เกิดใหม่เป็นภรรยาอ้วนของหัวหน้ากองพันสุดฮอต ยุค 80 - บทที่ 172 คนโง่คนนั้นคือพี่ใหญ่!
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่เป็นภรรยาอ้วนของหัวหน้ากองพันสุดฮอต ยุค 80
- บทที่ 172 คนโง่คนนั้นคือพี่ใหญ่!
บทที่ 172 คนโง่คนนั้นคือพี่ใหญ่!
อารมณ์ของหนุ่มน้อยช่างหลากหลาย ยิ่งเขาจ้องมองมา หัวใจของเจียงหว่านยิ่งรู้สึกอบอุ่น
เจียงหว่านอดไม่ได้ที่จะยิ้มมุมปาก
เมื่อมาถึงประตูห้องพักผู้ป่วย เจียงหว่านก็หยุดผิงอันไว้ แล้วย้ำ
“เรื่องที่เพิ่งได้ยิน ห้ามบอกพ่อของเธอนะ”
ผิงอันกัดริมฝีปาก ทำเสียงฟึดฟัด แล้วหมุนตัวเข้าไปในห้อง
เจียงหว่านรู้ว่าเขายังเด็ก จึงเดินตามเข้าไปอย่างไม่ใส่ใจกับท่าทางนั้นนัก
ในห้องผู้ป่วย เฉียวเหลียนเฉิงนอนหลับอยู่ เจียงหว่านเก็บของ แล้วเอากางเกงที่เพิ่งซื้อใหม่มาเปลี่ยน
พอเปลี่ยนเสร็จแล้ว หันกลับมาก็เห็นถ้วยน้ำตาลแดงต้มที่มีไอร้อนจาง ๆ วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงคนไข้
มันยังสดใหม่และร้อนอยู่
เจียงหว่านหันไปมองเฉียวเหลียนเฉิง “เฉียวเหลียนเฉิง น้ำตาลแดงใครเป็นคนชงเหรอ?”
เฉียวเหลียนเฉิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมีเสียงดังลอดออกมาจากใต้ผ้าห่ม
“ผมทำให้คุณ”
เจียงหว่านเดินเข้าไปหา แล้วดึงผ้าห่มที่คลุมหัวเขาออก
“ร้อนจะตายอยู่แล้วจะคลุมผ้าห่มทำไม มันไม่ดีกับบาดแผลของนายนะ”
วินาทีที่เธอดึงผ้าห่มออก เจียงหว่านก็พบว่าใบหูของเฉียวเหลียนเฉิงแดงก่ำ และเขาซุกใบหน้าอยู่กับหมอน
“นายเป็นอะไร เป็นไข้เหรอ?”
เธอเอื้อมมือออกไปแตะหน้าผากของเขา ก็พบว่าปกติ
เฉียวเหลียนเฉิงตอบอย่างอาย ๆ “ผมไม่เป็นไร แต่ผมเพิ่งจะเสียหน้าไป ไม่มีหน้าไว้เจอใครแล้ว”
เจียงหว่านอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “หืม…นายเข้าใจการเสียหน้ากับเขาด้วยเหรอเนี่ย”
เฉียวเหลียนเฉิงยิ่งมุดหน้ากับหมอนหนักกว่าเดิม
เจียงหว่านจึงรีบดึงหน้าของเขาออกมา “พอแล้ว ฉันไม่ได้หัวเราะเยาะนายสักหน่อย แล้วพวกคุณหมอคุณพยาบาลก็ไม่รู้ว่านายคือใครสักหน่อย ไม่เป็นไรหรอก”
เฉียวเหลียนเฉิงเงยหน้าขึ้นมองเจียงหว่าน “จริงเหรอ?”
เจียงหว่านพยักหน้า “อืม จริงสิ”
ขณะที่คุยกันอยู่ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น แล้วพวกเฉียวเหลียนเย่ก็เดินเข้ามา
แต่เพิ่งจะผ่านพ้นประตู เฉียวเหลียนเย่ก็พูดขึ้น
“พี่ใหญ่ ตะกี้ผมเพิ่งได้ยินเรื่องตลกเรื่องนึงมาล่ะ”
“พวกเขาเล่าว่าคนไข้ของโรงพยาบาลนี้ ไม่รู้ว่าเป็นใครแต่โคตรโง่เลย ภรรยาเขาเป็นประจำเดือนเลือดไหล เขาก็คิดว่าภรรยาถูกคนแทงจนบาดเจ็บภายใน เลยแบกภรรยาไปรักษา!”
