เกิดใหม่เป็นภรรยาอ้วนของหัวหน้ากองพันสุดฮอต ยุค 80 - บทที่ 161 เฉียวเหลียนเฉิงต้องแต่งงาน
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่เป็นภรรยาอ้วนของหัวหน้ากองพันสุดฮอต ยุค 80
- บทที่ 161 เฉียวเหลียนเฉิงต้องแต่งงาน
บทที่ 161 เฉียวเหลียนเฉิงต้องแต่งงาน
ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในมณฑลกานซู
แม่ของเฉียวเหลียนเฉิง นามว่าหลี่หงเหมย กำลังร่อนข้าวฟ่างในนาของเธอ
ดวงอาทิตย์ส่องแสงเจิดจ้า แผดเผาบนใบหน้าของเธออยู่ทุกวัน ทำให้ผิวแดงคล้ำ
ดวงตาโตที่เหมือนเฉียวเหลียนเฉิงนั้นเริ่มพร่ามัว
หางตาเต็มไปด้วยริ้วรอยลึก
ทันใดนั้น ประตูลานด้านนอกก็เปิดออก ลูกชายคนที่สองนามว่าเฉียวเหลียนเย่ สวมเสื้อคลุมสีเทาที่มีรอยปะเต็มตัว เดินเข้ามานั่งยอง ๆ อยู่ตรงหน้าผู้เป็นแม่ และพูดด้วยความโกรธ
“แม่ เมื่อไหร่พี่จะกลับมา? ผมได้ยินมาว่ากองทัพให้ลาวันครอบครัวได้แท้ ๆ นี่เขาไม่ได้กลับบ้านมากี่ปีแล้วเนี่ย!”
หลี่หงเหมยสูดลมหายใจเข้า และวางตะกร้าไม้ไผ่ในมือลง
“ถามทำไม? เขาจะกลับหรือไม่กลับแล้วจะทำไม? ก็เขาไม่ใช่เหรอที่ส่งเงินให้เราอยู่ทุกเดือน!”
เฉียวเหลียนเย่ขมวดคิ้วมุ่น “มันก็จริงแหละ แต่ว่า…”
“ถ้าพี่ไม่กลับมา งานแต่งจะเป็นยังไงล่ะ?”
หลี่หงเหมยตกตะลึง และมองลูกชายคนที่สองด้วยดวงตาพร่ามัว
“แกหมายความว่ายังไง? เขาจะกลับหรือไม่กลับแล้วมันเกี่ยวอะไรกับการแต่งงานของแก!”
เฉียวเหลียนเย่กระแอม และใช้แขนเสื้อถูจมูก
“ผมทำข้อตกลงกับครอบครัวไป๋เรียบร้อยแล้ว ถ้าอวี้ซิ่วได้แต่งงานกับพี่ อวี้หลานถึงจะแต่งงานกับผม”
“แล้วก็นะ พวกเขาบอกว่าไม่จำเป็นต้องมีสินสอด แถมครอบครัวของพวกเขาก็ยังให้เงินมาอีกห้าสิบหยวนต่อลูกสาวหนึ่งคน!”
เมื่อได้ยินอย่างนั้น ดวงตาของหลีหงเหม่ยเป็นประกาย “อะไรนะ ห้าสิบหยวนสำหรับลูกสาวหนึ่งคน?”
“ถ้าอวี้ซิ่วแต่งงานกับพี่ชายแก และอวี้หลานแต่งกับแก สองคนก็รวมเป็นหนึ่งร้อยหยวน!”
ใบหน้าของหลี่หงเหมยดูสดใสขึ้น แตกต่างไปจากใบหน้ามืดหม่นก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
เฉียวเหลียนเย่หัวเราะเบา ๆ “ก็ประมาณนั้น ตอนนี้ก็แค่รอให้พี่กลับมา!”
ใบหน้าของหลี่หงเหมยดูหดหู่ลงอีกครั้ง “แต่อวี้ซิ่วจะตอบตกลงเหรอ?”
