เกิดใหม่เป็นภรรยาสุดโหดยุค 80 - บทที่ 64 ก่อนงานแต่ง
บทที่ 64 ก่อนงานแต่ง
สวี่ชิงคิดว่าเฟิงซูฮวาอาจสังเกตเห็นบางอย่าง เธอจึงรีบพลิกอาหารในกระทะพลางเอ่ยเสียงเรียบเท่าที่เป็นไปได้ “ฉันได้ยินฟางหลานซินกับสวี่หรูเยว่คุยกับเมื่อไม่กี่วันก่อนน่ะค่ะ เลยรู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับฉันไม่ใช่เรื่องธรรมดา”
เฟิงซูฮวาไม่เคยถามเรื่องของสวี่ชิงมาก่อน นางก็ดูเหมือนจะสนใจขึ้นมา “ทำไมถึงไม่ธรรมดาล่ะ”
สวี่ชิงย้อนนึกถึงวันเกิดเหตุ ก่อนหัวเราะกับตนเอง “เป็นความผิดของฉันที่ไม่ทันได้ระวังตัวเหมือนกันค่ะ”
เฟิงซูฮวานิ่วหน้า “เด็กโง่ จะเป็นความผิดของหลานได้ยังไง ใครจะไปคิดว่าคนพวกนั้นจะใจร้ายขนาดนี้ หลี่ต้าหย่งส่งคนมาเหรอ แต่สุดท้ายหลานก็ไม่ได้เจอกับคนที่พวกเขาส่งมาใช่ไหม”
สวี่ชิงบอก “ค่ะ ฉันก็ไม่รู้ว่าเป็นใครเหมือนกัน”
เฟิงซูฮวาถาม “แล้วถ้าหลานรู้ว่าเป็นใครล่ะ”
เธอยกตะหลิวขึ้น สายตาพลันเย็นชาพร้อมสีหน้าขึงขัง “ถ้ารู้ว่าเป็นใคร ฉันจะตอนเขาแล้วเอาให้หมากินเลยค่ะ!”
โจวจินหนานที่ยืนอยู่ด้านนอกครัวรู้สึกเสียววาบกะทันหัน และไม่รู้ว่าจะผลักประตูเข้าไปดีหรือไม่
ทว่าเจ้าไป๋หลางกลับตื่นเต้นขึ้นมาเมื่อได้ยินคำว่าหมา จึงส่งเสียงเห่าสองครั้ง
สวี่ชิงตักอาหารในกระทะขึ้น ขณะตะโกนบอกเฟิงซูฮวาว่าไม่ต้องเติมฟืนใส่เตาแล้ว ก่อนรีบก้าวไปทางประตู เมื่อเห็นโจวจินหนานยืนอยู่ก็เอ่ยอย่างอารมณ์ดี “พี่จินหนานมาถึงแล้ว ได้เวลากินอาหารพอดี ฉันจะพาคุณไปล้างหน้าก่อนนะคะ”
เธอบอกพลางจับแขนจินหนาน และรู้สึกว่าร่างกายเขาเกร็งเล็กน้อย ก็คิดว่าเป็นผลข้างเคียงจากยา จึงนึกเป็นห่วง “คุณไม่สบายตรงไหนหรือเปล่าคะ รู้สึกดีขึ้นหรือยัง”
โจวจินหนานพึมพำตอบ “ผมสบายดีครับ”
แต่ในใจยังเป็นกังวล หากสวี่ชิงรู้ความจริงเรื่องนี้ ด้วยนิสัยเด็ดเดี่ยวของเธอแล้ว เธออาจทำอย่างที่บอกจริงๆ ก็เป็นได้!