“ฮ่า ๆ น่าขำชะมัด คนอะไรโง่ได้ขนาดนั้น”
“แม้แต่คนที่ยังไม่ได้แต่งงานอย่างผมยังรู้ ผู้หญิงมีเลือดไหลข้างล่างก็คือประจำเดือน นึกไม่ถึง เขาจะคิดว่าเธอได้รับบาดเจ็บภายในจริง ๆ ผมขำจะตายแล้วเนี่ย”
เฉียวเหลียนเฉิง “…”
เจียงหว่าน “…”
เฉียวเหลียนเย่เป็นคนเส้นตื้นคนนึง เรื่องแค่นี้ยังหัวเราะจนตัวโยก แทบจะกุมท้องจนลุกไม่ขึ้นเสียแล้ว
เฉียวเหลียนเฉิงหน้าแดงก่ำ
เจียงหว่านเหลือบมองลูกชายคนรองของตระกูลเฉียวแวบหนึ่ง แล้วหมุนตัวไปหยิบมะเขือเทศจากด้านข้าง ยื่นให้เฉียวเหลียนเฉิง
เฉียวเหลียนเฉิงเข้าใจ เขาคว้ามาแล้วโยนใส่หัวเฉียวเหลียนเย่ทันที
ฟิ้ว
แผละ!
“ไสหัวออกไป!”
มะเขือเทศสุกโดนหัวเฉียวเหลียนเย่อย่างจัง และแตกเลอะราวกับดอกท้อที่แบ่งบานนับหมื่นดอก!
เฉียวเหลียนเย่มึนงง แต่พอมองเห็นใบหน้าเย็นชาของพี่ชาย ก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก
เมื่อเดินเข้ามาถึงคิดได้ สิ่งที่เพิ่งได้ยินคือ คนที่ถูกพามาเป็นผู้หญิงอ้วน มีผู้ชายที่แขนข้างหนึ่งได้รับบาดเจ็บ ใช้แขนข้างเดียวแบกผู้หญิงอ้วนหนักร้อยกิโลกรัมมายังห้องฉุกเฉิน
หนักร้อยกิโลกรัม กับแขนบาดเจ็บเพียงข้างเดียว!
เฮ้ย! นั่นคือพี่ใหญ่กับภรรยาของเขาไม่ใช่เหรอ!
เฉียวเหลียนเย่ตบหน้าผากของตัวเอง เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงถูกมะเขือเทศปาหัว!
ในห้องผู้ป่วย หลี่หงเหมยกับไป๋อวี้ซิ่วมองสบตากัน ไป๋อวี้ซิ่วขยิบตา พร้อมกับแสร้งทำเป็นไร้เดียงสาทันที
หลี่หงเหมยกระแอม แล้วพูดขึ้นว่า “เจ้าใหญ่ คืออย่างนี้ พวกเรากลับไปคิดกันแล้ว”
“มันก็ไม่ดีที่พวกเราจะแยกพวกแก เหมือนคำที่ว่า ยอมทำลายงานแต่งหนึ่งครั้งดีกว่าไปทำลายวิหารสิบครั้ง”
“แต่เรื่องนี้ไม่ถูกต้อง เพราะการทำลายวิหารหนึ่งแห่งมันคุ้มค่ากว่าการทำลายงานแต่งสิบครั้งเสียอีก”
“ดังนั้น พวกเราเลยได้รับความยินยอมจากอวี้ซิ่ว รับอวี้ซิ่วเป็นลูกบุญธรรมอย่างเป็นทางการ และพอกลับไป เราจะตั้งโต๊ะอาหารที่หมู่บ้าน เป็นการเลี้ยงต้อนรับลูกสาวบุญธรรม”
“ต่อไปนี้ แกก็จะมีน้องสาวเพิ่มมาอีกหนึ่งคน”
หลังจากพูดจบหลี่หงเหมยก็มองไปยังอวี้ซิ่ว
อวี้ซิ่วรีบเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกเฉียวเหลียนเฉิงเป็น ‘พี่ใหญ่’
เฉียวเหลียนเฉิงขมวดคิ้ว สีหน้างุนงงอย่างมาก
ขณะที่กำลังจะพูด อวี้ซิ่วพลันหันไปทางเจียงหว่าน “พี่สะใภ้ใหญ่”
คำเรียกว่าพี่สะใภ้ใหญ่ทำให้สีหน้าของเฉียวเหลียนเฉิงโอนอ่อนลงเล็กน้อย เหมือนไม่อยากไล่น้องสาวคนนี้อีกต่อไปแล้ว!
