เกิดใหม่เป็นภรรยาอ้วนของหัวหน้ากองพันสุดฮอต ยุค 80 - บทที่ 14 ไม่รู้หนังสือไม่ใช่เหรอ ลงจากหลังม้าไม่ได้แล้ว!
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่เป็นภรรยาอ้วนของหัวหน้ากองพันสุดฮอต ยุค 80
- บทที่ 14 ไม่รู้หนังสือไม่ใช่เหรอ ลงจากหลังม้าไม่ได้แล้ว!
บทที่ 14 ไม่รู้หนังสือไม่ใช่เหรอ? ลงจากหลังม้าไม่ได้แล้ว!
“มีอะไรเหรอ?” เฉียวเหลียนเฉิงถามอย่างสงสัย
เจียงหว่านส่ายหัว “ไม่มีอะไร แค่ฉันรู้สึกว่านายเองก็ไม่เลว!”
เฉียวเหลียนเฉิงผงะไป จากนั้นจึงเข้าใจว่าเธอหมายถึงอะไร เธอกำลังทำนิสัยเดิมอีกแล้ว ชอบมาจ้องเขาเวลาไม่มีอะไรทำ!
เขาแค่นเสียงดูถูกและวางกล่องอาหารกลางวันไว้บนโต๊ะ
”กินข้าวเช้าเถอะ ผิงอันกับผมกินเสร็จแล้ว”
หลังจากเข้าใจอารมณ์ในดวงตาของเขา เจียงหว่านก็ลอบคร่ำครวญ ก่อนเธอจะมองไปทางอื่นด้วยความลำบากใจ และเริ่มกินอย่างเหม่อลอย
“คุณต้องการเมล็ดพันธุ์อะไร วันนี้ผมจะไปซื้อให้”
เจียงหว่านได้สติและร่ายชื่อเมล็ดพืชที่อยากได้ขณะกิน “ผักกาดขาว หัวไชเท้า กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี ผักกาดหอม…”
เจียงหว่านพูดไปหลายอย่าง
หลังจากพูดจบ เธอก็เงยหน้าขึ้น เห็นเฉียวเหลียนเฉิงกำลังมองเธอด้วยสายตาเหมือนคนโง่
เจียงหว่านสงสัย “อะไร? ฉันพูดอะไรผิดหรือเปล่า”
เฉียวเหลียนเฉิงหายใจเข้าลึก ๆ “คุณช่วยบอกสิ่งที่น่าเชื่อถือให้ผมฟังได้ไหม ผมเข้าใจแค่ผักกาดขาวกับหัวไชเท้า แต่กะหล่ำดอก กะหล่ำปลีน่ะมันคืออะไร!”
“อีกอย่าง คุณพูดเร็วเกินไป ผมจำที่เหลือไม่ได้หรอก”
เจียงหว่านตะลึง ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าผักมากมายที่นี่พบได้ในทางใต้เท่านั้น ทั้งบางอย่างเป็นเมล็ดพันธุ์นำเข้าที่ได้รับการขยายพันธุ์ในระยะต่อมา
เวลานี้น่าจะยังไม่มีขาย…
หลังจากลังเลอยู่สองสามนาที เธอก็ซดโจ๊กคำสุดท้าย
“ให้ฉันเขียนแล้วเอาไปซื้อดูละกัน ซื้อเท่าที่มี ถ้าไม่มีก็ช่างมัน!”
”เขียน…” เฉียวเหลียนเฉิงประหลาดใจ
เมื่อคืนนี้เธอยังบอกอยู่เลยว่าไม่รู้หนังสือ แต่วันนี้จะเขียนเนี่ยนะ
จะเขียนมันยังไง? วาดภาพ?
แม้จะนึกสงสัยอยู่ในใจ แต่เขาก็ยังหยิบสมุดและดินสอฝึกคัดลายมือของผิงอันยื่นให้เธอ
เธอรับดินสอมาและเขียนชื่อลงไปเป็นโหล
มีกระทั่งมะเขือเทศ พริก และแตงกวา
หลังจากเขียนเสร็จ เธอก็ยื่นกระดาษให้เฉียวเหลียนเฉิง
ชายหนุ่มรับมันมาด้วยความสงสัยในใจ และเมื่อเขาเห็นแถวตัวอักษรที่งดงามบนกระดาษ เขาก็ถามด้วยความประหลาดใจ
“คุณไม่รู้หนังสือไม่ใช่เหรอ?”
ลายมือแบบนี้ไม่สามารถเขียนได้ถ้าไม่ได้ฝึกฝนมานานกว่าสิบปี!
เจียงหว่านผงะไปเล็กน้อยและทันใดนั้นก็จำได้ว่าตอนนี้เธอควรจะไม่รู้หนังสือ
เธอเกาหัว กระพริบตา และพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังกับเฉียวเหลียนเฉิง
”ใครบอกกันว่าฉันไม่รู้หนังสือ?”
