เกิดใหม่เป็นภรรยาอ้วนของหัวหน้ากองพันสุดฮอต ยุค 80 - บทที่ 6 ทำอาหารครั้งแรกหลังมาเกิดใหม่
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่เป็นภรรยาอ้วนของหัวหน้ากองพันสุดฮอต ยุค 80
- บทที่ 6 ทำอาหารครั้งแรกหลังมาเกิดใหม่
บทที่ 6 ทำอาหารครั้งแรกหลังมาเกิดใหม่
เจียงหว่านถอนหายใจหนักและแอบบ่นในใจ ‘ให้ตาย ส่งฉันมาที่นี่ทั้งทีก็ให้นิ้วทองคำมาด้วยสิ นี่มันอะไรกันไม่มีแม้แต่ลมให้ผายด้วยซ้ำ!’
‘เริ่มต้นได้แย่มาก นี่มันหลอกลวงกันชัด ๆ!’
บ่นก็ส่วนบ่น แต่งานก็ยังต้องทำ
มาเริ่มก่อไฟกันเถอะ!
เอาจริง ๆ แม้ว่าเธอไม่เคยอยู่ในชนบท แต่เธอก็เคยฝึกฝนการเอาชีวิตรอดในป่าเพื่อการเขียนนิยายมาบ้าง อย่างน้อย ๆ เธอก็รู้วิธีก่อไฟ
แต่ถึงอย่างนั้น การที่เธอพยายามจุดไฟอยู่ครึ่งชั่วโมง ทำให้เธอหน้าดำจากควันไฟไปซะแล้ว
และด้วยน้ำหนักกว่าร้อยห้าสิบกิโลกรัม การนั่งยอง ๆ อยู่ครึ่งชั่วโมงก็ได้มาถึงขีดจำกัด
เท้าของเธอเริ่มชาพอดีเมื่อไฟติด
เธอรีบยกเตาขึ้น เอาน้ำมาล้างหม้อ เร่งรีบเปลี่ยนน้ำ แล้วปิดฝาหม้อก่อนจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แพนเค้กอะไรนั่นลืมไปได้เลย เธอทำได้แค่โจ๊กหม้อเดียวเท่านั้นแหละ ดังนั้นมาจัดการกับมันกันเถอะ!
เธอเหนื่อยมาก ขาของเจียงหว่านปูดออกมาจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า ในที่สุดเธอก็ทนไม่ไหว ทิ้งตัวนั่งลงกับพื้น
ในเวลานั้นเอง ที่ทางเดินบนชั้นสองซึ่งอยู่ไม่ไกล มีหญิงสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์กุมมือเด็กชายวัยห้าขวบไว้ข้าง ๆ
เจียงเสวี่ยเห็นเจียงหว่านนั่งทรุดอยู่ข้างเตา ดวงตาของหญิงสาวก็ทอประกายชั่วร้ายแล้ววูบหายไปในพริบตา
“ผิงอัน น้านึกได้ว่ามีเรื่องต้องทำ หนูกลับไปรอน้าที่บ้านก่อนได้ไหม”
เธอก้มลงถามผิงอันด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ผิงอันพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง หันหลังกลับเดินไปไปรอที่บ้านทันที
เจียงเสวี่ยหันขวับและตรงไปยังครอบครัวที่ชั้นหนึ่ง
นี่คือบ้านของหัวหน้าหน่วยเฉิน และภรรยาของเขาเป็นคนตงเป่ย (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ที่มีอารมณ์ร้อนมาก
เมื่อเธอเห็นเจียงเสวี่ยมาหาก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “อ้าว ทำไมน้องเสวี่ยถึงมีเวลามาเยี่ยมฉันได้ล่ะเนี่ย? ไม่ได้ต้องคอยดูแลเจ้าผิงอันตัวน้อยนั่นหรือ”
ผิงอันเคยมีเรื่องกับลูกชายคนเล็กของหัวหน้าหน่วยเฉิน ซึ่งเด็กคนนั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของผิงอันเลยแม้แต่น้อย
เจียงเสวี่ยพูดด้วยรอยยิ้ม “พี่สะใภ้เฉิน ฉันผ่านไปแล้วเห็นนังหมียักษ์จากครอบครัวหัวหน้ากองพันเฉียวกำลังใช้เตาของพี่น่ะ ฉันสงสัยเลยเข้ามาถามว่าพวกพี่ไปสนิทกันตั้งแต่เมื่อไหร่?”
เจียงหว่านเป็นดังแมลงพิษในลานบ้านของครอบครัว การแสดงออกของทุกคนต่างเปลี่ยนไปเมื่อได้ยินชื่อเธอ พวกเขาต่างรังเกียจกันทั้งนั้น
จึงไม่มีใครไปสนใจเธอ
สะใภ้เฉินขมวดคิ้ว “ใช้เตา? เป็นไปได้ยังไง! ฉันไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับหล่อนสักหน่อย”
“อีกอย่าง เตานั้นเป็นของสาธารณะ ไม่ใช่ของฉัน ใครจะใช้มันก็ใช้ไปสิ!”