หลี่หงเหมยกล่าวต่อ “อีกเรื่องนึง พวกเราต้องมาปรึกษากัน แกก็รู้ว่าที่ดินทางนั้นของพวกเราปีนี้แห้งแล้งมาก ตลอดทั้งปีเก็บเกี่ยวได้ไม่เท่าไหร่ เลี้ยงปากท้องพวกเราเองยังไม่พอ”
หลายปีมานี้ถ้าไม่ใช่เพราะเงินที่เฉียวเหลียนเฉิงส่งมา พวกเขาก็คงจะไม่มีชีวิตอยู่มาถึงทุกวันนี้
หลี่หงเหมยเอ่ยอย่างเศร้าสร้อย แล้วทำทีเช็ดน้ำตาที่หางตา
เงยหน้าขึ้นมองลูกชายคนโตของครอบครัว
ใบหน้าของเฉียวเหลียนเฉิงนิ่งเฉย เจียงหว่านที่อยู่อีกด้านก็มีสีหน้าเย็นชาและไม่แยแส
ผิดกับเจ้าเด็กคนนั้น เขากำลังจ้องมองเธออย่างไม่พอใจ สายตาคู่นั้นราวกับว่า มองทะลุความเสแสร้งของเธอทั้งหมด
หลี่หงเหมยขมวดคิ้วมุ่น พอเห็นว่าลูกชายกับลูกสะใภ้ไม่ได้มองมาทางนี้ จึงมองไปที่เจ้าเด็กนั่นด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว
ในใจพยายามบอกว่านี่เป็นลูกชายเจ้าใหญ่ ก็คงน่ารำคาญพอ ๆ กับเขา เป็นประเภทที่น่ารำคาญตั้งแต่เด็ก!
เธอสะอื้นไห้แล้วเอ่ยต่อ “พวกเราก็รู้ว่าจะมาพึ่งให้แกช่วยตลอดไม่ได้ แล้วตอนนี้แกก็แต่งงานมีครอบครัว คงต้องดูแลครอบครัวของตัวเอง ”
“ดังนั้น พวกเราตั้งใจจะอยู่ที่นี่ อยู่หางานทำใกล้ ๆ กับค่ายทหารของแก”
“แกวางใจได้ พวกเราจะดูแลตัวเอง เพียงแค่ขอไปพบแกแค่บางครั้งบางคราเท่านั้น”
“พูดไป หลายปีมานี้แกก็ไม่ได้มาหาพวกเราเลย ถึงฉันจะพูดไม่ค่อยเก่ง แต่ว่าในใจของฉันก็คิดถึงแกมาตลอด”
“ตอนนี้มีโอกาสแล้ว ฉันก็อยากอยู่ใกล้กับแก จะได้เจอแกบ่อย ๆ โดยเฉพาะตอนที่แกอยู่โรงพยาบาล ภรรยาอ้วนของแก… ”
ยังพูดไม่จบ เธอก็หันไปเห็นสายตาไม่พอใจของเจียงหว่าน
หลี่หงเหมยรีบเปลี่ยนคำพูดอย่างรวดเร็ว “ภรรยาของแกเพียงแค่คนเดียว ไม่ว่ายังไงก็ไม่สามารถดูแลแกได้ทุกอย่างแน่ พวกเรามาช่วยดูแลแกได้”
เฉียวเหลียนเฉิงเข้าใจความหมายของแม่ดี จึงปฏิเสธแบบไม่ต้องคิด
“ไม่เป็นไร ถ้าแม่ไม่อยากปลูกผักทำนาในหมู่บ้าน ก็หางานในเมืองแถวนั้นทำไปสิ จะได้ดูแลบ้านด้วย”
“แล้วเจ้าสามกับน้องสาวก็ต้องการคนดูแลด้วย”
“ถ้าแม่กับเจ้ารองอยู่ที่นี่ ที่บ้านจะทำยังไง ผมได้ยินว่าอีกไม่นานก็จะมีการแบ่งที่ดินแล้ว ถ้าแม่กับเจ้ารองไม่อยู่ก็คงไม่ได้ส่วนแบ่ง!”
หลี่หงเหมยรีบตอบอย่างรวดเร็ว “แบ่งที่ดินอะไร ไม่ได้กระทบอะไรหรอก!”
“พูดถึงเจ้าสาม ที่พวกเราตัดสินใจอยู่ที่นี่ก็เป็นเพราะเจ้าสามนั่นแหละ”
“เจ้าสามจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ถ้าหากสอบติดมหาวิทยาลัย ตระกูลเฉียวของเราก็จะมีนักศึกษามหาวิทยาลัยตั้งหนึ่งคนเลยนะ”
“แต่ค่าเรียน ค่าใช้จ่ายในมหาวิทยาลัยก็ไม่น้อยเลย แกเพียงลำพังจะส่งเสียได้ยังไง พวกเราจึงตัดสินใจจะหางานทำเพื่อแบ่งเบาภาระของแก!”
เฉียวเหลียนเฉิงยังอยากคัดค้าน แต่ทันใดนั้นเจียงหว่านก็รีบพูด
“ฉันว่าเป็นความคิดที่ดีนะ ให้พวกเขาอยู่ที่นี่ก็ดีเหมือนกัน!”
เฉียวเหลียนเฉิงอึ้ง “…”