เขาสัมผัสได้ถึงเหงื่อเย็นที่ผุดขึ้นแผ่นหลังอย่างบอกไม่ถูก
สวี่ชิงเดินไปยังบ่อน้ำและตักน้ำเย็นเทลงอ่าง ก่อนนำมาให้โจวจินหนาน “ฉันวางผ้าบนไหล่คุณให้นะคะ เดี๋ยวฉันจะไปจัดโต๊ะอาหารก่อน”
โจวจินหนานไม่พูดไม่จาตลอดมื้ออาหาร ซึ่งสวี่ชิงไม่ได้คิดมาก เพราะเขาไม่ใช่คนช่างพูดอยู่แล้ว
ผิดกับสวี่ชิงที่พูดมาก “คุณย่าคะ ฉันซื้อผ้าแดงมาเยอะเลยค่ะ เดี๋ยวจะวัดตัวแล้วตัดชุดใหม่ให้นะคะ”
เฟิงซูฮวาดวงตาเป็นประกาย “สีแดงเหรอ ย่าก็ชอบสีแดงที่สุดนะ แต่ถ้าใส่ไปจะไม่ถูกหัวเราะใส่เหรอ”
สวี่ชิงไม่สนใจ “ไม่ต้องสนใจคำพูดคนอื่นหรอกค่ะ ขอแค่เรามีความสุขก็พอ อีกอย่างเราก็สวมเสื้อผ้าใหม่ไม่ได้ล่อนจ้อน คนอื่นจะมาหัวเราะอะไรได้ล่ะคะ”
ทันใดนั้นนางก็ยกยิ้มและเบิกตากว้าง “ดีเลย ย่าจะใส่ในวันแต่งงานของหลาน”
สวี่ชิงจิ้มแผ่นแป้งยื่นให้โจวจินหนาน “พี่จินหนาน เราไม่มีญาติที่นี่ เลี้ยงอาหารโต๊ะเดียวน่าจะพอนะคะ”
เธอไม่คิดเชิญฟางหลานซินกับสวี่จื้อกั๋ว หากพวกเขาจะมาก็ให้ไปหาที่นั่งตามความพอใจแล้วกัน
เฟิงซูฮวาพยักหน้า “ชิงชิงมีอาหญิงสองคน ทั้งคู่อยู่ย่านชนบทกัน ไม่ต้องรบกวนให้เดินทางมาก็ได้”
โจวจินหนานครุ่นคิดครู่หนึ่ง “เชิญมาเถอะครับ ผมขอที่อยู่พวกท่านหน่อย เดี๋ยวจะส่งคนไปเชิญครับ ถ้าพวกท่านจะมาแล้วไม่มีรถ ผมจะส่งคนไปรับเองครับ”
สวี่ชิงไม่ค่อยรู้จักอาหญิงทั้งสองมากนัก จึงไม่ได้สนิทสนมกันมาก
ในชีวิตก่อนก็ไม่ได้ติดต่อกันเท่าไร อีกทั้งเฟิงซูฮวายังตัดขาดจากพวกหล่อนหลังการตายของเธอ
อาหญิงทั้งสองเป็นคนประเภทหัวอ่อนและอยู่ใต้อาณัติของผู้ชาย
เฟิงซูฮวากลับไม่ใส่ใจ “ถ้าไม่สะดวกก็ไม่จำเป็นต้องส่งคนไปรับหรอก พวกหล่อนก็ไม่ใช่คนดีเท่าไร”
เรื่องหนึ่งที่สวี่ชิงออกจะแคลงใจคือเฟิงซูฮวาเป็นคนดีขนาดนี้ ทำไมลูกทั้งสามคนที่เลี้ยงมาถึงไม่เอาถ่านสักคน
เพราะมีคำถามในใจ จึงอดถามขึ้นไม่ได้ “ย่าคะ อากับพ่อนิสัยเป็นยังไงเหรอคะ”
นางกลืนเจียนปิ่งในปากอย่างไม่ยี่หระ “ไม่รู้ว่าไปได้นิสัยมาจากใคร บางทีอาจเป็นพ่อแม่บังเกิดเกล้าของพวกเขา ไม่ใช่ลูกของย่าแท้ๆ สักหน่อย”
สวี่ชิง “?”
