เกิดใหม่เป็นภรรยาอ้วนของหัวหน้ากองพันสุดฮอต ยุค 80 - บทที่ 36 ฉันไม่ยอมรับคำขอโทษของคุณ คนพวกนั้นตาบอดทั้งนั้น!
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่เป็นภรรยาอ้วนของหัวหน้ากองพันสุดฮอต ยุค 80
- บทที่ 36 ฉันไม่ยอมรับคำขอโทษของคุณ คนพวกนั้นตาบอดทั้งนั้น!
บทที่ 36 ฉันไม่ยอมรับคำขอโทษของคุณ / คนพวกนั้นตาบอดทั้งนั้น!
แม้ว่าน้ำหนักจะลดไปเพียงนิดเดียว แต่ดวงตาของเธอกลับดูโตและดำขลับกว่าเดิม
เจียงหว่านที่เป็นแบบนี้ดูค่อนข้างรื่นตา
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้น พอเปิดประตูออกไปก็พบว่าเป็นพี่น้องตระกูลเจียงที่มาหา
“เธอต้องการขอโทษ?” เจียงหว่านถาม เธอรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อได้ยินความตั้งใจของเจียงเฉิง
“ใช่ ผมรู้ว่าน้องสาวของผมเคยทำอะไรไว้กับคุณมาก่อน และผมได้สั่งสอนเธอแล้ว”
ขณะที่พูด เขาก็จ้องมองน้องสาวและโบกมือให้เธอพูด
ตอนนี้เจียงเสวี่ยเต็มไปด้วยความคับข้องใจ แต่เพื่อให้ได้อยู่ที่นี่ต่อ เธอจึงทำได้เพียงกลั้นใจและพูดเท่านั้น
”ใช่ ฉัน…”
“ไม่จำเป็น!” เจียงหว่านขัดจังหวะในทันที
ทั้งเจียงเสวี่ยและเจียงเฉิงต่างมองดูเธอด้วยความประหลาดใจ
อีกทั้งเจียงเสวี่ยยังรู้สึกโล่งใจด้วย ที่ไม่ต้องขอโทษแล้ว มันเยี่ยมมาก!
ทว่าสิ่งที่เจียงหว่านพูดต่อไปกลับทำให้เจียงเสวี่ยหน้าแดง
เธอกล่าวว่า “ไม่จำเป็น เพราะถึงเธอจะขอโทษ ฉันก็ไม่ให้อภัย!”
เจียงเฉิงขมวดคิ้ว และมองไปที่เฉียวเหลียนเฉิงเพื่อขอความช่วยเหลือ
ส่วนเฉียวเหลียนเฉิงไม่ได้พูดอะไร
เจียงเฉิงพูดขึ้นอย่างใจเย็น “สหายเจียงหว่าน น้องสาวของผมรู้ความผิดของเธอแล้ว และเธอก็ยอมรับอย่างจริงใจ!”
เจียงหว่านหัวเราะเยาะ “ตลกจริง ๆ ถ้าเธอยอมรับความผิดพลาดอย่างจริงใจแล้ว ฉันต้องยกโทษให้เธอเหรอ?”
เจียงเฉิงพูดอย่างเคร่งขรึมและจริงจัง “สหายเจียงหว่าน คนเราต้องรู้จักให้อภัยผู้อื่น”
เจียงหว่านตะคอกอย่างเย็นชา “ไม่มีการให้อภัย ไม่ให้อภัยเด็ดขาด ไม่ว่าเธอจะยอมรับความผิดพลาดของตัวเองหรือไม่ก็ตาม”
เจียงเฉิงรู้สึกงุนงง “ทำไม? ระหว่างพวกคุณไม่ควรจะมีความแค้นฝังลึกอะไรกันนี่”
เจียงหว่านส่ายหัว “ถึงไม่ใช่ความแค้นฝังลึกอะไร แต่ก็ใกล้เคียง”
“ก่อนอื่นเลย เธอหมายตาคนของฉัน แม้ว่าเราจะต้องหย่าร้างในอนาคต ตราบใดที่ฉันยังคงเป็นภรรยาของเฉียวเหลียนเฉิง เราก็จะเป็นคู่รักที่ถูกต้องตามกฎหมาย”
“ใครก็ตามที่ต้องการแย่งคนของฉัน ฉันไม่มีทางให้อภัย”
“ก็เหมือนมีคนอยากนอนกับเมียคุณ คุณจะยกโทษให้ไหม?”
เจียงเฉิงยังคงเงียบ ใบหน้าของเจียงเสวี่ยเต็มไปด้วยความแข็งกระด้าง แต่ดวงตากำลังดูแคลนอีกฝ่าย
เฉียวเหลียนเฉิงที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็เงียบไปเช่นกัน แต่เขารู้ว่าเจียงหว่านมีสิทธิ์ จึงไม่นึกแปลกใจ
เขาจำได้ว่าในวันแรกที่เจียงหว่านมาที่ลาน เธอดุด่าหลี่ซิ่วหลันเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงเพราะอีกฝ่ายมองเฉียวเหลียนเฉิง
คำพูดน่ารังเกลียดทุกชนิดถูกโยนออกมารวมกัน
เธอยังอยากจะควักลูกตาของคนอื่น และทุบตีพวกเขาด้วย
ดังนั้น เฉียวเหลียนเฉิงจึงไม่แปลกใจที่ได้ยินเจียงหว่านพูดคำเหล่านี้
ส่วนความรู้สึกของเขาเองก็ไม่ได้รังเกียจหรือปฏิเสธ มันเป็นความรู้สึกนิ่งสงบราบเรียบมาก!