เฉียวเหลียนเฉิงกล่าวว่า “ผมตรวจสอบข้อมูลของคุณแล้ว คุณเรียนชั้นประถมได้แค่สามวันครึ่งเท่านั้น”
เจียงหว่านแค่นเสียงอย่างไม่พอใจ “ฮึ่ม ใครเป็นคนกำหนดว่าต้องไปโรงเรียนกัน”
“ฉันไม่อยากไปโรงเรียนก็เลยแอบไปเรียนจากคนมีการศึกษาที่มาอยู่ตามชนบทไง”
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คนมีความรู้จำนวนมากได้ออกไปตามชนบท แต่ละหมู่บ้านจะมีคนมีความรู้ประมาณ 10-20 คน
คนมีการศึกษาเหล่านั้นล้วนได้รับการศึกษามาจากสถานศึกษา มีแม้กระทั่งอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญที่มีการศึกษาสูง
การเรียนรู้จากพวกเขาย่อมดีกว่าการไปโรงเรียน!
คำพูดของเธอทำเฉียวเหลียนเฉิงพูดไม่ออก เขาอ้ำอึ้งไปสักพัก ก่อนถามด้วยความสงสัย
“ที่ผมบอกว่าอยากให้คุณเรียนกับผิงอัน แล้วคุณไม่ตกลง เป็นเพราะคุณเรียนรู้มาหมดแล้วใช่ไหม?”
เจียงหว่านพยักหน้าอย่างร่าเริง เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเธอไม่รู้หนังสือ
เฉียวเหลียนเฉิงนิ่งเงียบไปนาน ก่อนที่เขาจะถามขึ้นอีกครั้ง “ในเมื่อคุณเขียนหนังสือได้ ทำไมคุณไม่เซ็นชื่อตอนได้รับใบรับรองและยืนกรานที่จะกดลายนิ้วมือล่ะ?”
การแสดงออกของเจียงหว่านแข็งทื่อไปเล็กน้อย เธอพูดอย่างลวก ๆ
”ตอนนั้นคือฉันเห็นว่านายไม่ได้แต่งงานกับฉันด้วยความสมัครใจ”
“ฉันกำลังคิดว่าไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องหย่ากันแน่ ฉันเลยแค่กดลายนิ้วมือ เพราะขี้เกียจเซ็น!”
เฉียวเหลียนเฉิงถึงกับพูดไม่ออก เขามองเธอด้วยสีหน้าซับซ้อน แล้วเดินถือกระดาษออกไป ไม่หันกลับมามอง
……
พอเฉียวเหลียนเฉิงจากไป ทางเจียงหว่านก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ให้ตายเถอะ เกือนความแตกแล้วไหมล่ะ!
ช่างเป็นวันที่เหนื่อยซะจริง!
เพราะในช่วงเช้า เฉียวเหลียนเฉิงได้ขุดนำร่องไว้ให้แล้ว
เจียงหว่านจึงหยิบจอบเตรียมไปขุดดินพร้อมกับผิงอัน
ตอนเช้า เธอเฝ้าดูเฉียวเหลียนเฉิงตาไม่กระพริบ เขาเคลื่อนไหวไหลรื่นราวกับสายน้ำ
จอบของเฉียวเหลียนเฉิงเจาะลงในดินแข็ง ๆ ราวกับเป็นเต้าหู้
แต่เมื่อถึงตาเจียงหว่าน มันแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
หลังจากขุดอย่างขมขื่นอยู่นาน เจียงหว่านก็ทำไปได้เพียงครึ่งเมตร และความลึกของการขุดนั้นก็เพียงครึ่งหนึ่งของเฉียวเหลียนเฉิง
ผิงอันมาพร้อมม้านั่งสองตัว ตัวที่สูงกว่าถูกใช้ต่างโต๊ะ ส่วนเขานั่งบนม้านั่งตัวเล็กเพื่อเขียนหนังสือ
เมื่อเห็นเจียงหว่านหยุดขุด ผิงอันก็เงยศีรษะและตะโกนขึ้น
”ทำไมเธอโง่จัง ยืดยาด ทำงานเร็ว ๆ หน่อย!”
เจียงหว่านเหล่มองไปทางเขา ทิ้งจอบในมือแล้วเดินเข้ามาดู
”ฉันขอดูหน่อยว่าเช้านี้เธอเขียนไปได้กี่คำ”
เมื่อเห็นอย่างนั้น ผิงอันรีบปิดสมุดไม่ให้เธออ่าน
พอเห็นแบบนี้ เจียงหว่านก็เยาะเย้ย “เฮอะ ใครจะสนใจว่าเขียนยังไง!”
