เกิดใหม่เป็นภรรยาอ้วนของหัวหน้ากองพันสุดฮอต ยุค 80 - บทที่ 164 คุณแม่ผู้แสนดีของเฉียวเหลียนเฉิง
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่เป็นภรรยาอ้วนของหัวหน้ากองพันสุดฮอต ยุค 80
- บทที่ 164 คุณแม่ผู้แสนดีของเฉียวเหลียนเฉิง
บทที่ 164 คุณแม่ผู้แสนดีของเฉียวเหลียนเฉิง
เจียงหว่านเห็นว่ามีสามคนเดินเข้าประตูมา
คนที่เดินนำหน้าเข้ามาเป็นหญิงชนบทวัยห้าสิบปี ผิวคล้ำ และมีรอยเหี่ยวย่น ดวงตาทรงสามเหลี่ยมแฝงด้วยความเจ้าเล่ห์
ด้านหลังเป็นชายหนุ่มกับหญิงสาว
ชายคนนั้นสูงโปร่ง ใบหน้าได้รูป และดวงตากับคิ้วรับกันดี แต่ว่าก็แฝงความเจ้าเล่ห์อยู่เหมือนกัน
เขาสวมเสื้อคลุมสีเทา กางเกงสีกากี ทั้งยังใส่เข็มขัดสีแดงเข้ม
ส่วนผู้หญิงที่อยู่ด้านข้าง เป็นคนเดียวจากทั้งสามที่มองเฉียวเหลียนเฉิงทันทีที่เดินผ่านพ้นประตูเข้ามา
มองครั้งแรกก็ทราบได้ว่าผู้หญิงคนนี้คือเด็กสาวที่ยังไม่แต่งงาน เส้นผมยาวสีดำขลับถูกถักเป็นเปียสองฝั่ง
สวมใส่กระโปรงยาวลายดอกไม้ และยังมีกระเป๋าเป้บนไหล่
พวกเขาเดินเข้ามาก่อนจะมองไปรอบ ๆ เพื่อสำรวจห้อง
หลังจากนั้นก็เหลือบมองตระกร้าผลไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะเล็กริมหน้าต่าง
“ดูสิ ที่นี่สวยมาก แถมยังสะอาดอีกแน่ะ!”
“นั่นน่ะสิ พี่ใหญ่คงอยากตายที่นี่มากกว่าบ้านสินะ? แต่ว่าก็ว่าเถอะ ถ้าผมเป็นพี่ใหญ่ ผมก็จะไม่กลับบ้านเหมือนกัน!”
เวลานี้สาวสวยเดินเข้ามาใกล้เตียงเฉียวเหลียนเฉิง ดวงตาของเธอแดงก่ำ ก่อนจะแตะแก้มคนเจ็บด้วยมือที่สั่นเทา
เจียงหว่านก้าวไปด้านหน้า พร้อมเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“คุณเป็นใคร?”
ผู้หญิงมีอายุที่เข้ามาคนแรกคือ หลี่หงเหมย เธอหันหน้ามองเจียงหว่าน
“แล้วเธอล่ะเป็นใคร? อ้อ! ฉันรู้แล้ว เธอคงเป็นพยาบาลของที่นี่สินะ”
“แต่ทำไมโรงพยาบาลถึงได้รับสมัครพยาบาลอ้วนขนาดนี้ได้!”
เฉียวเหลียนเย่ที่อยู่ด้านข้างพูดขึ้นทันที “ไม่ต้องถามก็รู้ เพราะอาหารอร่อยไงแม่!”
“ถ้ารู้ว่าเมืองนี่ยอดเยี่ยมแบบนี้นะ ฉันคงจะเข้าร่วมกองทัพด้วยแล้ว!”
หลี่หงเหมยพูดทันควัน “ไร้สาระ! ร่างกายผอมแห้งอย่างแกน่ะเหรอจะเป็นทหาร? ต้องเป็นคนหยาบกร้านเหมือนพี่แกต่างหากถึงจะเป็นทหารได้!”
เจียงหว่านรู้สึกประหลาดใจเมื่อได้ยินทั้งสองคนพูดคุยกัน แต่เธอก็พอจะคาดเดาตัวตนของพวกเขาได้แล้ว
เธอมองเฉียวเหลียนเย่ ไม่รู้ว่าทำไมคนคนนี้ถึงกล้าพูดจาแบบนั้นออกมา
“คุณเป็นใคร? ถ้าหากไม่พูด ฉันจะเรียกคนมาไล่พวกคุณออกไป!”
คำพูดของเจียงหว่านทำให้หลี่หงเหมยเริ่มหงุดหงิด “ฉันเป็นแม่ของเฉียวเหลียนเฉิง และนี่น้องชายเขา!”
“เรามารับศพ แล้วเธอจะมาโวยวายอะไร!”
ประโยคแรกเจียงหว่านยอมรับได้ แต่ประโยคสุดท้ายมันหมายความว่ายังไง!
