แม่ปากร้ายยุค 80 - ตอนที่ 967 คุณปู่ฟางป่วยอีกแล้ว
ตอนที่ 967 คุณปู่ฟางป่วยอีกแล้ว
ตอนที่ 967 คุณปู่ฟางป่วยอีกแล้ว
ในตอนกลางคืน หลินม่ายและสามีกำลังนอนหลับสนิทกับลูกชายของพวกเขา
เสียงเคาะประตูรัวเร็วเป็นชุดทำให้พวกเขาทั้งคู่ตื่นขึ้น
ทันใดนั้น เสียงของคุณย่าฟางก็ดังขึ้น “จั๋วหราน ม่ายจื่อ ตื่นเร็วเข้า คุณปู่ล้มป่วยกะทันหัน!”
ฟางจั๋วหรานเปิดโคมไฟข้างเตียง “คุณย่า เรากำลังไปครับ”
ทั้งคู่ไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยซ้ำ คนหนึ่งอยู่ในกางเกงนอน อีกคนสวมชุดนอน พวกเขาเปิดประตูแล้วเดินตามคุณย่าฟางไปยังห้องนอนคุณปู่ฟางทันที
ฟางจั๋วหรานถามขณะเดินไป “คุณปู่อาการหนักหรือครับ?”
หากเขาไม่ได้อาการหนัก คุณย่าฟางคงไม่มาเคาะประตูเรียกกลางดึกแบบนี้
คุณย่าฟางพยักหน้าอย่างเคร่งขรึมพลางตอบด้วยเสียงสั่น “เขาไม่รู้สึกตัวเลย”
หลินม่ายชะงักเมื่อได้ยินสิ่งนี้ “อาการหนักขนาดนี้ต้องรีบส่งไปโรงพยาบาล ฉันจะไปจัดการเสี่ยวมู่ตงก่อน แล้วจะขับรถไปที่หน้าประตูบ้าน จั๋วหราน คุณแบกคุณปู่ลงไปข้างล่าง”
จากนั้นเธอรีบปลุกเสี่ยวเหวินและปล่อยให้เขาดูแลน้อง ๆ
วันนี้เป็นวันหยุด น้าทังจึงยังพักร้อนอยู่ ทำให้ไม่มีผู้ใหญ่ในครอบครัวเลย เสี่ยวเหวินเป็นคนเดียวที่เธอจะพึ่งพาได้
เธอเลือกขับรถโรลส์รอยซ์ เพราะที่นั่งด้านในสบายกว่า
ฟางจั๋วหรานบ่นคุณย่าฟาง “คุณย่านี่จริง ๆ เลย ควรมาบอกเราตั้งแต่ที่คุณปู่อาการไม่ดี แต่รอจนกระทั่งคุณปู่ไม่รู้สึกตัวแล้วจึงมาบอก คุณย่ามัวรออะไรอยู่”
คุณย่าพูดอย่างเสียใจ “ย่าไม่ได้ชักช้าหรอก อาการป่วยของคุณปู่เกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป เขาตกอยู่ในอาการโคม่าแทบจะทันที”
เมื่อพวกเขามาถึงห้องของผู้เฒ่าทั้งสอง ฟางจั๋วหรานเห็นคุณปู่นอนหลับตาอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าเจ็บปวด กระนั้นกลับไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียก
ฟางจั๋วหรานสัมผัสชีพจรทันที และพบว่ามันยังคงปกติ ทำให้เขารู้สึกโล่งใจเล็กน้อย จากนั้นเขารีบเดินไปยังลานหน้าบ้านโดยแบกคุณปู่อยู่บนหลัง ขณะเดียวกันคุณย่าฟางก็รีบสาวเท้าตามติดอย่างเหนื่อยหอบ
ทั้งสามเข้าไปในรถโรลส์รอยซ์ ก่อนที่หลินม่ายจะเหยียบคันเร่งเพื่อขับออกไปอย่างรวดเร็ว
โชคดีที่มียานพาหนะในยุคนี้ยังคงน้อย และมียานพาหนะเพียงน้อยนิดในช่วงเที่ยงคืน
หลินม่ายขับรถเร็วมากตลอดทางและมาถึงโรงพยาบาลโหย่วเหอในเวลาไม่ถึง 15 นาที
หลังจากไปแผนกฉุกเฉิน แม้ว่าอาการของคุณปู่ฟางจะค่อนข้างร้ายแรง แต่แพทย์ก็ไม่สามารถระบุสาเหตุของอาการป่วยได้
