แม่ปากร้ายยุค 80 - ตอนที่ 968 โต้วโต้วสารภาพ
ตอนที่ 968 โต้วโต้วสารภาพ
ตอนที่ 968 โต้วโต้วสารภาพ
หลินม่ายไม่อาจเพิกเฉยต่อความใจดีของชายชราได้ เวลานี้เธอหันหลังพร้อมเดินกลับเข้าไปในบ้าน
คุณยายหลัวปิดประตู ส่วนคุณตาหลัวให้พี่เลี้ยงนำต้มถั่วเขียวมาเสิร์ฟบนโต๊ะกาแฟ
คู่สามีภรรยาสูงวัยกล่าวต้อนรับหลินม่ายอย่างอบอุ่น ก่อนจะชักชวนให้เธอดื่มต้มถั่วเขียวตรงหน้า
วันนี้อากาศค่อนข้างร้อน และหลินม่ายก็กระหายน้ำไม่น้อยเช่นกัน
เธอหยิบชามต้มถั่วเขียวขึ้นมาอย่างสุภาพ แต่ขณะที่กำลังจะดื่ม เธอได้ยินเสียงจริงจังของคุณยายหลัวดังขึ้น “ม่ายจือ ยายมีสองสามคำอยากจะพูดสักหน่อย แต่ไม่รู้จะพูดได้ไหม”
หลินม่ายวางต้มถั่วเขียวลงก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจังเช่นกัน “คุณยายคะ บอกฉันมาเถอะค่ะ”
คุณยายหลัวเองรู้ดีว่าอีกฝ่ายมีความสัมพันธ์กับแม่ไป๋ไม่ดีนัก นางจึงเริ่มอธิบายอย่างระมัดระวัง “ยายอยากจะบอกว่า…ยายอยากให้เธอกับแม่คืนดีกัน แต่ยายไม่คิดบังคับหรือก้าวก่ายเธอหรอก ไม่ว่าเธอจะให้อภัยแม่เธอหรือไม่ ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่เธอต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง แต่ยายอยากจะบอกไว้สักอย่าง ชีวิตของคนเราสั้นนัก ปล่อยวางอะไรได้ก็ปล่อยวางเถอะนะ ต้นไม้หวังอยู่นิ่ง แต่ลมกลับไม่หยุดโหมพัด ลูก ๆ อยากเลี้ยงดูพ่อแม่ แต่พ่อแม่กลับจากไปเสียแล้ว อย่ารอให้ถึงวันที่ต้องเสียใจเลย ต่อให้เธอไม่ยอมรับหล่อนว่าเป็นแม่ แต่ปฏิบัติกับหล่อนอย่างมนุษย์ทั่วไปได้ไหม? อย่าปฏิบัติราวกับหล่อนเป็นศัตรูเลย”
หลินม่ายฝืนยิ้มขมขื่น “ฉันไม่ใช่คนที่ลืมความเจ็บปวดง่ายๆ หรอกค่ะ คุณยายให้ฉันคิดเรื่องนี้สักสองสามวันเถอะนะคะ”
คุณยายหลัวพยักหน้าอย่างพอใจทันที “เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว อีกอย่างยายก็ไม่ได้ใจกว้างเท่าเธอด้วย”
ก่อนจะจากไป หลินม่ายคิดไตร่ตรองสักครู่ก่อนจะรับผลไม้และของว่างจากอีกฝ่ายกลับมาด้วย
เห็นว่าหลินม่ายกลับไปแล้ว คุณแม่ไป๋ถึงกับร้องไห้ด้วยความดีใจ
คุณยายหลัวกล่าวเสียงเข้ม “อย่าดีใจเก้อ ม่ายจื่อยังไม่ได้ให้อภัยเธอ ไม่ว่าม่ายจื่อจะยกโทษให้กับเธอหรือไม่ยกโทษให้ เธอก็ควรหยุดสร้างปัญหาให้หล่อนต้องเสียใจได้แล้ว”