เฉียวเหลียนเย่ยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ “เธอจะไม่ตอบตกลงได้ยังไง ไม่มีอะไรที่น่ายินดีไปมากกว่านี้แล้ว!”
“แม่ครับ อวี้ซิ่วแอบปลื้มพี่มาตั้งแต่เด็ก ตอนที่พี่เรียนหนังสือแล้วไม่มีอะไรกิน อวี้ซิ่วก็เอาแพนเค้กมาให้พี่ทุกวัน!”
“ยิ่งไปกว่านั้น อวี้ซิ่วก็เป็นตัวตั้งตัวตีการแต่งงานครั้งนี้ด้วยตัวเอง”
“แม่ต้องไม่รู้แน่ ๆ สองสามวันที่ผ่านมานี้ อวี้ซิ่วเที่ยวบอกทุกคนที่เธอเจอว่า เธอกำลังจะแต่งงานกับเฉียวเหลียนเฉิง และจะเข้าไปอยู่ที่กองทัพในฐานะภรรยาทหาร!”
หลี่หงเหมยถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“พี่ชายแกก็ตัวดี เมื่อสามปีที่แล้ว ฉันบอกว่าฉันจะหาเมียให้ แต่เจ้านั่นก็รีบปฏิเสธ และวิ่งหนีอย่างกับหมาโดนล่า”
“ในช่วงสามปีที่ผ่านมา เขาไม่โทรมาเลย และก็ไม่ได้ส่งข้อความกลับบ้านเลยด้วยซ้ำ”
“ถ้าไม่ส่งเงินมาทุกเดือน ฉันคงคิดว่าเขาหายสาบสูญไปแล้ว!”
ขณะที่เธอกำลังบ่น มือก็ยังสานตะกร้าไม้ไผ่ไปด้วย
เฉียวเหลียนเย่นั่งลงข้างเธอแล้วหัวเราะคิกคัก “แม่ แม่สนใจเรื่องนั้นด้วยหรือไง อย่างแม่น่ะคงสนแค่พี่ต้องส่งเงินมาให้ตรงเวลาแค่นั้นแหละ!”
“แต่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมไปในเมืองเพื่อส่งโทรเลขไปหาพี่ บอกไปว่าแม่ไม่สบาย ให้พี่กลับมาโดยเร็วที่สุด”
“แล้วทันทีที่พี่กลับมา เราก็พาพี่ไปเข้าพิธีเลยไง!”
หลี่หงเหมยกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่จู่ ๆ ก็มีคนตะโกนขึ้นมาที่นอกประตู
“หลี่หงเหมย ลูกชายคุณส่งโทรเลขมา บอกว่ามีเรื่องด่วน!”
หลี่หงเหมยตกตะลึง ส่วนเฉียวเหลียนเย่รีบลุกขึ้น และเดินออกไป
“ผมเดาว่าพี่น่าจะกำลังกลับมาแล้วนะ ดีเลย! จะได้จัดการเรื่องงานแต่ง แม่ ผมไปรับโทรเลขที่สำนักงานหมู่บ้านนะ”
มณฑลกานซูยากจนมาก เป็นพื้นที่ชนบทห่างไกล หลายแห่งไม่มีไฟฟ้าใช้ อาศัยการเดินเพื่อคมนาคม และใช้การตะโกนเพื่อการสื่อสาร!
ผ่านไปไม่นาน เฉียวเหลียนเย่ก็วิ่งกลับมา “แม่ เกิดเรื่องแล้ว พี่อยู่ในโรงพยาบาลและอาการสาหัส!”
หลี่หงเหมยตกตะลึง ตะกร้าไม้ไผ่ในมือถึงกับร่วงลงกับพื้น
“ว่าไงนะ เกิดอะไรขึ้น?”
เฉียวเหลียนเย่ส่ายหัว และพึมพำ “ผมไม่รู้ โทรเลขบอกว่าพี่ได้รับบาดเจ็บ ตอนนี้ก็รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล และขอให้เราไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด!”