เป็นผลให้พวกเขาออกใบรับรองการรักษาในโรงพยาบาลโดยตรง โดยหวังว่าจะระบุสาเหตุของการเจ็บป่วยของเขาผ่านการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
การรักษาในโรงพยาบาลสามารถตรวจสอบอาการได้ตลอด 24 ชั่วโมง และง่ายต่อการค้นหาสาเหตุ
จากประสบการณ์ของพวกเขา พวกเขาสงสัยว่าจะมีอาการหัวใจวาย จึงฉีดยากระตุ้นหัวใจซึ่งปรับให้เหมาะกับอาการของคุณปู่ฟาง รวมถึงการใช้เครื่องช่วยหายใจเพื่อพยุงอาการ ในที่สุดคุณปู่ฟางก็ฟื้นคืนสติ แต่ไม่นานก็หลับตาลงอีกครั้ง
คุณย่าฟางถามอย่างกระวนกระวาย “หมอคะ ทำไมสามีของฉันหลับอีกแล้ว?”
ศาสตราจารย์ชี้ไปที่เครื่องมือติดตามต่าง ๆ และพูดว่า “ดูนี่สิครับ สัญญาณทั้งหมดบ่งบอกว่าเป็นปกติ คุณปู่เพียงแค่อ่อนแอและกำลังหลับอยู่ ไม่มีอะไรต้องกังวลครับ”
แม้คุณย่าฟางจะเป็นผู้สูงอายุที่ได้รับการศึกษา แต่นางก็ไม่สามารถเข้าใจเครื่องมือทางการแพทย์เหล่านี้ได้
นางมองไปที่ฟางจั๋วหรานเพื่อสอบถาม
ฟางจั๋วหรานพยักหน้าตอบว่า “ตอนนี้คุณปู่ไม่ได้อยู่ในอาการวิกฤติครับ”
ได้ยินดังนั้น คุณย่าฟางก็รู้สึกโล่งใจเล็กน้อย
เวลาล่วงเลยมาจนถึงตีหนึ่ง
พรุ่งนี้ฟางจั๋วหรานต้องไปทำงาน เขาไม่สามารถอยู่ต่อได้และต้องกลับไปนอน
คุณย่าฟางเองก็แก่ตัวเกินกว่าจะนอนดึก
หลินม่ายบอกให้พวกเขากลับบ้านไปโดยเร็ว ส่วนเธอจะอยู่ดูแลคุณปู่ฟางเอง
แต่คุณย่าฟางปฏิเสธอย่างเฉียบขาด “พรุ่งนี้หลานต้องไปเรียน ย่าจะอยู่ดูแลตาเฒ่าเอง พวกหลานไปนอนกันเถอะ”
หลินม่ายตอบ “ขาดเรียนสักวันไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
“แต่ย่าปล่อยให้หลานอยู่ที่นี่เพื่อดูแลคุณปู่ไม่ได้ มันไม่เหมาะนักในฐานะหลานสะใภ้”
คุณย่าฟางชี้ไปยังเตียงที่ว่างเปล่าด้านข้างปู่ฟางพร้อมพูดว่า “คุณปู่อยู่ในห้องผู้ป่วยพิเศษ มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ รวมถึงมีพยาบาลคอยตรวจดูเขาอยู่ตลอดเวลา ย่ามีเตียงให้นอน แล้วยังมีพยาบาลคอยช่วยเหลือหากจำเป็น พวกหลานไม่ต้องห่วงหรอก”
คู่หนุ่มสาวไม่สามารถรั้งคุณย่าฟางไว้ได้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องกลับบ้านไปนอน
แต่ทันทีที่กลับมาถึงบ้าน พวกเขาพบโต้วโต้วที่ใบหน้าซีดเซียวพลางกล่าวคำละล่ำละลักว่า เสี่ยวเหวินพาเสี่ยวมู่ตงไปโรงพยาบาลด้วยรถแท็กซี่
ข่าวนี้เหมือนสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงมา ซึ่งทำให้ทั้งคู่ตะลึงงัน
หลินม่ายคว้าตัวโต้วโต้วและถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับน้องชายลูก?”