พูดจบก็เตรียมจะจากไป เมื่อเห็นอย่างนั้นผิงอันก็เผลอคลายความระวัง จึงถูกเจียงหว่านฉวยโอกาสทีเผลอคว้าสมุดไป
บนสมุดบันทึก มีตัวเลขเขียนไว้อย่างคดเคี้ยว ตั้งแต่หนึ่งถึงสิบ
แต่ส่วนใหญ่เป็นภาพวาดนก หนู และคน
แม้ว่าจะมีเพียงไม่กี่เส้น แต่ภาพวาดก็ดูสดใสเป็นพิเศษ
นั่นทำให้เจียงหว่านรู้สึกประหลาดใจ ตอนสมุดบันทึกถูกดึงออกไป เธอยังคงตกอยู่ในความปลาบปลื้ม
“คืนมานะ ใครให้เธออ่าน!” ผิงอันคำรามด้วยความโกรธจัด
เจียงหว่านหัวเราะเยาะ “ไม่เป็นไร ถ้าเธอจะไม่ให้ฉันดู”
”พอกลับไป พ่อของเธอถามฉันว่าเธอเป็นยังไงบ้าง ฉันจะบอกว่าช่วงเช้าเธอไม่อยู่ที่นี่เลย แต่ออกไปเล่นกับน้าเจียงเสวี่ยอะไรนั่น!”
พอได้ยินแบบนั้น ใบหน้าของผิงอันก็ซีดลง กระทืบเท้าอย่างกระวนกระวาย “อย่าพูดไร้สาระนะ ฉันไม่ได้ไปไหนเลย”
เจียงหว่านเลิกคิ้ว ไม่พูดอะไรเพียงแบมือออกไป
ผิงอันกัดริมฝีปาก แต่ยังคงวางสมุดใส่มืออีกฝ่ายอย่างหดหู่
เจียงหว่านยิ้มอย่างมีความสุข หยิบสมุดขึ้นมาดูด้วยความประหลาดใจ
“ไม่เลว เธอมีพรสวรรค์มากเลยนะ!”
ผิงอันยิ้มอย่างมีชัย “ถูกต้อง ฉันชอบวาดภาพมากที่สุด!”
”แต่ว่า…”
เด็กชายลดสายตาลงเล็กน้อยด้วยความหดหู่
“พ่อบอกว่าการวาดภาพไม่มีประโยชน์ พ่ออยากให้ฉันตั้งใจเรียนและเข้าเรียนมหาวิทยาลัย”
เจียงหว่านรู้สึกงงงวย “ต้องเลือกระหว่างการไปเรียนที่มหาวิทยาลัยกับการวาดภาพด้วยเหรอ?”
ผิงอันรู้สึกสับสน “ทำไม? ไปเรียนมหาวิทยาลัยแล้วจะวาดรูปได้ยังไง?”
เจียงหว่านเม้มริมฝีปากและพูดอย่างไม่เข้าใจ “ไร้สาระ ใครบอกเธอว่าพอเข้ามหาวิทยาลัยแล้วจะวาดรูปไม่ได้!”
”เธอไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับคณะศิลปะเหรอ? มีวิชาเอกวาดรูปในมหาวิทยาลัยด้วยนะ”
“อีกอย่างถ้าวาดรูปเก่ง ในอนาคตเธอยังสามารถเป็นนักออกแบบได้”
คำพูดนี้ทำให้ผิงอันรู้สึกสบายใจ เขาไม่ได้ปฏิเสธเจียงหว่านมากนัก อย่างน้อยก็ตอนนี้!
เขาพูดเสียงต่ำ “แต่พอโตขึ้น ฉันอยากเป็นตำรวจ!”
”แล้วจะจับคนร้ายให้ดู!”
เจียงหว่านเม้มริมฝีปาก “นั่นก็ถือว่าใช้ได้ รู้หรือเปล่าว่ามีสายงานหนึ่งในตำรวจที่เรียกว่านักสเก็ตช์ภาพคนร้าย!”
”นักสเก็ตช์ภาพคนร้ายจะวาดภาพเหมือนของอาชญากรตามคำอธิบายของพยาน นี่คือวิชาเอกด้านความมั่นคงสาธารณะที่ต้องใช้ทักษะวาดรูป”
”เธอคิดว่าการวาดภาพสำคัญหรือเปล่า?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาของผิงอันก็เปล่งประกาย ใบหน้าเล็ก ๆ ก็ดูสดใสมากขึ้น
”จริงเหรอ! การวาดรูปมีประโยชน์จริง ๆ เหรอ?”
เจียงหว่านตอบกลับอย่างมั่นใจ “แน่นอนสิ เธอมีฝีมือซะอย่าง!”