เกิดใหม่เป็นภรรยาสุดโหดยุค 80 - บทที่ 80 ไหวพริบอันน่าตกใจของโจวจินหนาน
บทที่ 80 ไหวพริบอันน่าตกใจของโจวจินหนาน
(TW: มีฉากทำร้ายจิตใจคนรักสัตว์)
ครั้นไป๋หลางเห็นโจวจินหนาน ก็ดูราวกับว่ามันได้ใช้กำลังทั้งหมดที่มีจนหมดแล้ว มันจึงครางต่ำไม่กี่ครั้งแล้วก็ล้มลง
แม้โจวจินหนานจะมองไม่เห็น ทว่าเพียงได้ยินเสียงเขาก็รู้แล้วว่าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับไป๋หลาง เขาใช้มือคลำทางไปหามันพลางร้องตะโกน “รีบโทรหาเกาจ้านเร็ว”
โจวเฉิงเหวินรีบวิ่งไปโทรศัพท์หาเกาจ้านโดยไว
หัวใจของสวี่ชิงราวกับถูกบีบรัด ขณะนั่งยองๆ อยู่ข้างโจวจินหนาน “ไป๋หลางบาดเจ็บที่คอ เนื้อเปิดจนเห็นกระดูกเลยค่ะ”
โจวจินหนานลูบสำรวจตรงคอของไป๋หลางเบา ๆ ในอากาศนอกจากมีกลิ่นคาวเลือดแล้ว ยังมีกลิ่นไหม้ของขนเจือปนอยู่ด้วย
“รอบคอของมันมีรอยไหม้ด้วยใช่ไหม?”
สวี่ชิงมองแล้วก็พยักหน้า “ใช่ค่ะ รู้สึกเหมือนโดนอะไรระเบิดใส่เลย”
ในบ้านไม่มีสิ่งไหนที่สามารถระเบิดได้ หรือว่ามีคนจงใจฆ่าไป๋หลาง?
สวี่ชิงครุ่นคิดอยู่ข้างตัวโจวจินหนาน รู้สึกว่าผู้ต้องสงสัยมีมากเกินไป คิดไม่ทันไรเธอก็วิ่งไปที่ห้องของโจวจินหนาน หยิบผ้าพันแผลกับผงยาโรยแผลออกมา
ของเหล่านี้เธอในโลกก่อนรู้ว่ามันวางอยู่ตรงไหน และเป็นเพราะโจวจินหนานมองไม่เห็น ดังนั้นสิ่งของต่างๆ จึงถูกวางเอาไว้ในตำแหน่งที่ไม่ขยับไปไหนง่าย ๆ
ดังนั้นพอสวี่ชิงเข้ามาในห้อง เธอก็แทบไม่ต้องเสียเวลาหาของ ได้ของก็วิ่งออกมาแล้ว “บาดแผลใหญ่มาก คิดว่าน่าจะต้องเย็บแผลนะคะ ฉันโรยผงยาใส่แผลมันแล้ว ทำให้เลือดหยุดไหลก่อนค่อยว่ากัน”
โจวจินหนานพยักหน้า ส่วนมือก็คอยลูบศีรษะไป๋หลาง
ไป๋หลางที่ใกล้สิ้นลมไหนเลยจะมีความองอาจอย่างในเวลาปกติได้ มันนอนราบอยู่กับพื้นไม่ขยับไปไหน พลางส่งเสียงครางอย่างอ่อนแรง
สวี่ชิงโรยผงยาในขวดลงบนปากแผล ยิ่งมองก็ยิ่งสะเทือนใจ ไป๋หลางต้องมีจิตใจที่มั่นคงและเข้มแข็งเพียงใดมันจึงจะกลับมายืนหยัดได้
โรยผงยาเสร็จก็นำผ้าพันแผลพันไว้
เฉิงหยิงมองอยู่ข้าง ๆ กระทืบขาอย่างเสียใจ“สวรรค์ ใครมันเป็นคนใจคออำมหิตทำเรื่องแบบนี้ เหตุใดลงมือทำร้ายหมาตัวหนึ่งได้เลือดเย็นแบบนี้”