โต้วโต้วหวาดกลัวกับสีหน้าดุร้ายของหลินม่ายในตอนนี้จนร้องไห้เสียงดัง “น้องชายตกจากเตียงจนหัวกระแทกพื้น
พี่เสี่ยวเหวินกลัวว่าน้องชายจะเป็นอะไรไป เขาจึงพาน้องชายไปแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลโหย่วเหอ”
หลินม่ายรู้สึกว่าหัวของเธอกำลังจะระเบิด
การกระแทกศีรษะอาจเป็นปัญหาเล็กน้อย หรือร้ายแรงก็ได้
เธอกำชับให้โต้วโต้วอยู่บ้านและอย่าให้เกิดอุบัติเหตุ จากนั้นรีบขับรถไปโรงพยาบาลโหย่วเหอพร้อมกับฟางจั๋วหราน
ทั้งสองคนตรงไปที่แผนกฉุกเฉินทันทีที่ลงจากรถ
พวกเขาเห็นเด็กชายกำลังอุ้มทารกเดินออกมาจากห้องฉุกเฉินภายใต้การนำของพยาบาล
เด็กคนนั้นคือเสี่ยวเหวิน
ทั้งคู่รีบเข้าไปหาเด็กชายทันที
หลินม่ายดึงเสี่ยวมู่ตงออกจากแขนของเสี่ยวเหวิน
บนหัวของเสี่ยวมู่ตงเป็นก้อนปูดบวมเหมือนเขายูนิคอร์น
อย่างไรก็ตามเด็กน้อยยังสบายดี เมื่อเห็นหลินม่าย เขาเผยยิ้มกว้างแสดงฟันน้ำนมเล็ก ๆ เรียงกันเป็นแถว
หลินม่ายถามเสี่ยวเหวินว่า “ผลการตรวจเป็นอย่างไรบ้าง?”
เสี่ยวเหวินตอบ “ต้องรอผล CT scan ถึงจะรู้ครับ”
พยาบาลหันศีรษะเมื่อได้ยินใครบางคนพูดข้างหลังตน ก่อนเห็นว่าเป็นฟาวจั๋วหราน หล่อนจึงรีบกล่าวคำทักทายเขา
ฟางจั๋วหรานเพียงพยักหน้าให้เล็กน้อย
ผล CT scan ฉุกเฉินได้รับภายในครึ่งชั่วโมง
หลังจากที่เสี่ยวมู่ตงทำ CT scan ครอบครัวทั้งสามคนและเสี่ยวเหวินออกมานั่งรอด้านนอกเพื่อรอผล
หลินม่ายมองไปที่ก้อนใหญ่บนศีรษะของหนูน้อย และถามเขาว่ายังเจ็บอยู่ไหม
“ไม่เจ็บแล้ว” หนูน้อยยื่นมือออกไป หวังจะสัมผัสเขายูนิคอร์นของเขา
หลินม่ายกลัวว่าเขาจะทำร้ายตัวเอง เธอจึงจับมือเล็กของเขาไว้เพื่อปรามว่าไม่ให้จับ
เสี่ยวเหวินด้านข้างพูดอย่างรู้สึกผิด “คุณอา ขอโทษครับ ผมดูแลน้องชายไม่ดีเอง”
หลินม่ายถาม “เกิดอะไรขึ้น?”