“เดี๋ยวนะ พวกคุณมาทำอะไรที่นี่นะ?” เธอถามออกไปด้วยความประหลาดใจ
ขณะนั้นเองประตูก็เปิดออก และเจียงเฉิงกับผู้บัญชาการก็เดินเข้ามา
ผู้บัญชาการได้ยินว่าแม่กับครอบครัวของเหล่าเฉียวมาเยี่ยม พวกเขาจึงอยากพบเธอ
แต่ทันทีที่เข้าประตูมา พวกเขาก็ได้ยินหลี่หงเหมยตะโกนเสียงดังด้วยความมั่นใจ
“เก็บศพ! ก็เฉียวเหลียนเฉิงบาดเจ็บสาหัสจนเสียชีวิตไง!”
เฉียวเหลียนเย่รีบพูด “แม่ เก็บศพมันเป็นเรื่องรองลงมา เมื่อเจ้าหน้าที่กองทัพเสียชีวิต จะมีเงินช่วยเหลือมากมาย เรามาเพื่อดูว่าจะได้รับเงินเท่าไหร่ต่างหาก!”
หลี่หงเหมยพยักหน้า “ใช่ ๆ เราต้องการค่าทำศพด้วย ไม่ว่าจะมากน้อยเท่าไหร่พวกเราก็จะไม่ยอมเสียเงินเด็ดขาด!”
ดวงตาของเจียงหว่านเบิกกว้างอย่างประหลาดใจ เธอรู้ว่าความสัมพันธ์ของเฉียวเหลียนเฉิงกับแม่ไม่ค่อยดีนัก แต่ไม่ว่ามันจะเลวร้ายแค่ไหน คนเป็นแม่จะไม่โศกเศร้าหน่อยเหรอที่รู้ว่า ลูกชายกำลังจะตาย
คนคนนี้ไร้ยางอายมาก แต่กลับทำตัวราวกับตนถูกต้อง!
คราวนี้ แม้แต่ผู้บัญชาการกับเจียงเฉิงที่เพิ่งก้าวเข้ามาในห้องก็ยังตกตะลึงไปด้วย
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนไม่ได้คิดสนใจเฉียวเหลียนเฉิงด้วยซ้ำ เจียงเฉิงก็พูดขึ้นมาอย่างไม่พอใจ
“ถ้าหากเหล่าเฉียวตายจริง กองทัพจะจ่ายค่าทำศพให้ และจะได้หลายพันหยวนด้วย”
“แต่ตอนนี้เหล่าเฉียวยังไม่ตาย หรือต่อให้เขาตายขึ้นมาจริง ๆ ค่าทำศพเหล่านั้นก็จะกลายเป็นของภรรยาหม้ายและลูกของเขา มันไม่เกี่ยวอะไรกับพวกคุณทั้งนั้น!”
หลี่หงเหมยถึงกับสับสน “ภรรยาหม้าย?”
เจียงเฉิงตอบ “ภรรยาของเฉียวเหลียนเฉิงไง!”
หลังจากอธิบายแล้ว เขาก็รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
หลี่หงเหมยตะคอกเสียงดังอย่างไม่พอใจ “ฉันเป็นแม่ของเขา ทำไมถึงไม่ให้ฉันล่ะ!”
เจียงเฉิงมองเธออย่างเย็นชา “นี่คือกฎ!”
เฉียวเหลียนเย่เห็นว่าแม่กำลังโกรธ จึงรีบดึงแขนเสื้อเธอไว้
“ถ้าไม่ให้ก็ไม่เป็นไร แต่พี่สะใภ้ของเราก็อยู่ที่นี่แล้ว!”
ขณะพูด เขาก็ดึงผู้หญิงข้าง ๆ ซึ่งกำลังจ้องมองเฉียวเหลียนเฉิงด้วยความปรารถนา หลายครั้งที่หล่อนพยายามสัมผัสร่างกายของเฉียวเหลียนเฉิง แต่ก็ถูกร่างอ้วน ๆ ของเจียงหว่านขัดขวางไว้
“นี่คือพี่สะใภ้ของผม ไป๋อวี้ซิ่ว เป็นภรรยาของพี่ใหญ่!”
ทุกคนในห้องตกตะลึง!
นับตั้งแต่สามคนนี้เดินเข้ามา ท่าทางของพวกเขาทำให้เจียงหว่านต้องระมัดระวังอย่างมาก โดยเฉพาะผู้หญิงที่ชื่อไป๋อวี้ซิ่วคนนี้
หลี่หงเหมยและเฉียวเหลียนเย่มองไปรอบ ๆ เมื่อเดินเข้ามา และยังจ้องมองกระเช้าผลไม้ที่เพื่อน ๆ ของเฉียวเหลียนเฉิงนำมาเยี่ยมอย่างตะกละ
ใบหน้าของทั้งสองมีเพียงความโลภ!