ราวกับว่าเจียงหว่านกำลังพูดถึงคนอื่นซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลย
เจียงหว่านกล่าวต่อ “ประการที่สอง สิ่งที่เธอทำไปไม่สมควรได้รับการให้อภัย”
“ไม่จำเป็นต้องพูดถึงความจริงที่ว่าเธอยั่วยุฉันให้ทะเลาะกับสะใภ้เฉิน ไม่ว่าแรงจูงใจจะเป็นยังไง มันก็เป็นการพูดให้ร้าย”
“แต่ที่เลวร้ายที่สุดคือการที่เธอปฏิเสธที่จะช่วยเหลือเด็กสามขวบ”
“ลองจินตนาการดูสิ ถ้าวันนั้นฉันออกมาสายไป แล้วเทียนเทียนตกลงไปในกระทะจริง ๆ จะเกิดอะไรขึ้น?”
“นั่นเป็นชีวิตทั้งชีวิตที่จะถูกทำลายลงนะ”
“ถึงเวลานั้น ถ้าฉันจะขอโทษหลัวหมิ่นไป โดยบอกว่าไม่ใช่ความผิดของฉัน แต่เป็นลูกชายของเธอที่กระโดดเข้าไปเอง คุณคิดว่าเธอจะยกโทษให้ฉันไหม?”
“เธอทำสองเรื่องนี้ทั้งที่รู้ว่าผลที่ตามมาจะเป็นยังไง แล้วยังมีอุบายเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เธอแอบทำอีกล่ะ!”
“ฉันได้ยินมาว่าตั้งแต่ฉันเข้ามาในลาน เธอก็พูดจาไม่ดีเกี่ยวกับฉันไปทั่ว แล้วบอกว่าไม่ช้าก็เร็วเราก็จะหย่ากัน ถึงตอนนั้น เฉียวเหลียนเฉิงจะเป็นของเธอ”
“เฮอะ ๆ เธอคิดว่าตัวเองเป็นภรรยาของเฉียวเหลียนเฉิงแล้วหรือไง!”
……
“อยากให้ฉันยกโทษให้ตอนนี้งั้นเหรอ? เป็นเพราะหัวของฉันใหญ่เกินไปจนดูเหมือนคนเลว หรือทุกคนคิดว่าฉันรังแกได้ง่าย ๆ?”
เจียงเฉิงลังเล แต่เขาก็ไม่ได้บังคับเจียงหว่านอีกต่อไป
ส่วนเจียงเสวี่ยยังนิ่งเงียบ ดวงตาหลุบต่ำ ไม่มีใครรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่
ไม่นาน เจียงเฉิงก็พาน้องสาวของเขาออกไป
ประตูถูกปิดลง จากนั้นผิงอันก็รีบวิ่งมาผลักเจียงหว่านด้วยความโกรธ
“ทำไมเธอถึงใจร้ายขนาดนี้ น้าเจียงเสวี่ยไม่ใช่คนแบบนั้นนะ!”
เจียงหว่านแค่นเสียง “ไม่ใช่งั้นเหรอ? เมื่อกี้นี้เธอเห็นหล่อนแก้ตัวบ้างหรือเปล่าล่ะ?”
“พี่ชายของหล่อนเป็นครูฝึก แม้แต่เขาเองยังยอมรับ แต่เธอยังหาว่าฉันใส่ความเจียงเสวี่ยอีกงั้นเหรอ?”
ผิงอันพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง เขามองไปที่เฉียวเหลียนเฉิงราวกับกำลังขอคนสนับสนุน
ทว่าเฉียวเหลียนเฉิงเอ่ยตำหนิอย่างไม่แยแส “น้าเค้าพูดถูก ก่อนหน้านี้พ่อบอกอะไรลูกไป? ลูกไปหันหน้าหากำแพงเพื่อทบทวนดูซะ”
ผิงอันเม้มริมฝีปากด้วยความคับข้องใจ เด็กชายไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเดินไปที่กำแพง
เจียงหว่านค่อนข้างพอใจกับความเป็นธรรมของเขา อย่างน้อยเธอก็ไม่ต้องฟังผู้ติดตามตัวน้อยของดอกบัวดำนั่นพล่าม
เมื่อเห็นเฉียวเหลียนเฉิงมองมา เจียงหว่านก็พูดอย่างยั่วยุ “ดูเหมือนว่าเจียงเสวี่ยจะมีใจให้นายนะ หัวหน้ากองพันเฉียวนี่เนื้อหอมชะมัด”
เฉียวเหลียนเฉิงเคร่งเครียด
เจียงหว่านยังคงโจมตีเขาไม่หยุด “แต่ฉันไม่เห็นว่านายจะมีเสน่ห์ตรงไหน? นอกจากใบหน้าที่ดูดีกับร่างกายที่แข็งแกร่งแล้ว ก็ไม่เห็นมีอะไรโดดเด่น”
เฉียวเหลียนเฉิงไม่ชอบที่เธอพูดแบบนั้น เขามองเธออย่างไม่พอใจ และลดเสียงทุ้มต่ำถามว่า
“คุณเองไม่ใช่เหรอที่เข้าหาผมก่อน? แถมยังวางยาผมด้วยซ้ำ”
“ผมอยากรู้จริง ๆ ว่าคุณใช้ยากับผมไปเท่าไหร่?”