เธอไม่เชื่อว่ามันเป็นเพราะความประมาทเลินเล่อของเสี่ยวเหวิน
เสี่ยวเหวินให้ความรู้สึกว่าเป็นทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในคนเดียว เขาเป็นคนรอบคอบในการทำสิ่งต่าง ๆ เป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้เกิดอุบัติเหตุเช่นนี้
เสี่ยวเหวินอธิบายว่าเพราะเขาไม่สนใจให้มากพอ เป็นผลให้เสี่ยวมู่ตงตกลงจากเตียงโดยไม่ได้ตั้งใจ
ไม่ว่าเสี่ยวเหวินจะดูเป็นผู้ใหญ่แค่ไหน แต่ยังคงมีหลายครั้งที่เขาประมาท
หลินม่ายไม่ได้ต่อว่าเขา ตรงกันข้าม เธอปลอบโยนเขาแทน
เด็กน้อยยิ่งรู้สึกผิด
ครึ่งชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผล CT scan ของเสี่ยวมู่ตงออกมา ซึ่งไม่พบปัญหาอะไร
ทุกคนถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แต่ฟางจั๋วหรานแนะนำให้เขาอยู่ในโรงพยาบาลต่อสักสองถึงสามวัน จากนั้นค่อยออกจากโรงพยาบาลหลังจากอาการบวมลดลง ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน
หลินม่ายอยู่กับหนูน้อยในโรงพยาบาล ขณะที่ฟางจั๋วหรานพาเสี่ยวเหวินกลับบ้าน
ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าว หลังจากวิ่งไปมาหลายรอบ เสื้อผ้าของฟางจั๋วหรานเปียกโชกด้วยเหงื่อ ซึ่งทำให้ไม่สบายตัว ภรรยาและลูกของเขาคงรู้สึกไม่ต่างกัน
ฟางจั๋วหรานหยิบเสื้อผ้าและชุดนอนสองชุดสำหรับแม่ ลูกชาย และคู่รักชรา รวมถึงสิ่งของจำเป็นที่ต้องใช้ในโรงพยาบาล และเตรียมนำไปให้พวกเขา
เพื่อป้องกันไม่ให้โต้วโต้วและเสี่ยวเหวินประสบอุบัติเหตุที่บ้าน เขาจึงคิดบอกเด็กน้อยทั้งสองให้ออกไปด้วยกัน
แต่หลังจากเดินมาถึงประตูห้องของโต้วโต้ว เขาก็ต้องหยุดชะงักเมื่อได้ยินการสนทนาระหว่างเสี่ยวเหวินและโต้วโต้วดังมาจากข้างใน
ภายในห้อง โต้วโต้วเงยหน้าขึ้นและถามอย่างสมเพช “มันเป็นความผิดฉันหรือไงที่ไม่บอกพ่อกับแม่?”
“ไม่ใช่แบบนั้น แต่คราวหลังอย่าทำพลาดแบบนี้อีก เป็นพี่ก็ต้องดูแลน้อง ปล่อยให้เขานอนคนเดียวได้ยังไง?”
โต้วโต้วส่งเสียงตอบรับอย่างเชื่อฟัง
ฟางจั๋วหรานเคาะประตูและสั่งให้เด็กทั้งสองดูแลตัวเองที่บ้าน จากนั้นเขานำเสื้อผ้าและสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนในครอบครัวได้ใช้ในโรงพยาบาล
เมื่อเขามาถึงโรงพยาบาล ฟางจั๋วหรานเห็นว่าหลินม่ายดูเหนื่อยล้ามาก เขาจึงไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้ยิน
คุณปู่ฟางและเสี่ยวมู่ตงเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่หลินม่ายและสามีไม่ได้แจ้งข่าวกับใครเลย นอกจากพ่อไป๋
การแจ้งให้ญาติและเพื่อนมาเยี่ยมผู้ป่วยในโรงพยาบาลอาจเป็นภาระของผู้ป่วยได้ พวกเขาควรพักฟื้นอย่างเงียบ ๆ ดีกว่า