แต่ผู้หญิงคนนี้เป็นคนเดียวที่มองเฉียวเหลียนเฉิงทันทีที่ก้าวเข้ามา
เวลานี้ดวงตาของเธอแดงก่ำ และเต็มไปด้วยความห่วงหา โศกเศร้าเกินบรรยาย
ใบหน้าเช่นนี้ทำให้เจียงหว่านนึกรังเกียจ และต่อต้านทันที
เพราะเหตุผลนี้เธอจึงยืนอยู่บังเฉียวเหลียนเฉิงไว้ ใช้ร่างอ้วน ๆ ของตัวเองป้องกันไม่ให้ผู้หญิงคนนั้นเข้าใกล้
แต่เมื่อเฉียวเหลียนเย่เปิดเผยตัวตนของผู้หญิงคนนี้ เจียงหว่านก็ตื่นตระหนก
ในห้องเงียบงันไปชั่วครู่ จากนั้นเจียงหว่านก็กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาอีกครั้ง
“พูดอีกทีซิว่าหล่อนเป็นใคร?!”
เฉียวเหลียนเย่กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ “พี่สะใภ้ของผม เป็นภรรยาของพี่ใหญ่!”
เจียงเฉิงเดินเข้ามาขัดจังหวะทันที “คุณพูดเรื่องอะไร? พี่ชายของคุณคือใคร? เฉียวเหลียนเฉิงงั้นเหรอ?”
เฉียวเหลียนเย่ส่งเสียงภาคภูมิใจ “ใช่ คนที่นอนอยู่บนเตียงนั่นแหละคือพี่ชายของผม!”
เจียงเฉิงชี้ไปที่ไป๋อวี้ซิ่ว “แล้วเธอเป็นภรรยาของเฉียวเหลียนเฉิงตั้งแต่เมื่อไหร่? พวกเขาแต่งงานกันตอนไหน! เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นได้ยังไง?”
เฉียวเหลียนเย่กล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน “เมื่อไม่กี่วันก่อน ผมได้ยินว่าพี่กำลังจะตาย แม่เลยรีบไปสู่ขออวี้ซิ่ว และผมเองก็ไปสักการะบรรพบุรุษแทนพี่ชายแล้วด้วย!”
“นี่คือวิธีการแก้เคล็ด เห็นรึยังว่าพี่ผมยังมีชีวิตอยู่!”
“แม่ครับ ตอนนี้เขายังไม่ตายเราคงไม่ได้รับเงินค่าทำศพแล้วล่ะ!”
หลี่หงเหมยตกตะลึงไปนิดหน่อย “อื้ม ฉันไม่คิดเลยว่ามันจะเป็นแบบนี้!”
เวลานี้ผู้บัญชาการกับเจียงเฉิงรู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดลงกลางลำตัว ทั้งสองอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก
จู่ ๆ เจียงหว่านก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “ฮ่า ๆ อย่างนี้นี่เอง ยอดเยี่ยมจริง ๆ!”
“ต้องการค่าทำศพใช่ไหม? ได้เลย!”
ขณะพูด เจียงหว่านก็หันมองไปรอบ ๆ และเห็นเสาเหล็กแขวนขวดน้ำเกลือด้านข้างของเฉียวเหลียนเฉิง
เธอกวักมือเรียกผู้บัญชาการ “คุณเป็นหัวหน้าใช่ไหม? มาที่นี่หน่อยสิ!”
ผู้บัญชาการเห็นใจเจียงหว่าน และชื่นชมเจียงหว่านที่ดูแลผิงอันเป็นอย่างดี อีกทั้งยังอุ้มเฉียวเหลียนเฉิงออกจากป่าด้วย
พวกเขาก็ยังมีชีวิตอยู่ แม้ว่าการเอาตัวรอดในป่าจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่ได้รับบาดเจ็บหรือไม่พบเจอปัญหาใด
เมื่อลองคิดย้อนดูตัวเอง หากเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา จะมีผู้หญิงที่ยอมแบกพวกเขาออกมาด้วยโดยไม่ทิ้งไปหรือเปล่า?
พอได้เห็นจิตใจของเจียงหว่านแล้ว ทำให้ตอนนี้พวกเขารู้สึกชื่นชมเจียงหว่านจากใจจริง
และเมื่อเจียงหว่านเรียกหาตนแบบนั้น เขาก็เดินเข้าไปอย่างไม่ลังเล เจียงหว่านจึงหยิบขวดน้ำเกลือออกมา แล้วส่งให้ผู้บัญชาการ
“ถือเอาไว้ค่ะ!”
ผู้บัญชาการสับสน แต่ก็ยังทำตามอย่างเชื่อฟัง
หลังจากนั้น เจียงหว่านดึงเสาน้ำเกลือออกมา แล้วหันไปทางเฉียวเหลียนเย่
“สำหรับค่าจัดงานศพ ฉันจะเป็นคนจ่ายให้นายเอง! แต่ฉันจะฆ่านายก่อน แล้วค่อยจ่ายค่าทำศพทีหลัง!”