“ไปโรงพยาบาลไม่ต้องใช้เงินรึไง? ค่าเดินทางไม่ใช่น้อย ๆ นะ ทำไมแม่ไม่ขอให้เขาส่งเงินมาให้สักหน่อยก่อนล่ะ?”
หลี่หงเหมยเต็มไปด้วยความสับสน ร่างกายของเธอสั่นเทาขณะที่เดินเข้าไปในบ้าน
เขากำลังจะตาย…
“แม่ จะทำอะไรน่ะ!” เฉียวเหลียนเย่ถามด้วยความประหลาดใจ
หลี่หงเหมยตัวสั่นไม่หยุด และพูดว่า “พี่ของแกกำลังจะตาย!”
เฉียวเหลียนเย่ยิ้มเยาะ “ตายก็ตายสิ ถ้าพี่ตายก็ยังเหลือผม ดีซะอีกถ้าพี่ตาย จะได้ไม่ต้องแบ่งที่ดินกับใคร”
“ผมได้ยินมาว่า เวลาต้องแบ่งที่ดิน ตามเงื่อนไขของครอบครัว คนเป็นพี่จะได้ที่ดินแปดไร่ แต่ถ้าพี่ตายแล้ว เราพี่น้องที่เหลือก็จะได้เพิ่มคนละสี่ไร่!”
“เอาน่าแม่ เราอย่าเพิ่งไปโรงพยาบาลเลย ให้กองทัพจัดการไปก่อนเถอะ ไม่งั้นเราก็ต้องจ่ายค่าเดินทางเองนะ!”
หลี่หงเหมยจ้องเขม็ง
“แกกำลังพูดเรื่องอะไร!”
“ถ้าพี่แกเกิดตายขึ้นมาจริง ๆ ต่อจากนี้ใครจะส่งเงินรายเดือนให้พวกเราล่ะ?”
“นั่นเงินห้าหยวนเลยนะ เป็นรายได้เพียงอย่างเดียวของครอบครัวเรา!”
“ถ้าเขาไม่ให้เงินเรา แกก็จะเหมือนน้องของแก ถ้าไม่มีที่ดิน ก็ไม่มีปัญญาไปหางานทำ แล้วเราจะเอาเงินจากที่ไหนมาใช้กินใช้อยู่”
เฉียวเหลียนเย่ตบหน้าผากตัวเอง ผาง! “จริงด้วย! แล้วถ้าพี่ตาย อวี้ซิ่วก็จะไม่ได้แต่งงาน และเรื่องการแต่งงานของผมก็จะพลอยลำบากไปด้วย”
“อ๊าก… ไม่นะ เมียของฉัน!”
เฉียวเหลียนเย่ตะโกนลั่น ล้มลงกับพื้น และเริ่มคร่ำครวญ
หลี่หงเหมยก็ดูเศร้าไปด้วย เธอนั่งลงบนพื้น ตบต้นขา แล้วเริ่มร้องไห้
“โอ้… ทำไมชีวิตฉันถึงขมขื่นขนาดนี้ เข้ามาอยู่ในตระกูลเฉียวตอนอายุได้สิบสอง เกลียดแม่สามีเข้าไส้ จะเอาชีวิตรอดมาได้ก็ยากเย็น กว่ายายแก่นั่นจะตายไปก็ไม่ใช่ง่าย ๆ”
“และกว่าจะให้กำเนิดไอ้เด็กเหลือขอสี่คนนี้ได็ก็เจ็บเจียนตาย!”
เฉียวเหลียนเย่อยู่ข้าง ๆ ได้ยินอย่างนั้น ก็พูดขึ้น “เฮอะ! แม่ ก็ไหนแม่บอกว่าตอนคลอดพวกเราแม่คลอดง่ายไงเล่า? ตอนไปทำงานในนา แค่ตด พี่ใหญ่ก็ออกมาแล้ว!”