แต่เนื่องจากพ่อไป๋เป็นพ่อตา เขาจึงควรรับรู้
พ่อไป๋เตรียมของขวัญมากมาย พร้อมพาไป๋เซี่ยและไป๋ลู่ไปโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมคุณปู่ฟางและเสี่ยวมู่ตง
สองถึงสามวันที่ผ่านมา คุณยายหลัวไม่ค่อยสบาย แม่ไป๋จึงพานางมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโหย่วเหอ
หล่อนบังเอิญเห็นพ่อไป๋กับเด็ก ๆ กำลังถือของขวัญ และดูเหมือนว่าพวกเขากำลังมาเยี่ยนคนไข้ที่นี่
หล่อนแอบตามไปข้างหลังเงียบงัน เพื่อดูว่าเป้าหมายของการมาเยี่ยมคือใคร
จากนั้นหล่อนจึงรู้ว่าคุณปู่ฟางและเสี่ยวมู่ตงเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
การเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลของคุณปู่ฟางไม่ได้เกี่ยวข้องกับหล่อน แต่การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลของเสี่ยวมู่ตงทำให้หล่อนเป็นทุกข์และกังวลอย่างมาก
หล่อนรู้ว่าหากต้องการไปเยี่ยมเสี่ยวมู่ตง หลินม่ายจะต้องห้ามตน
หล่อนแค่อยากหาของเยี่ยมดีที่สุดและนำอาหารอร่อย ๆ มาให้เจ้าตัวเล็ก
กระนั้นก็เป็นเรื่องยากที่จะนำอาหารอร่อย ๆ มาให้หนูน้อย เพราะหลินม่ายไม่ยอมรับมัน
หากไปขอร้องพ่อไป๋ให้ช่วยเธอนำอาหารไปให้เสี่ยวมู่ตง พ่อไป๋ก็จะต้องไม่เห็นด้วยเช่นกัน
ครั้งล่าสุดที่หล่อนขอให้เขาช่วยส่งสร้อยข้อมือทองคำเส้นเล็กให้เสี่ยวมู่ตง เขากลับส่งคืนให้หล่อนทันที
ร้องขอฟางจั๋วหรานเหรอ? นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย เพราะสามีภรรยาคู่นี้มีใจตรงกัน
หลินม่ายไม่ต้องการเห็นหน้าหล่อน ฟางจั๋วหรานไม่มีทางช่วยหล่อนอย่างแน่นอน
แม่ไป๋ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเสี่ยง หล่อนแอบเข้าไปในวอร์ดของเสี่ยวมู่ตงพร้อมผลไม้และของว่างมากมาย ขณะที่หลินม่ายเดินออกไปเข้าห้องน้ำ
หลินม่ายระมัดระวังตัวเสมอ แม้ว่าเธอจะไม่อยู่ในวอร์ด แต่เธอก็จัดพยาบาลเพื่อช่วยดูแลเสี่ยวมู่ตง
เมื่อแม่ไป๋เข้าไปพร้อมของขวัญ พยาบาลจึงถามว่า “คุณเป็นใคร?”
แม่ไป๋ยิ้มและพูดว่า “ฉันเป็นยายของเด็กค่ะ”
เมื่อเห็นว่าผลไม้และของว่างที่หล่อนถือนั้นไม่ใช่ของถูก นางพยาบาลจึงเชื่อและไม่ไล่หล่อนออกไป
แม่ไป๋วางขนมผลไม้ไว้บนโต๊ะข้างเตียง แล้วเอื้อมมือไปกอดเสี่ยวมู่ตง
เสี่ยวมู่ตงยังไม่รู้ประสา เขาจึงให้ทุกคนอุ้มอย่างง่ายดาย
นี่เป็นครั้งแรกที่แม่ไป๋ได้อุ้มเสี่ยวมู่ตงไว้ในอ้อมแขน และเมื่อใบหน้าใหญ่ของหล่อนแนบชิดกับใบหน้าเล็กอมชมพูของเสี่ยวมู่ตง หล่อนก็ตื่นเต้นจนแทบจะหลั่งน้ำตา
หลังจากหยอกล้อกับเสี่ยวมู่ตงราวสองนาที แม่ไป๋ก็วางเด็กน้อยลงอย่างไม่เต็มใจพลางกล่าวว่า “วันนี้ยายต้องไปแล้ว ครั้งหน้ายายจะมาหาหนูใหม่นะ”
แต่หล่อนจะทำได้หรือเปล่า?
