนิทของเธอรู้จักใช้กฏหมายเพื่อปกป้องตนเอง
หลังผ่านพ้นงานศพของสองแม่ลูกอย่างแม่เฒ่าหวังและหวังเหวินฟางไปแล้ว ตำรวจก็ยังจับหวังเฉียงไม่ได้
ในยุคนี้ยังไม่มีข้อมูลขนาดใหญ่ การจับกุมผู้ร้ายหลบหนีนั้นมีเพียงบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านเท่านั้น จึงตามหาได้ยาก
ในวันงานศพ ครอบครัวของหลินม่ายลากกระเป๋าเดินทางออกจากบ้านของฟางจั๋วเยวี่ยกลับไปที่วิลล่าของตัวเองบนถนนตงถิง
แม้เถาจืออวิ๋นจะรบเร้าให้เธออยู่ต่อ แต่คุณปู่ฟางและคุณย่าฟางยืนกรานว่าจะกลับบ้าน
งานศพจบลงแล้ว แต่ครอบครัวของฟางจั๋วเยวี่ยก็ยังมากด้วยแขกเหรื่อ
คาดว่าอีกสัปดาห์ก็อาจจะไม่สงบลง เพราะตอนนี้เขาคือเจ้าของธุรกิจและมีชื่อเสียงมากมาย หลายคนต้องการเข้าหาเขาเพื่อประจบประแจง
คุณปู่ฟางและคุณย่าฟางอายุมากแล้ว พวกเขาทั้งสองจึงไม่ค่อยชอบเสียงดังเท่าใด
ระหว่างงานศพก็ต้องพบเจอความวุ่นวายหลายวันแล้ว หากต้องอยู่ต่อไปเกรงว่าจะเข้าโรงพยาบาลในเร็ววัน
หลังออกจากบ้านของฟางจั๋วเยวี่ย หลินม่ายลอบกล่าวกับเถาจืออวิ๋นให้ปลอบโยนฟางจั๋วเยวี่ยให้มากขึ้น
เขาเพิ่งผ่าตัดมา แม้จะฟื้นตัวได้ดี แต่ช่วงสามปีแรกก็ยังน่ากังวลมาก
หากมะเร็งตับไม่เกิดขึ้นอีกในช่วงสามปีแรก โอกาสที่จะเกิดมะเร็งอีกครั้งในอนาคตจะมีน้อยมาก
เขายังอยู่ในช่วงวิกฤติสามปีแรก ดังนั้นจึงไม่สามารถปล่อยให้เขาจมอยู่กับความโศกเศร้านานเกินไปได้ เกรงว่ามะเร็งตับจะหวนกลับมาอีก
เถาจืออวิ๋นพยักหน้า “ฉันเข้าใจแล้ว”
ฟางจั๋วหรานนั่งแท็กซี่พาครอบครัวของเขากลับมาที่วิลล่าหลังใหญ่บนถนนตงถิง
เมื่อรถแท็กซี่สองคันจอดที่หน้าวิลล่าของหลินม่าย อู่เจิ้นหัวเดินออกมาจากบ้านพอดี
เขาหันมองรถแท็กซี่ทั้งสองคันด้วยความสงสัย
เมื่อเห็นหลินม่ายและคนอื่น ๆ ลงจากรถ เขารีบเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้ม “พวกคุณกลับมาเมืองเจียงเฉิงแล้วเหรอครับ?”