แม่ไป๋พยักหน้า “เข้าใจแล้วค่ะ”
หลังจากกลับมาถึงโรงพยาบาล หลินม่ายบอกกับเสี่ยวเหวินและโต้วโต้วให้รีบกลับบ้าน
ตอนนี้เป็นเวลาหกโมงเย็นแล้ว พวกเขาต้องรีบกลับเพื่อไปรับประทานมื้อเย็นที่บ้าน
เสี่ยวเหวินหยิบกระเป๋านักเรียนก่อนจะบอกลาเด็กชายตัวน้อย “ไว้พรุ่งนี้พี่มาหาใหม่นะ”
แต่โต้วโต้วไม่ต้องการกลับไป ใบหน้าอวบอ้วนเผยความเคร่งเครียดชัดเจน พูดกับหลินม่ายว่า “แม่คะ หนูมีเรื่องอยากคุยกับแม่ตามลำพังค่ะ”
หลินม่ายมองหล่อนอย่างไตร่ตรอง
นับตั้งแต่เด็กชายเข้าโรงพยาบาล ทุกครั้งที่โต้วโต้วมองมา หล่อนมีความลังเลและความกังวลฉายชัดบนใบหน้า
หลินม่ายพยักหน้า
เธอพาลูกสาวมาที่มุมหนึ่งในโรงพยาบาล
หลินม่ายถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “มีอะไรจะบอกแม่เหรอจ๊ะ?”
โต้วโต้วยิ่งกังวลมาก “แม่สัญญากับหนูก่อนได้ไหมว่าจะไม่โกรธ แล้วหนูจะบอกค่ะ”
หลินม่ายถามเสียงเข้ม “ทำผิดร้ายแรงไหม? และมันเป็นความผิดพลาดร้ายแรงมากหรือเปล่า?”
โต้วโต้วพยักหน้า
“อย่างนั้นแม่ก็คงรับปากไม่ได้ว่าจะไม่โกรธก่อนที่จะรู้ว่าความผิดนั้นคืออะไร เพราะฉะนั้นลองบอกแม่มาก่อนว่าทำอะไรผิดมา”
โต้วโต้วลังเลอยู่นาน แต่ก็ยังปฏิเสธที่จะพูด
หลินม่ายพูดอย่างอ่อนโยนว่า “ถ้าตอนนี้ยังไม่อยากพูด ก็อย่าเพิ่งพูดเลย เอาไว้อยากบอกแม่เมื่อไหร่ก็ค่อยพูดออกมา เอาล่ะ เดี๋ยวแม่จะกลับไปดูแลน้องชายของลูกแล้ว”
หลังพูดจบ เธอเดินตรงไปที่ห้องของเสี่ยวมู่ตง
โต้วโต้วตัวแข็งอยู่สองสามวินาทีก่อนจะคว้ามือหลินม่ายเอาไว้ “แม่คะ… หนูอยากบอก แต่หนูกลัวว่าแม่จะไม่ยกโทษให้หนู”
หลินม่ายกล่าวออกไปด้วยเหตุผล “ถ้าลูกทำผิดร้ายแรง และแม่ไม่ยกโทษให้มันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ? ถ้าลูกทำผิด ลูกต้องรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองทำ อย่าเป็นคนหนีปัญหาแบบนั้น”
โต้วโต้วเม้มปากก่อนจะร้องไห้ออกมา “ที่น้องชายหัวกะแทก มันเป็นความผิดของหนูนเองค่ะ”
หลินม่ายตกตะลึง
เสี่ยวเหวินบอกว่าเป็นความผิดของเขาที่เสี่ยวมู่ตงหล่นจากเตียง แต่ทำไมโต้วโต้วถึงบอกว่าเป็นความผิดของหล่อนล่ะ?
หลินม่ายถามทันที “เกิดอะไรขึ้น?”