แม้จะพูดอย่างนั้น แต่สะใภ้เฉินก็ไม่คิดใช้เตานั้นอีก
เจียงเสวี่ยจึงพูดอย่างเฉยเมย
“อืม ฉันคิดว่าฉันเห็นเธอจับขวดเกลือของพี่ด้วยนะ”
“เธอคงไม่ต้องการขโมยเกลือของพี่เพื่อเอาไปเล่นพนันหรอกนะ!”
ใบหน้าของสะใภ้เฉินซีดลง แม้ว่าเกลือจะไร้ค่า แต่ก็ต้องซื้อด้วยเงิน!
เธอที่อารมณ์ร้อนอยู่แล้ว เมื่อได้ยินคำพูดของเจียงเสวี่ยผสมโรงทำให้โกรธมาก เธอลุกขึ้นยืนเปิดประตูออกไปทันที
เมื่อเห็นว่าจุดระเบิดสำเร็จ เจียงเสวี่ยก็ออกมาจากห้องพร้อมรอยยิ้มและหันหลังกลับขึ้นไปชั้นบน
ราวกับว่าเรื่องทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเธอ
เตาใหญ่ต้มน้ำให้เดือดได้เร็ว แป๊บเดียว หม้อก็เดือดแล้ว
เจียงหว่านหยิบแป้งข้าวโพดหนึ่งกำมือแล้วโรยลงในหม้อ แต่แล้วเธอก็จำได้ว่าเธอไม่มีช้อน
เมื่อเห็นแป้งข้าวโพดจมลงไปด้านล่าง เจียงหว่านก็เกาหูอย่างกระวนกระวาย มองไปรอบ ๆ และเห็นกิ่งไม้อยู่บนพื้นไม่ไกล
เธอเดินไปไม่กี่ก้าว จับกิ่งไม้และลอกผิวออก งอปลายด้านหนึ่งสองสามครั้งแล้วโยนมันลงในหม้อเพื่อใช้คนแป้งแทนช้อน
ทันทีที่แก้ไขปัญหาเรื่องหม้อโจ๊กได้สำเร็จ สะใภ้เฉินก็มาถึง
เธอวิ่งมาเร็วมาก และวิ่งเหยาะ ๆ ไปด้านหน้า ก่อนจะมองไปที่ขวดเกลือของตัวเอง
ตำแหน่งของขวดเกลือเปลี่ยนไป…
สะใภ้เฉินโกรธมาก เธอหมุนตัวมาตบเจียงหว่านโดยไม่พูดไม่จา
…….
สะใภ้เฉินตบเข้าที่หลังเจียงหว่านพลางตะโกนว่า “นังบ้า แกกล้าขโมยเกลือของฉันงั้นเหรอ!”
ในขณะนี้เธออยู่ใกล้เจียงหว่านมาก ห่างออกไปไม่ถึงหนึ่งเมตร
เมื่อเห็นฝ่ามือที่ง้างมา เจียงหว่านเอากิ่งไม้ในมือขึ้นกันโดยสัญชาตญาณ
แกร๊ก ฟึบ!
มือของสะใภ้เฉินตีโดนแขนของเจียงหว่าน และกิ่งไม้ในมือของเจียงหว่านก็โดนหน้าของสะใภ้เฉิน
สะใภ้เฉินตกตะลึง กิ่งไม้นั้นเพิ่งถูกนำออกจากหม้อ มันห่อหุ้มไปด้วยแป้งข้าวโพด และอุณหภูมิก็ค่อนข้างสูง เธอจึงรู้สึกเจ็บแปลบทันทีเมื่อมันฟาดลงบนใบหน้าของเธอ
“อ๊า!” สะใภ้เฉินปิดหน้า ความคิดแรกของเธอคือ จบแล้ว เธอต้องเสียโฉมแน่ ๆ!
เธอโกรธมาก “นังตัวเหม็น แกกล้าทำให้ฉันเสียโฉม ฉันจะฉีกแกเป็นชิ้น ๆ!”
