เกิดใหม่เป็นภรรยาอ้วนของหัวหน้ากองพันสุดฮอต ยุค 80 - บทที่ 12 เฉียวเหลียนเฉิงถึงกับประหลาดใจ “คุณแน่ใจเหรอ”
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่เป็นภรรยาอ้วนของหัวหน้ากองพันสุดฮอต ยุค 80
- บทที่ 12 เฉียวเหลียนเฉิงถึงกับประหลาดใจ “คุณแน่ใจเหรอ”
บทที่ 12 เฉียวเหลียนเฉิงถึงกับประหลาดใจ “คุณแน่ใจเหรอ?”
ชาติที่แล้วตอนเธอยังมีชีวิตอยู่ เป็นเพราะโรคระบาดทำให้เธอได้เรียนรู้การปลูกผักบนระเบียง
ผักที่มีผลปลูกไม่ได้ง่าย ๆ ส่วนการปลูกผักสีเขียวนั้นก็ไม่ง่ายเช่นกัน
สะใภ้เฉินอธิบายกฎให้ฟังเธออย่างละเอียด “ที่ดินในสวนหลังบ้านแยกและแบ่งตามสัดส่วนของลานบ้าน ถ้าต้องการแปลงผัก เธอต้องส่งใบสมัคร”
”ส่วนเล้าไก่น่ะอยู่ข้างกำแพงของแปลงผัก”
”เธอจะเลี้ยงได้มากแค่ไหนขึ้นอยู่กับเธอเอง แต่คงไม่ค่อยดีนักถ้าไก่ที่เธอเลี้ยงไปกินอาหารของคนอื่น”
หลังจากสอบถามแล้ว เจียงหว่านก็เดินกลับมาพร้อมกับไข่สองฟอง
เมื่อเปิดประตู เฉียวเหลียนเฉิงก็เงยหน้าขึ้นมอง
“ไปเอาไข่มาจากไหน?”
ไข่ในมือของเจียงหว่านแจ่มชัดจนยากจะมองไม่เห็น
“พี่สะใภ้เฉินให้มาน่ะ” เธอยกไข่ในมือด้วยรอยยิ้มสดใส หันกลับไปหยิบชามแล้วใส่มันไว้
เฉียวเหลียนเฉินประหลาดใจ เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนทั้งสองคนเกือบจะฆ่ากันอยู่เลย แต่วันนี้กลับมาให้ไข่กันแล้ว?
มิตรภาพของผู้หญิงช่างแปลกประหลาดนัก!
”เลิกเรียนกันแล้วเหรอ?” เจียงหว่านวางชามไว้ที่มุมห้องเพราะกลัวมันจะแตก
ผิงอันที่กำลังเขียนตัวเลขอยู่ หันหน้าไปมองไข่ จากนั้นก็หันไปเขียนต่อ
เฉียวเหลียนเฉิงส่งเสียงรับ “ผมให้การบ้านผิงอันไว้ พรุ่งนี้คุณดูเขาทำการบ้านด้วย อย่าปล่อยให้ออกไปเล่นจนกว่าจะทำเสร็จล่ะ”
เจียงหว่านรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “นายไม่คาดหวังกับฉันสูงไปหน่อยเหรอ?”
หากพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับผิงอัน อีกฝ่ายแน่ใจหรือว่าพวกเขาจะไม่ทะเลาะแทนที่จะจดจ่อกับการบ้าน?
เฉียวเหลียนเฉิงชำเลืองมองเธออย่างดูถูก เขาดูไม่พอใจนัก
“ก็แค่จับตาดูเด็กทำการบ้าน ไม่ใช่เรื่องใหญ่สักหน่อย”
เจียงหว่านเห็นว่าผิงอันกับเฉียวเหลียนเฉิงต่างก็มองมาที่เธอ
ความแตกต่างคือดวงตาของเฉียวเหลียนเฉิงเต็มไปด้วยการประชดประชัน
ส่วนดวงตาของผิงอันเต็มไปด้วยความโกรธ
เจ้าเด็กนี่!
เจียงหว่านลอบหัวเราะเยาะในใจ แต่กลับทำหน้าไร้เดียงสา
“พรุ่งนี้ฉันมีเรื่องต้องทำจริง ๆ ฉันอยากไปเปิดทุ่งผัก”
ได้ยินอย่างนั้น เฉียวเหลียนเฉิงถึงกับประหลาดใจ “คุณปลูกผักเป็นเหรอ?”
หลังจากหยุดครู่หนึ่ง เขาพูดต่อว่า “คุณอยากปลูกผักเหรอ?”