โต้วโต้วร้องไห้พร้อมบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด
กลายเป็นว่าในคืนนั้นเสี่ยวเหวินพาเสี่ยวมู่ตงไปที่ห้องของโต้วโต้ว เพื่อที่เขาจะได้ดูแลน้อง ๆ พร้อมกัน
แต่เพราะเหตุนี้ทำให้เสี่ยวมู่ตงตื่น และต้องการจะดื่มนม
เสี่ยวเหวินไปที่ห้องอาหารเพราะต้องการชงนมให้เขา
แต่เขากังวลว่าเสี่ยวมู่ตงจะคลานไปมาบนเตียงของโต้วโต้ว เขาเลยปลุกโต้วโต้วเพื่อขอให้หล่อนช่วยดูแลน้องชาย อีกเดี๋ยวเขาจะกลับมา
แต่โต้วโต้วหลับไปอีกครั้งหลังจากที่เสี่ยวเหวินออกไป และหลังจากนั้นเสี่ยวมู่ตงก็ตกจากเตียงจนได้รับบาดเจ็บ
หลินม่ายไม่พูดอะไรก่อนจะพาโต้วโต้วกลับมาที่ห้องของเสี่ยวมู่ตง
เสี่ยวเหวินยังไม่ได้ออกไป เขายังนั่งอยู่ข้างเตียงของเสี่ยวมู่ตงและเฝ้ามอง
เสี่ยวมู่ตงอยู่ในห้องเดี่ยว ตอนนี้หลินม่ายปิดประตูก่อนจะหันมองเสี่ยวเหวินและโต้วโต้ว
“ใครเป็นคนต้นคิดให้เสี่ยวเหวินรับโทษคนเดียว เธอเหรอ? หรือเธอ?” หลินม่ายถามกับเด็กทั้งสองคนอย่างจริงจัง
“ผมเองครับ” เสี่ยวเหวินตอบ
“ไม่ใช่ เป็นหนูเองค่ะ” โต้วโต้วร้องไห้อีกครั้ง “พี่ชายเห็นหนูกลัวมาก เขาเลยบอกว่าเขาจะรับโทษครั้งนี้เองค่ะ”
หลินม่ายพูดต่อ “มันไม่ผิดที่พี่น้องจะรักกัน แม่ดีใจมากที่เห็นลูกรักกัน แต่สิ่งที่แม่ไม่ชอบคือการมีคนทำผิด แต่อีกคนต้องมารับผิดแทน เพราะนี่ไม่ใช่ความรักของพี่น้อง แต่เป็นการตามใจอีกฝ่าย และทำให้อีกฝ่ายไม่ได้รับบทลงโทษจากการกระทำของตัวเอง เดือนหน้าเธอสองคนจะต้องทำความสะอาดสนามหญ้าที่บ้าน และต้องทำทุกวัน ทั้งเดือน โต้วโต้วกวาดลานหน้าบ้าน เสี่ยวเหวินกวาดลานกลางและหลังบ้าน และจะโดนหักค่าขนมสามเดือน”
หลังจากเสี่ยวเหวินและโต้วโต้วออกไปแล้ว ฟางจั๋วหรานก็เลิกงานพอดี
ฟางจั๋วหรานบอกเด็กทั้งสองคนให้กลับบ้านดี ๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะพาเด็กชายไปที่ห้องของคุณปู่ฟางและคุณย่าฟางเพื่อรับประทานมื้อเย็น
ระหว่างทาง ฟางจั๋วหรานถามหลินม่ายว่า “ทำไมเสี่ยวเหวินกับโต้วโต้วกลับช้าจังล่ะครับ?”
หลินม่ายบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟัง
ฟางจั๋วหรานเองประหลาดใจไม่น้อยก่อนจะบอกหลินม่ายถึงคำพูดที่โต้วโต้วกับเสี่ยวเหวินพูดคุยกันในคืนนั้น
“ตอนแรกผมคิดว่าโต้วโต้วจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ แต่หล่อนก็ยังคิดจะบอกคุณด้วย”
หลินม่ายถาม “อย่างนี้แปลว่าโต้วโต้วยังเป็นเด็กดีอยู่หรือเปล่าคะ?”