ครั้นสวี่ชิงกำลังจะไปล้างมือ เกาจ้านก็วิ่งเข้ามา
พอเห็นสภาพของไป๋หลาง เขาก็ตกใจเช่นเดียวกัน “ทำไมถึงเป็นแบบนี้”
โจวจินหนานลุกขึ้น “รีบพามันไปส่งให้เหล่าเฉินเร็ว มันถูกคนใช้ปืนพลุทำมือยิง ยังดีที่กำลังปืนไม่ได้รุนแรงมาก และไม่ได้ถูกยิงตรงจุดตาย”
เกาจ้านไม่พูดมาก วิ่งเข้าไปใช้แรงไม่น้อยในการอุ้มไป๋หลางขึ้น “ให้ตายเถอะ อย่าให้รู้นะว่าไอ้ชาติชั่วตัวไหนเป็นคนทำ พ่อจะจับมันเฉือนเป็นชิ้นเลย”
เขาสบถด่าขณะที่วิ่งออกไปข้างนอก
สวี่ชิงประคองโจวจินหนานออกไปพร้อมกัน เกาจ้านนำไป๋หลางวางไว้เบาะหลังอย่างระมัดระวัง แล้วให้โจวจินหนานนั่งข้างคนขับ มองสวี่ชิงแล้วพูดว่า “พี่สะใภ้ คุณกลับไปก่อนเถอะ เราสองคนต้องเข้าเมือง โรงพยาบาลในค่ายทหารมีแพทย์ฝีมือดี ไป๋หลางต้องไม่เป็นอะไรแน่”
ถึงสวี่ชิงอยากไปด้วยก็ไม่มีที่ให้นั่งแล้วเช่นกัน เธอจึงโบกมือปัด “พวกคุณรีบไป เดินทางระวังด้วยนะคะ”
เกาจ้านตอบตกลง ก่อนจะขึ้นรถแล้วสตาร์ทเครื่องออกไป
เมื่อออกมาจากเขตบริเวณบ้านแล้ว เกาจ้านถึงเอ่ยปากพูด “นายว่านี่เหมือนเป็นฝีมือของใคร หรือว่าเป็นฝีมือศัตรูของนาย?”
โจวจินหนานส่ายหน้า “ถ้าเป็นคนพวกนี้ ไป๋หลางคงไม่มีชีวิตรอดจนถึงตอนนี้หรอก อีกอย่างตอนนี้พวกเขาก็ถูกคนของพวกเรากัดไม่ปล่อยอยู่ ไม่น่าจะกล้าโผล่หัวออกมาได้”
เกาจ้ารเริ่มแปลกใจ “แล้วนายคิดว่าใครเป็นคนทำ”
โจวจินหนานเม้มปากแน่น กดข่มความโกรธเอาไว้ไม่พูดอะไรออกมา
เกาจ้านเริ่มคาดเดา “หรือนายคิดว่าเป็นคนในครอบครัวสวี่ชิง พวกนายแต่งงานแต่ไม่เชิญพวกเขา ดังนั้นเลยผูกใจเจ็บ ปืนพลุทำมือแบบนั้นมีคนทำเป็นเยอะอยู่นะ อุปกรณ์ในโรงงานรถยนต์ยิ่งมีเยอะเข้าไปใหญ่”
โจวจินหนานมุ่นคิ้ว “ไม่ใช่พวกเขาหรอก”
จู่ ๆ เขาก็นึกถึงปัญหาบางอย่างขึ้นมาได้ “นายรู้หรือเปล่าว่าผ้าพันแผลกับผงยาในห้องฉันวางอยู่ตรงไหน”
เกาจ้านประหลาดใจ “ต้องรู้อยู่แล้วน่ะสิ ก็อยู่ในลิ้นชักชั้นที่สองของตู้เสื้อผ้าไง ฉันนี่แหละเป็นคนใส่ไว้ ทำไมฉันจะไม่รู้”
โจวจินหนานไม่พูด ทว่าในใจนึกแปลกใจว่าทำไมสวี่ชิงถึงรู้เช่นกัน!