เจียงหว่านเลิกคิ้ว และตอบตามความจริง “สำหรับแม่หมูราวสิบตัวมั้ง! ฉันจำไม่ค่อยได้”
เฉียวเหลียนเฉิงแค่นเสียงอย่างดูถูก “คุณนี่โหดจริง ๆ ทำถึงขนาดนั้นแล้ว ทำไมคุณยังมาถามผมว่ามีเสน่ห์ตรงไหนอีกล่ะ?”
เจียงหว่านส่ายหัวและพูดอย่างรังเกียจ “เพราะตอนนั้นฉันตาบอดน่ะสิ”
“แต่ฉันไม่ได้ตาบอดอีกต่อไปแล้ว! ฉันมีสติและมองเห็นข้อเท็จจริงได้ชัดเจน”
เฉียวเหลียนเฉิงพูดอย่างไม่มั่นใจ “ผมมีอะไรไม่ดี? ผมมาถึงจุดนี้ได้ด้วยความพยายามของตัวเอง”
“ผมติดสามอันดับแรกในการแข่งขันศิลปะการต่อสู้ระดับภูมิภาคนะ”
”ผมสามารถทำอาหารได้ แม้ว่าผมจะไม่เก่งก็เถอะ”
”ผมมีการศึกษา แม้ว่าผมจะไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัย แต่ผมก็ยังผ่านระดับมัธยมต้น!”
“มีตรงไหนไม่ดี”
ไม่รู้ว่าทำไม เมื่อเจียงหว่านพูดว่า ‘ไม่เห็นนายจะมีเสน่ห์ตรงไหน?’ ด้วยน้ำเสียงดูถูก
ในใจลึก ๆ ของเขาก็พลันรู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมา และถึงกับพยายามเพื่อพิสูจน์ว่าเขาเป็นผู้ชายที่ดีจริง ๆ
มันเป็นความรู้สึกที่แปลกมาก และแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังรู้สึกว่าช่างไร้เดียงสา
แต่เขาควบคุมตัวเองไม่ได้!
เมื่อได้ยินคำพวกพูดนั้น เจียงหว่านกะพริบตาปริบ ๆ แล้วถามขึ้นด้วยรอยยิ้ม “นายไม่พอใจที่ฉันบอกว่านายไม่มีอะไรโดดเด่นเหรอ?”
“งั้นฉันขอถามนายหน่อย นายรู้วิธีเล่นกู่ฉินไหม? ไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่ซับซ้อนอย่างกู่เจิ้งกับเปียโน เอาแค่ขลุ่ยหรือเอ้อร์หู เล่นเป็นไหม?”
เฉียวเหลียนเฉิงส่ายหัว ไม่ เขาไม่เคยได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้
เจียงหว่านถามอีกครั้ง “แล้วนายเล่นหมากล้อมได้ไหม? ไม่จำเป็นต้องเป็นหมากล้อม แค่หมากรุกจีนหรือหมากรุกห้าเม็ดก็ได้!”
เฉียวเหลียนเฉิงเงียบ และคำตอบคือ ไม่!
ยังคงเป็นคำเดิม แต่เขาต้องทำงานที่บ้าน แล้วพอเป็นทหาร แค่ฝึกก็หมดแรงจะตายแล้ว จะเอาเวลาไหนไปเล่นหมากล้อม ไม่มีเวลาเรียนรู้สิ่งเหล่านี้หรอก
เมื่อเห็นเช่นนี้ เจียงหว่านก็มองดูเขาอย่างดูแคลนกว่าเดิม
“ถ้างั้นก็ไม่ต้องพูดถึงการเรียนกับการวาดภาพแล้ว”
เฉียวเหลียนเฉิงอนากจะพูดบางอย่าง เจียงหว่านเห็นอย่างนั้นก็ขัดจังหวะขึ้น
“อย่าพูดถึงมัธยมต้น ทุกวันนี้อย่างน้อยก็ต้องเรียนจบมัธยมปลาย ฉันไม่ได้ขอให้นายไปเข้ามหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ!”
ใบหน้าของเฉียวเหลียนเฉิงเปลี่ยนเป็นสีดำครึ้ม พอเจียงหว่านพูดแบบนั้นแล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้โดดเด่นอะไรเลย