ฟางจั๋วหรานพยักหน้า “ควรนะ”
หลังเลิกเรียนในบ่ายวันถัดมา โต้วโต้วและกู่จาวตี้กลับบ้านพร้อมกัน
โต้วโต้วซื้ออมยิ้ม หล่อนกับกู่จาวตี้ถืออมยิ้มคนละอัน
ทั้งสองพูดคุยกันขณะกินอมยิ้ม
โต้วโต้วบอกเล่าให้กู่จาวตี้ฟังถึงเรื่องที่หล่อนทำน้องชายหล่นจากเตียงโดยไม่ตั้งใจ แต่แม่ไม่ลงโทษด้วยการทุบตี แต่ให้หล่อนทำความสะอาดสนามหญ้าหน้าบ้านเป็นเวลาหนึ่งเดือน และงดค่าขนมสามเดือนอย่างผ่อนคลาย
ก่อนที่จะพูดต่อด้วยน้ำเสียงโศกเศร้าเล็กน้อย “แต่ฉันคิดว่าถ้าฉันไม่ได้ให้พี่ชายรับโทษแทน ก็จะไม่มีการลงโทษอะไร แม่บอกว่าถ้าความผิดนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เจตนาและไม่ตั้งใจ สุดท้ายแล้วมันก็ยังสามารถให้อภัยได้”
กู่จาวตี้กล่าวด้วยน้ำเสียงอิจฉา “แม่ของเธอใจดีมากเลย! ถ้าเป็นแม่ฉันนะ ฉันน่าจะโดนตีแล้วล่ะ”
โต้วโต้วถามอย่างสับสน “แล้วเธอไม่เกลียดพ่อแม่ตัวเองเหรอ?”
กู่จาวตี้ส่ายหัว “ไม่เกลียดหรอก อย่างน้อยพวกเขาก็รับฉันมาเลี้ยง หาข้าวให้ฉันกิน และให้ฉันไปโรงเรียน ถ้าเทียบกับเด็กที่อยู่ตามข้างถนน ฉันถือว่าตัวเองโชคดีมากแล้ว”
ไม่กี่วันถัดมา อากาศร้อนขึ้นมาก จักจั่นส่งเสียงร้องอื้ออึงแสดงให้เห็นว่าพวกมันมีความสุขแค่ไหน
บาดแผลขนาดใหญ่บนศีรษะของเสี่ยวมู่ตงหายแล้ว และเขาสามารถออกจากโรงพยาบาลได้
คุณปู่ฟางเองก็เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหลายวัน และได้รับการตรวจวินิจฉัยมากมาย จากคำวินิจฉัยของแพทย์เวรประจำวันนั้น เขาบอกว่าชายชราเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ
ฟางจั๋วหรานถึงกับสับสน ชายชราได้รับการตรวจร่างกายทุกหกเดือน ไม่ได้เป็นความดันโลหิตสูง ไม่มีคอเลสเตอรอล น้ำตาลในเลือดปกติ ทุกอย่างดีไปหมด แต่จู่ ๆ กลับกลายเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ เรื่องนี้มันน่าประหลาดใจเกินไป
โชคดีที่ในคืนที่เขาถูกพาตัวส่งโรงพยาบาล แพทย์เวรทำการฉีดกระตุ้นหัวใจและออกซิเจนให้กับเขาแล้ว สภาพร่างกายของเขาจึงฟื้นฟูกลับมาอย่างรวดเร็ว และออกจากโรงพยาบาลได้หลังผ่านพ้นไปหนึ่งสัปดาห์
หลินม่ายและสามีจึงหมดกังวลในที่สุด
คุณปู่ฟางและเสี่ยวมู่ตงเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเดียวกัน เรื่องนี้แทบจะทำให้สามีภรรยาคู่นี้เหนื่อยแทบขาดใจ
โชคดีที่อาวุโสและเด็ก ๆ ทุกคนยังแข็งแรง สุดท้ายหลินม่ายสามารถกลับไปเรียนได้อย่างสบายใจ แต่จู่ ๆ คุณพ่อไป๋ก็มาหาเธอที่มหาวิทยาลัย
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
ถือว่าวิธีทำโทษดีมากนะที่ไม่ทำร้ายร่างกายลูก ไม่งั้นเด็กจะกลายเป็นคนชอบใช้ความรุนแรง
ไหหม่า(海馬)