ทันทีที่เห็นเขาเข้ามาทักทาย หลินม่ายรีบแนะนำให้ฟางจั๋วหรานรู้จักเขา “นี่คือเพื่อนบ้านที่ดีของเราค่ะ สหายอู่เจิ้นหัวช่วยเหลือฉันไว้หลายครั้งก่อนหน้านี้”
ฟางจั๋วหรานยื่นมือทักทาย “ขอบคุณมากนะครับ ไว้มีโอกาสให้ผมเลี้ยงมื้อค่ำนะ”
แววตาของฟางจั๋วหรานสดใสลุ่มลึก มันเปรียบกับหลุมไร้ก้นที่ทำให้ผู้จ้องมองรู้สึกว่าถูกข่มเหงโดยไม่รู้ตัว
อู่เจิ้นหัวไม่กล้าสบตาเขา เวลานี้เขาจึงหลบตาเล็กน้อย
เขายกยิ้มก่อนจะพูดว่า “อย่าฟังภรรยาของคุณพูดเลยครับ หล่อนกล่าวเกินจริงไปหน่อย ผมไม่ได้ช่วยเหลืออะไรมากเลย สองสามครั้งเท่านั้น ครั้งแรกมีผู้หญิงคนหนึ่งมาทะเลาะกับเธอที่หน้าประตู ผมแค่ตะโกนใส่จนผู้หญิงคนนั้นวิ่งหนีไป อีกครั้งมีผู้หญิงต้องการจะทำร้ายภรรยาของคุณ แต่ผมถีบหล่อนจนกระเด็นออกไปเหมือนกัน อีกครั้งเป็นแม่ของผู้หญิงคนนั้นมาดุด่าหล่อน ผมเลยปล่อยหมาที่เลี้ยงไว้ไปขู่ให้หญิงคนนั้นกลัวจนหนีไป”
ได้ยินอย่างนั้นแล้ว ฟางจั๋วหรานหันมองหลินม่ายก่อนจะพูดเสียงทุ้ม “คุณไม่เคยบอกผมเลย”
หลินม่ายกระแอมเบา ๆ “ไว้คุยกันทีหลังเถอะค่ะ เอาของลงจากรถกันก่อนเถอะ แท็กซี่รอนานแล้ว”
ทุกคนรีบขนของลงจากรถอย่างรวดเร็ว
ฟางจั๋วหรานจ่ายเงินให้คนขับแท็กซี่ก่อนที่อีกฝ่ายจะขับออกไป
หลินม่ายบังเอิญเห็นภรรยาของอู่เจิ้นหัวยืนอยู่หน้าบ้านพร้อมกับมองเธอด้วยรอยยิ้มบิดเบี้ยว
เธอลอบสับสนเล็กน้อยในเวลานี้
ก่อนจะเข้าบ้าน หลินม่ายโทรหาป้าหวงและบอกว่าวันนี้เธอจะเรียนหนังสือ และครอบครัวของเธอจะอยู่ที่นี่ในช่วงนี้
ป้าหวงได้ยินเสียงจากด้านนอกแล้ว และเมื่อออกมานอกบ้านก็พบว่าครอบครัวของหลินม่ายกลับมา
ป้าหวงวิ่งมาเปิดประตูลานอย่างรวดเร็วพร้อมช่วยยกกระเป๋าของหลินม่ายและสามีเข้าบ้าน
อู่เจิ้นหัวหยิบกระเป๋าเดินทางขึ้นด้วยความกระตือรือร้นที่จะช่วย
หลินม่ายเหลือบมองหยางฉินที่กำลังจ้องมองเธออย่างหึงหวงก่อนจะหันมาพูดกับอู่เจิ้นหัวว่า “วันนี้อากาศค่อนข้างร้อน รีบกลับเข้าบ้านเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันกับสามีจะจัดการกระเป๋าเดินทางพวกนี้เอง”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ” อู่เจิ้นหัวพยายามดื้อรั้นช่วยถือกระเป๋า
หลังจากส่งกระเป๋าเข้าไปในบ้านแล้ว อู่เจิ้นหัวกำลังจะบอกลาและกลับไป
แต่ป้าหวงเสิร์ฟต้มถั่วเขียวเย็นเรียบร้อยแล้ว
หลินม่ายจึงกล่าวเชิญ “กินต้มถั่วเขียวก่อนแล้วค่อยกลับเถอะค่ะ”
อู่เจิ้นหัวลังเลสักครู่ก่อนจะพยักหน้าตอบรับ “ครับ ผมมีเรื่องจะคุยกับคุณอยู่เหมือนกัน”
ฟางจั๋วหรานได้ยินเขาพูดอย่างนั้นจึงเดินออกจากห้องอาหารไปหาพวกเขาทั้งสองคน ส่วนคนอื่น ๆ กำลังนั่งอยู่บนโซฟาภายในห้องนั่งเล่นเพื่อรับประทานต้มถั่วเขียวเย็น
อู๋เจิ้นฮวาจิบต้มถั่วเขียวเย็นก่อนจะถามหลินม่ายอย่างแผ่วเบา “คุณเคยได้ยินเรื่องของกองทุนไท่ฮุยบ้างไหม?”
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
กรรมของบ้านตระกูลหวังแท้ๆ สรุปก็คือผู้หญิงบ้านนี้ตายกันหมด เหลือแค่หวังเฉียงคนเดียว
ไอ้หนุ่มข้างบ้านมีเจตนาเข้าหาม่ายจื่อเพราะเรื่องอะไรกันนะ
ไหหม่า(海馬)