ขณะกรีดร้อง เธอก็พุ่งไปข้างหน้า เอื้อมมือคว้าผมของเจียงหว่าน
ท่าพื้นฐานในการต่อสู้ของผู้หญิงคือการคว้าผม เตะท้อง และใช้เล็บข่วน
แต่เพราะเจียงหว่านอ้วนเกินไป ร่างกายของเธอเลยเคลื่อนไหวได้ช้า เธอจึงไม่สามารถหลบได้ ได้แต่เหวี่ยงกิ่งไม้ในมือออกไปโดยสัญชาตญาณ
บนกิ่งไม้นั้นยังมีน้ำและคราบแป้งเหนียว ๆ จำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดกระเซ็นตกลงมาบนใบหน้าของสะใภ้เฉิน
สะใภ้เฉินเป็นหญิงสาวจากตงเป่ย สิ่งที่เธอกลัวน้อยที่สุดคือการต่อสู้ เมื่อเห็นว่าเธอเข้าใกล้ไม่ได้ เธอก็กัดฟันยอมถูกฟาดสองสามครั้ง แล้วรีบพุ่งไปคว้าผมของเจียงหว่าน
เจียงหว่านเองก็ไม่ใช่คนไม่สู้คน เธอถึงขนาดกลัวตัวเองตอนที่เธอคลั่งเสียด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ มันไม่สำคัญแล้วว่าจะสู้ได้หรือไม่ได้ ทั้งสองพุ่งใส่กันอย่างรวดเร็ว เธอดึงผมของฉัน ฉันแหย่รูจมูกของเธอ เธอฟาดมาฉันก็สู้ไป ดูวุ่นวายมาก
แต่ในระหว่างการต่อสู้ เจียงหว่านเหลือบมองจากหางตาและเห็นว่าบนชั้นสองมีผู้หญิงคนหนึ่งในชุดสีขาวบริสุทธิ์กำลังยืนพิงราวบันไดอยู่ตรงทางเดิน
บนใบหน้าบอบบางและงดงามนั้น กลับมีคู่ดวงตาที่น่ากลัว และมีรอยยิ้มสะใจที่มุมปาก
เจียงเสวี่ย!
เมื่อเจียงหว่านมองให้ชัดอีกครั้ง สะใภ้เฉินฉวยโอกาสตบหัวของเธอทีเผลอ
เจียงหว่านจึงต้องหันมาตั้งสติกับการต่อสู้
และเมื่อเธอหันไปดูอีกครั้ง เจียงเสวี่ยก็ไม่อยู่แล้ว
เฉียวเหลียนเฉิงถูกเรียกตัวมาที่นี่ โดยมีหัวหน้าหน่วยเฉินกลับมาพร้อมกัน
ทั้งสองมองไปยังภรรยาที่ถูกทุบตีจนหน้าแหก ก็พูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง!
“เกิดอะไรขึ้น?” หัวหน้าหน่วยเฉินถามก่อน
สะใภ้เฉินคำรามด้วยความโกรธ “นังเวรนี่ขโมยเกลือของเรา”
หัวหน้าหน่วยเฉินนึกโกรธ “มันก็แค่ของเล็กน้อย จะทะเลาะกันไปทำไม?”
สะใภ้เฉินโต้กลับว่า “เธอไม่ได้ถามฉันเลย ถ้าเธอไม่ถาม มันก็ถือว่าเป็นการขโมย ในเมื่อคนอื่นขโมยของฉันไป แล้วทำไมฉันถึงจัดการไม่ได้!”
หัวหน้าหน่วยเฉินสำลักและพูดไม่ออก
เฉียวเหลียนเฉิงมองไปที่เจียงหว่าน “คุณขโมยมันมาหรือเปล่า?”
แม้ว่าคำพูดนี้จะนับเป็นการตั้งคำถาม แต่เจียงหว่านก็ยังรู้สึกดี
เพราะเขาไม่ได้ถามเธอว่าทำไมเธอถึงขโมยมัน หรือด่าเธอทันทีโดยไม่ถามเหตุผล แต่กลับถามเธอก่อนว่า เธอขโมยมันหรือเปล่า
แสดงว่าเขาไม่เชื่อคำกล่าวหานั้น
เจียงหว่านอธิบายอย่างอารมณ์ดีว่า “ฉันไม่ได้ขโมย ตอนฉันทำอาหาร ฉันเห็นขวดเกลือของคุณตก เลยช่วยหยิบมาตั้งดี ๆ จากนั้นฉันก็ไม่ได้ขยับมันอีก”
สะใภ้เฉินตวาดด้วยความโกรธ “ไร้สาระ เธอเป็นผู้หญิงที่เลวที่สุด แย่งได้แม้กระทั่งขนมจากเด็กสามขวบ ยังทำเรื่องดี ๆ เป็นอีกหรือไง?”
เจียงหว่านแค่นหัวเราะ “คุณบอกว่าฉันขโมยเกลือของคุณ ฉันถามคุณหน่อย คุณได้เห็นด้วยตาของคุณเองหรือเปล่า?”
สะใภ้เฉินขมวดคิ้ว “ไม่ แต่มีคนเห็น!”
เจียงหว่านเย้ยหยัน “มีคนเห็น งั้นใครล่ะ? ให้เธอมาเป็นพยานสิ!”
สะใภ้เฉินตกตะลึง คำว่า ‘เจียงเสวี่ย’ กลิ้งอยู่ในปากของเธอสองสามครั้ง แต่เธอก็ไม่ได้พูดออกมา
คนตงเป่ยมีความภักดี! เจียงเสวี่ยอุตส่าห์ใจดีมาบอกเธอ เธอจะทรยศอีกฝ่ายได้ยังไง
เธอเหยียดคอแล้วพูดว่า “มีคนมาบอกแล้ว อย่าไปสนเลยว่าใคร!”
เจียงหว่านพอคาดเดาได้จึงพูดอย่างเย็นชา “คนที่ว่านี่ใคร? ฉันขอเดาว่าเป็นเจียงเสวี่ยงั้นสิ!”