นับตั้งแต่ที่พวกเขาทะเลาะวิวาทกับไป๋ซวงบนถนนในที่สาธารณะ ซึ่งทำลายภาพลักษณ์ของพวกเขา หล่อนก็ยอมแพ้ไม่คิดสู้กับคนเหล่านี้อีก
หล่อนรีบออกไปเพราะกลัวว่าหลินม่ายจะจับได้และทำให้หล่อนอับอาย
แต่สุดท้ายก็ยังช้าไปหนึ่งก้าว
ขณะที่หล่อนออกจากห้องของเสี่ยวมู่ตงอย่างเร่งรีบ หลินม่ายที่เพิ่งกลับจากห้องน้ำก็บังเอิญเห็นอีกฝ่ายทันที
หลินม่ายไม่แน่ใจในคราวแรกว่าแผ่นหลังนั้นใช่แม่ไป๋หรือไม่
เธอเข้าไปในวอร์ดของเสี่ยวมู่ตงอย่างสงสัย เมื่อเห็นโต๊ะข้างเตียงเต็มไปด้วยผลไม้และของว่างราคาแพง จึงถามพยาบาลว่าใครมาส่ง
พยาบาลบอกเธอว่ายายของเด็กน้อยนำมาให้
หลินม่ายจึงมั่นใจแล้วว่าร่างที่เธอเห็นก่อนหน้าคือแม่ไป๋จริง ๆ
เธอเก็บผลไม้และของว่างไป โดยวางแผนว่าเมื่อเสี่ยวเหวินและโต้วโต้วมาที่โรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมเสี่ยวมู่ตงในบ่ายวันนี้ เธอตั้งใจจะขอให้พวกเขาอยู่ในโรงพยาบาลสักพัก เพื่อที่เธอจะได้คืนสิ่งของเหล่านี้ให้แม่ไป๋
เวลาราวห้าโมงเย็น เสี่ยวเหวินและโต้วโต้วมาที่โรงพยาบาลโดยสะพายกระเป๋านักเรียนไว้ด้านหลัง
หลังจากให้กำชับกับเด็กน้อยทั้งสองแล้ว หลินม่ายขับรถไปบ้านของยายหลัวพร้อมกับของขวัญจากแม่ไป๋
นับตั้งแต่การหย่าร้าง แม่ไป๋ก็อาศัยอยู่ที่บ้านพ่อแม่ของตัวเอง
แม่ไป๋คิดว่าหล่อนแอบเอาผลไม้และขนมเข้าไปให้เด็กน้อยได้สำเร็จโดยไม่มีใครสังเกตเห็น
แต่เมื่อเห็นหลินม่ายนำของเหล่านั้นมาคืนถึงที่บ้าน ใบหน้าของหล่อนก็เต็มไปด้วยความอับอาย
หล่อนพูดอย่างอ่อนแรง “ฉันซื้อของพวกนี้ไปให้ตงตง แล้วเธอจะส่งมันกลับมาทำไม?”
น้ำเสียงของหลินม่ายราบเรียบจนไม่มีความอบอุ่นเลย เธอถามอีกฝ่ายว่า “ทำไมคุณไม่คิดว่าฉันจะรำคาญบ้าง?”
แม่ไป๋พึมพำ “ความคับข้องใจระหว่างแม่กับลูกสาวไม่ควรเกี่ยวข้องกับเด็กน้อย ฉันแค่อยากไปเยี่ยมหลาน และนำของอร่อย ๆ ไปฝากเขา”
หลินม่ายยังคงถาม “เขาเป็นลูกของใคร? คุณคิดว่าสามารถมาหาเขาได้ทุกเมื่อตามที่ต้องการเหรอ? คุณคิดว่ามันไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากแม่ของเขาเหรอ? คุณบอกว่าไม่อยากให้ความคับข้องใจระหว่างฉันกับคุณเกี่ยวข้องกับเด็ก ถึงอย่างนั้นคุณต้องรอจนกว่าเขาจะบรรลุนิติภาวะและสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเองก่อน จึงจะสามารถสร้างความสัมพันธ์แบบเครือญาติกับเขาได้”
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
มีแต่คนเข้าโรงพยาบาลน้อตอนนี้ โชคดีที่ไม่มีใครอาการวิกฤติ
ไหหม่า(海馬)