หลี่หงเหมยตะโกนลั่น “แกน่ะ! ออกไปเลย!”
เฉียวเหลียนเย่รีบก้มศีรษะลงโดยไม่พูดอะไร
หลี่หงเหมยยังคงร้องไห้ และคร่ำครวญต่อไป “ฉันเลี้ยงดูพวกแกมากว่าจะโต คิดว่ามันง่ายนักเหรอ?”
“พี่คนโตของแกออกไปรับราชการทหาร ได้ดิบได้ดี แต่ทำได้ไม่กี่ปีก็ต้องมาตาย!”
“พี่คนโตของแกช่างอายุสั้นจริง ๆ ทั้งที่ฆ่าผู้ร้ายได้นับพันคนแท้ ๆ ถ้าจะอายุสั้นแบบนี้ ทำไมต้องมาเกิดในบ้านของเราด้วย?!”
“ฉันเลี้ยงมันมาตั้งหลายปี ช่างเปล่าประโยชน์จริง ๆ!”
เสียงร้องไห้ดังไม่หยุด ทันใดนั้นประตูห้องก็ถูกเปิดออก ก่อนที่หญิงสาวหน้าตาดีในชุดกระโปรงลายดอกจะเดินเข้ามา
ผู้หญิงคนนี้ค่อนข้างดูดี ผิวพรรณขาวละเอียดดุจหิมะ โดยเฉพาะจริตของเธอ ดูเป็นความงามตามต้นแบบของหญิงสาวจริง ๆ
เธอยืนพิงกรอบประตูแล้วพูดขึ้นเบา ๆ
“โง่น่า ร้องไห้อะไรตั้งแต่เช้าล่ะ รบกวนความฝันของคนอื่นหมด!”
พอโดนพูดใส่แบบนั้น หลี่หงเหมยก็หยุดร้องไห้ สูดจมูก แล้วพูดว่า “ฟางฟาง พี่ชายของแก…”
เฉียวฟางฟางเยาะเย้ย “หนูได้ยินหมดแล้ว หนูเลยบอกไงว่าโง่ ร้องไห้จะมีประโยชน์อะไร ถึงจะนั่งร้องไห้ไปทั้งชีวิต พี่ก็ไม่รอดหรอก!”
“อีกอย่างโทรเลขไม่ได้บอกแค่ว่าพี่ได้รับบาดเจ็บเหรอ? พี่ยังไม่ตายสักหน่อย!”
หลี่หงเหมยตกตะลึง หยุดร้องไห้ทันที แต่ยังอดไม่ได้ที่จะสะอึกสะอื้น
“นี่ แกพูดอะไรน่ะ!”
“หมายความว่ายังไง พูดให้ชัดเจนสิ!”
เฉียวฟางฟางพูดขึ้น “พี่รองกำลังจะแต่งเมียไม่ใช่เหรอ? พี่ใหญ่ยังไม่ตายสักหน่อย แม่ก็แค่ไปบอกกับครอบครัวนั้นว่าพี่ใหญ่ได้รับบาดเจ็บสาหัส และต้องการภรรยาเพื่อมาแต่งงาน และครอบครัวของเรายินดีมอบเงินสิบหยวนเป็นสินสอด”
หลี่หงเหมยตกตะลึง เมื่อเธอได้ยินว่าสินสอดสิบหยวน ริมฝีปากกระตุกด้วยความเจ็บปวด
ส่วนเฉียวฟางฟางกล่าวต่อว่า “ไป๋อวี้ซิ่วแอบปลื้มพี่ชายตั้งแต่ยังเด็ก เธอไม่ปฏิเสธแน่นอน ไม่ต้องพูดถึงสิบหยวน ถึงจะไม่ได้เงินสักหยวน เธอก็จะแต่งอยู่ดี”
“พอถึงเวลา เราก็แค่ตั้งโต๊ะที่บ้าน แล้วบอกให้ทั้งหมู่บ้านรู้ก็พอ”