เจียงหว่านรู้สึกหดหู่ใจ “จะยากอะไรล่ะ? ปลูกผักมันผิดตรงไหน? อย่างมากที่สุดก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกมันจะโตได้ดีหรือเปล่า”
เฉียวเหลียนเฉิงเงียบไป
เมื่อเจียงหว่านมาที่นี่ครั้งแรก เขาเองก็แนะนำให้เธอปลูกผักเหมือนภรรยาทหารคนอื่น ๆ
เขาทำกระทั่งแนะนำวิธีการเลี้ยงลูกไก่
แต่เจียงหว่านพูดว่าอะไร?
เธอพูดว่า ‘ฉันแต่งงานกับนายเพราะคิดว่าอยู่กับนายแล้วจะสบายหรอกนะ ถึงตายฉันก็ไม่ปลูกผักหรอก!’
เขาจะรู้ได้ยังไงว่าเจ้าของร่างเดิมรักษาคำพูดจริง ๆ
เฉียวเหลียนเฉิงมองไปทางอื่น “ถ้าคุณอยากปลูกผัก ผมต้องไปยื่นสมัครแปลงผัก คุณแน่ใจเหรอว่าต้องการปลูกผักจริง ๆ?”
เจียงหว่านตอบอย่างมั่นใจ “ใช่ ตลอดเจ็ดเดือนนี้ฉันจะปลูกผัก แต่ถ้าเลี้ยงไก่ จะดีที่สุดถ้านายซื้อไก่โตเต็มวัยที่พร้อมออกไข่ได้มาเลย ไม่อย่างนั้นคงจะไม่มีโอกาสกินแน่”
ราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่างได้ ริมฝีปากของเจียงหว่านโค้งเป็นรอยยิ้มขี้เล่น
”แต่ถ้านายต้องการให้เจียงเสวี่ยเป็นแม่เลี้ยงของผิงอันหลังจากที่ฉันจากไป นายก็ไม่จำเป็นต้องซื้อไก่หรอก ฉันได้ยินมาว่าเธอไม่ได้ทำแปลงผัก!”
ตอนแรกเธอแค่พูดหยอกเล่น แต่พอนึกทีหลังก็ตลกดี
เจียงเสวี่ยดูเป็นสาวชาวเมืองที่ถูกเอาอกเอาใจ ผู้หญิงแบบนี้เลี้ยงดูไม่ได้ง่าย ๆ!
เฉียวเหลียนเฉิงลุกขึ้นเดินออกไปโดยไม่สนใจ
“ผมจะไปสมัครให้คุณตอนนี้ คุณดูผิงอันที แล้วพรุ่งนี้คุณพาผิงอันไปที่ลาน เขาจะเรียนบนลาน ส่วนคุณปลูกผักไป คงไม่เสียเวลามากหรอก”
หลังจากพูดจบ เขาก็เปิดประตูและเดินออกไป
ส่วนเจียงหว่านมองไปที่ผิงอันอย่างหดหู่ใจ
ผิงอันจึงตะโกนด้วยความโกรธ “มองอะไร ฉันจะไม่ตามเธอไปหรอกนะ!”
……
เจียงหว่านแค่นเสียงเยาะเย้ย “ทำเหมือนกับว่าฉันเป็นห่วงเธอมากงั้นแหละ ถ้าเธอมีความสามารถก็พูดเปลี่ยนใจพ่อเธอสิ พวกเราทุกคนจะได้มีความสุข!”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ผิงอันก็ตัวแข็งทื่อไปทันที
ราวสิบโมงเย็น เฉียวเหลียนเฉิงก็เดินกลับมา
แม้ว่าเสียงฝีเท้าจะเบามาก แต่เจียงหว่านก็ได้ยิน
ไฟในห้องไม่ได้เปิด มีเพียงแสงจันทร์สว่างจ้าสาดส่องเข้ามา เธอจึงมองเห็นชายร่างกายกำยำถือของมากมายมาวางลงบนพื้นอย่างแผ่วเบา
ส่วนผิงอันเข้านอนที่เตียงเด็กไปแล้ว
เจียงหว่านกำลังจะถามว่าเขาเอาอะไรมา แต่ทางเฉียวเหลียนเฉิงวางของลง คว้าเอากะละมังและเดินออกไปเสียแล้ว
เจียงหว่านลุกขึ้นมาเปิดไฟ ก่อนเห็นเครื่องมือการเกษตร รวมทั้งพลั่ว จอบ และคราด
เมื่อดูดี ๆ พวกมันยังมีคราบสกปรกติดอยู่เลย
เจียงหว่านรู้สึกประหลาดใจมาก เฉียวเหลียนเฉิงออกไปหลังหนึ่งทุ่ม แต่ตอนนี้มันสี่ทุ่มแล้ว
เป็นไปได้ไหมว่าเขาขุดดินมาตลอดสามชั่วโมง?