เธอไม่เคยรู้เลยว่ามีเรื่องแบบนี้ด้วย
เฟิงซูฮวาไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นความลับ หากใครมาถามนางก็คงจะบอกไป เพียงแค่ไม่มีใครมาถามเท่านั้น พวกเขาจึงคิดว่านางเป็นแม่ม่ายลูกสามกัน
“ปู่กับย่าไม่ได้มีลูกด้วยกันหลังแต่งงาน ปู่เขากลัวคนจะดูถูกย่า เลยพาพ่อหลานมาเลี้ยง ตอนหลังก็รับอาใหญ่กับอารองมาเลี้ยงทั้งที่ต้องเอาตัวรอดจากความอดอยาก”
กล่าวโดยสรุปก็คือ สวี่ชิงรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่น่าปวดใจ
เฟิงซูฮวาหยิบแผ่นแป้งขึ้นมาอีกแผ่น ก่อนเอ่ยขณะคีบมันฝรั่งซอย “ดีที่โลกนี้มีเรื่องร้ายจะได้เห็นธาตุแท้ของคนเรา เพราะฉะนั้นต้องผ่านเรื่องราวบางอย่างก่อนถึงจะรู้ว่าใครจริงใจด้วย ใครที่มีรอยยิ้มบังหน้าแต่ในใจอยากให้เราตายเต็มที”
สวี่ชิงนิ่งเงียบไปชั่วขณะ รู้สึกเหมือนผู้เป็นย่ากำลังบอกบางอย่างกับตนเอง
หลังมื้อเที่ยง เฟิงซูฮวาไปนอนงีบ ในขณะที่สวี่ชิงกำลังจะพาโจวจินหนานขี่จักรยานกลับพอล้างจานเสร็จ
โจวจินหนานนึกถึงเอวบางที่ตนเองกอดในครั้งนั้น ราวกับหากเขาออกแรงจะทำให้มันหักได้ จึงปฏิเสธเสียงแข็ง “ไม่ต้องหรอกครับ เดี๋ยวเกาจ้านเลิกงานแล้วจะมารับผม คุณอยากตัดเสื้อผ้าไม่ใช่เหรอครับ อย่าเสียเวลาไปกลับเลย”
เธอเกรงใจที่ต้องรบกวนเกาจ้านทุกครั้ง “พี่เกาน่าจะยุ่งมาก คุณไปรบกวนเขาทุกครั้งไม่ดีหรอกค่ะ แล้วฉันก็ขี่จักรยานแข็งด้วยนะคะ”
ในขณะที่เธอพยายามโน้มน้าวโจวจินหนาน เกาจ้านก็มาถึงพร้อมถุงข้าวของใบโต
เขาวางถุงลงตรงหน้าเธอ “นี่เป็นกระดาษแดงบัตรเชิญส่วนหนึ่งครับ แล้วก็มีเมล็ดแตงโมกับลูกอมถั่ว ผมให้คนมาช่วยต้อนรับแขกในวันงานแล้ว ไม่พอค่อยกลับไปซื้อน่ะครับ”
สวี่ชิงลำบากใจ “ไม่ต้องช่วยเราแล้วละค่ะ”
เกาจ้านไม่ถือสา “งั้นเชิญเพื่อนบ้านมาเลี้ยงอาหารก่อนงานแต่งสิครับ มาสังสรรค์กัน โจวจินหนานบอกว่าถ้าผู้หญิงคนอื่นจะแต่งงานก็มักจะทำกัน”
สวี่ชิงมองหน้าโจวจินหนาน เจ้าตัวนั่งนิ่งพร้อมสีหน้าเฉยเมย ไม่เหมือนคนที่เอาใจใส่ขนาดนี้
เธอยิ้มตาหยี “ขอบคุณนะคะ”
โจวจินหนานเกร็งเล็กน้อย “ไม่เป็นไรครับ”
รอยยิ้มเธอยิ่งกว้าง เห็นได้ชัดว่าในตอนนี้คนเฉยชากลับทำตัวไม่ถูกเพราะได้รับคำขอบคุณ ชวนให้ดูน่ารักผิดกับภาพลักษณ์ ดูน่าเอ็นดูไม่น้อย
หลังออกไปส่งโจวจินหนานกับเกาจ้าน สวี่ชิงไม่เพียงแต่ยุ่งกับการเรียนกับเฟิงซูฮวา แต่ยังง่วนกับการตัดชุดให้พวกเขาอีกด้วย
เพราะไม่มีจักรเย็บผ้า จึงทำได้เพียงวัดตัวที่บ้าน ตัดชิ้นผ้าและนำไปเย็บที่บ้านเพื่อนบ้าน
แม้ไม่มีเวลามาสนใจฟางหลานซินและสวี่หรูเยว่ แต่ก็ไม่คิดว่าพวกหล่อนทั้งสองจะสบายดีนัก
พริบตาเดียวก็ถึงวันที่ 28 มิถุนายน เหลือเวลาไม่ถึงสองวันก่อนงานแต่งงาน
สวี่ชิงเตรียมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว และบอกเฟิงซูฮซาว่าจะเชิญเพื่อนบ้านมาทานอาหารกัน
คาดไม่ถึงว่าย่าของโจวจินหนานจะมาหา พ่วงด้วยหญิงสาวเจ้าของใบหน้าและท่าทางอ่อนโยนซึ่งเธอไม่เคยพบมาก่อน
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
พี่หนานเหงื่อตกแล้ว ชิงชิงอย่าเพิ่งตอนพี่ เดี๋ยวมีลูกด้วยกันไม่ได้นะ
มิน่าล่ะนิสัยคุณย่าเฟิงกับลูกชายถึงต่างกันราวฟ้ากับเหว เป็นเพราะไม่ใช่แม่ลูกกันจริงๆ นี่เอง
ผู้หญิงคนนั้นที่คุณย่าโจวพามาคือใครกันนะ
ไหหม่า(海馬)