เมื่อลองนับดูแล้ว สวี่ชิงเคยมาที่ห้องเขาเพียงสองครั้ง อีกทั้งยังเป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เดิมทีก็ไม่น่าจะรู้ว่าสิ่งของวางอยู่ตรงไหนได้ แต่เมื่อครู่ตอนที่สวี่ชิงวิ่งไปเอายา เธอกลับไม่ถามใครเลย
วิ่งไปวิ่งกลับก็ใช้เวลาน้อยมาก เห็นได้ชัดว่าเธอพุ่งเข้าไปในห้องด้วยวัตถุประสงค์อะไร และยังออกมาอย่างรวดเร็วอีกด้วย
ดังนั้น ทำไมสวี่ชิงถึงรู้?
เกาจ้านแปลกใจ “ทำไมจู่ ๆ นายถึงถามเรื่องนี้ล่ะ”
โจวจินหนานส่ายหน้า “ไม่มีอะไร ฉันถามไปงั้นแหละ”
เกาจ้านหัวเราะแห้ง “นายเป็นคนชอบถามคนอื่นส่ง ๆ หรือไง เวลาที่นายต้องการถามอะไรใคร ก็หมายความว่านายมีจุดประสงค์! นายยังจำได้ไหม มีครั้งหนึ่งตอนอยู่ในค่าย นายถามทหารใต้บัญชาคนหนึ่งว่าเมื่อเช้ากินอะไร สุดท้ายนายก็พบว่าตอนฝึกเขาแอบกินแตงโม แอบกินเสบียงของกองทัพ”
โจวจินหนานไม่สนใจเสียงพูดพล่ามของเกาจ้าน เอนศีรษะพิงเบาะแล้วหลับตาครุ่นคิด
ไป๋หลางที่นอนอยู่เบาะหอบหายใจหนักขึ้น มันร้องครางอย่างเจ็บปวดเป็นพัก ๆ
เกาจ้านขับรถออกนอกประตูรั้วไปด้วยความรวดเร็ว
สวี่ชิงมองรถจากไปแล้วถึงค่อยหันตัวกลับไป เธอไปล้างมือที่บ่อน้ำในสวนก่อน
เฉิงหยิง โจวเฉิงเหวิน ซูฮู่ยหรูยังคงยืนอยู่หน้าชานบ้าน
จนะกระทั่งสวี่ชิงเดินมา เฉิงหยิงก็พูดต่อว่า “บาปกรรมแท้ ๆ ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับไป๋หลางหรือเปล่า ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับมัน ต่อไปจินหนานคงเดินไปไหนมาไหนไม่สะดวกแน่”
สวี่ชิงส่ายหน้า “ขนาดบาดเจ็บหนักเพียงนั้น ไป๋หลางยังวิ่งมาไกลถึงขนาดนี้ได้ ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ตั้งแรก พวกเราน่าจะเอามันออกมาด้วยน่ะค่ะ”
ยิ่งคิดก็ยิ่งโทษตัวเอง ถ้าพาไป๋หลางมาด้วยก็คงไม่เกิดเรื่องขึ้น
โจวเฉิงเหวินถอนหายใจ “เอาล่ะ กินข้าวก่อนเถอะ ไป๋หลางน่าจะไม่เป็นอะไร”