หลังจากนั้นไม่นาน เฉียวเหลียนเฉิงก็กลับมา แต่พอเขาเปิดประตู กลับมีไอน้ำลอยเข้ามาด้วย
“นายไปอาบน้ำมาเหรอ?” เจียงหว่านถามด้วยความประหลาดใจ เมื่อมองไปที่ผมเปียกชื้นของชายหนุ่ม
เฉียวเหลียนเฉิงส่งเสียงรับคำ “ผมทำคุณตื่นเหรอ? ขอโทษนะ”
ขณะที่พูดนั้น เขาก็วางกะละมังลง แขวนผ้าเปียก พลางพูดว่า
“คำขอที่ดินได้รับการอนุมัติแล้ว ระหว่างทางผมเลยไปถางดินมา”
“ที่ดินผืนนั้นไม่เคยมีการเพาะปลูก ดินเลยแข็งมาก ผมกลัวว่าคุณจะปลูกอะไรไม่ได้”
เขาพูดราวกับว่ามันไม่สำคัญเลย
ทำให้เจียงหว่านรู้สึกประหลาดใจกว่าเดิม “นายนี่ทำอะไรรวดเร็วดีนะ ปรับหน้าดินเสร็จแล้วเหรอ?”
เฉียวเหลียนเฉิงส่ายหัว “ยัง ไม่มีทางที่จะทำได้เร็วขนาดนั้นหรอก ผมทำไปแค่หนึ่งในสามเท่านั้น”
“สำหรับเรื่องที่ดิน วันนี้ผมไปแจ้งฝ่ายจัดส่งแล้ว พรุ่งนี้ผมจะเขียนใบสมัครไปส่งอีกที”
ขณะที่พูด เขาก็เดินไปที่เตียง หยิบผ้าปูที่นอนแล้วโยนลงบนพื้น!
เจียงหว่านรีบเรียกเขา “ผมนายยังเปียก นอนแบบนี้ไม่ดีต่อสุขภาพนะ เช็ดผมให้แห้งก่อนสิ”
เฉียวเหลียนเฉิงพูดอย่างเฉยเมย “ไม่ต้องหรอก ผมชินแล้ว กว่าผมจะแห้งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ พรุ่งนี้เช้าผมต้องไปทำอย่างอื่นอีก”
หลังจากปูพื้น เขาก็กำลังจะนอน
เจียงหว่านมองไปที่เตียงของเธอ จากนั้นมองไปที่พื้นโทรม ๆ อย่างรู้สึกผิด
เธอเดินไปถึงตัวเขาในไม่กี่ก้าวโดยไม่สนใจอะไร ดึงผ้าขนหนูที่ซักเมื่อวานนี้จนขาวขึ้นประมาณหนึ่งมาคลุมศีรษะของเฉียวเหลียนเฉิง
“หยุด อย่าขยับนะ ฉันจะเช็ดให้ ถึงไม่แห้งสนิทก็ควรจะให้มันหมาด ๆ ไม่งั้นจะปวดหัวตอนแก่เอา”
แม้จะออกคำสั่งเสียงแข็ง แต่การกระทำของเธอกลับอ่อนโยนมาก
ทันทีที่เธอใช้ผ้าขนหนูคลุมตัวเขา เฉียวเหลียนเฉิงก็เกือบจะลงไม้ลงมือ
เขาฝึกกังฟู ร่างกายของเขาจึงพัฒนาการตอบสนองตามสัญชาตญาณ
เฉียวเหลียนเฉิงพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อหยุดอีกฝ่าย แต่ก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไร มือของเจียงหว่านก็วางบนหัวของเขาซะแล้ว
เฉียวเหลียนเฉิงเป็นชายหนุ่มสูง 180 เซนติเมตร แต่เพราะตอนนี้กำลังนั่งอยู่บนพื้น หัวของเขาจึงสูงแค่หน้าอกของเจียงหว่านเท่านั้น
เมื่อสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนของเจียงหว่าน มันทำให้ร่างกายของชายหนุ่มแข็งทื่อทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขารู้สึกถึงอุณหภูมิที่ส่งผ่านมาจากร่างกายของอีกฝ่าย จู่ ๆ เฉียวเหลียนเฉิงก็นึกถึงฉากที่ทั้งสองอยู่ด้วยกันในคืนนั้น
แม้ครั้งนั้นเขาจะถูกมอมยา จนร่างกายปั่นป่วน หากแต่จิตใจกลับผ่องใส
เขาไม่มีวันลืมเหตุการณ์ในวันนั้นได้เลย
สำหรับเฉียวเหลียนเฉิง คืนนั้นเป็นความอัปยศและเป็นอดีตที่เขาไม่อยากนึกถึงไปตลอดชีวิต
ทว่าตอนนี้ ฉากนั้นกลับมาฉายชัดขึ้นในใจของเขาอีกครั้ง