เหยียนเฉียวอวี้ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวก็ออกมาจากห้องทางทิศใต้ ครั้นเห็นพวกสวี่ชิงยังยืนอยู่หน้าห้องอาหาร แล้วก้มมองรอยเลือดบนพื้น ก็อุทานอย่างตกใจ “ได้ยินว่าเกิดเรื่องกับไป๋หลางหรือคะ เสียงดังน่าสงสัยจังเลย พวกคุณยืนทำอะไรกันอยู่ตรงนี้? รีบไปกินข้างกันเถอะค่ะ อย่าทำให้เรื่องสัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่ง มาทำให้ไม่ได้กินข้าวเลยค่ะ”
ในสายตาของหล่อน ไป๋หลางก็คือสุนัข ที่ชนบทจะเลี้ยงสุนัขเอาไว้เยอะ ๆ พอถึงฤดูร้อนก็มีคนเอาเนื้อหมาไปกิน
เหมือนกับปีก่อนหน้านี้ในตอนที่วิถีชีวิตไม่ดี พอถึงฤดูหนาว โจวเฉิงเฉียนก็จะวิ่งไปจับสุนัขบนถนนกลับมากิน
รอจนคนเลี้ยงสุนัขมา แม้แต่ขนก็ไม่มีให้เห็น
ดังนั้นเหยียนเฉียวอวี้จึงคิดว่าไป๋หลางตายไปก็เท่านั้น ไม่ได้รู้สึกแปลกใจหรือตกใจอะไรมาก
สวี่ชิงมองสำรวจเหยียนเฉียวอวี้ ตอนที่เธอเจออีกฝ่ายครั้งแรก ทำไมถึงได้คิดว่าหล่อนเป็นคนอบอุ่นซื่อตรงได้กันนะ
ตอนนี้ดูเหมือนว่าเธอจะถูกตบตาเข้าเสียแล้ว
เฉิงหยิงไม่พอใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น โบกมือ “พอแล้ว ไป๋หลางไม่ใช่แค่หมาตัวหนึ่ง คำพูดของเธอเมื่อครู่พูดให้มันน้อย ๆ หน่อย”
จากนั้นก็เรียกสวี่ชิง “ไปกันเถอะ พวกเรากลับไปกินข้าวก่อน”
เพราะสวี่ชิงยังจำบาดแผลของไป๋หลางได้ติดตาม จึงไม่รู้สึกอยากอาหาร กินน้ำซุปไก่ชามเดียว รอจนโจวอคังอันกับเฉิงหยิงกลับห้องพักผ่อน ถึงกลับห้องของโจวจินหนาน
เมื่อพักจนไม่เป็นไรแล้ว ก็จัดเก็บยาที่ล้มคว่ำตอนหยิบยาในลิ้นชักให้เรียบร้อย พบว่ายาใช้ภายนอกเป็นยาที่มีมากที่สุด จากนั้นก็คือยาแก้ปวด
ยังมียาแอสไพรินหนึ่งขวด
สวี่ชิงมองขวดยา ต่อมายาพวกนี้ก็ไม่ได้ผลิตแล้ว เพราะภายในส่วนผสมมีบางอย่างทำให้คนเสพติด แต่ตอนนี้โจวจินหนานยังต้องพึ่งยาพวกนี้บรรเทาอาการปวดอยู่
คิดแล้วเธอก็ชักเป็นห่วงโจวจินหนาน
จัดลิ้นชักเรียบร้อยแล้ว ก็จัดห้องอย่างง่าย ๆ ใช้ไม้ปัดขนไก่ปัดฝุ่นบนโต๊ะ
ประตูห้องถูกเปิดเบา ๆ พร้อมกับโจวจินซวนเข้ามาโดยไม่ให้สุ่มให้เสียง….
……………………………………………………………………………………………………………………..
สารจากผู้แปล
น่าสงสัยจริงๆ ว่าใครทำร้ายไป๋หลาง หากไม่ใช่คนทางบ้านสวี่ชิง
ชิงชิง ระวังตัวด้วยค่ะ มีคนลอบเข้ามาทำมิดีมิร้ายแล้ว
ไหหม่า(海馬)