เกิดใหม่เป็นภรรยาสุดโหดยุค 80 - บทที่ 63 เผชิญภัยไปด้วยกัน
บทที่ 63 เผชิญภัยไปด้วยกัน
สวี่ชิงรู้สึกชัดเจนถึงผิวกายที่ร้อนขึ้นของโจวจินหนานและมือที่ร้อนเป็นไฟของเขา
เส้นเลือดที่ลำคอปูดโปนและม้วนตัวราวกับไส้เดือน ให้รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหว
หลังจากเฟิงซูฮวาเข้ามาในห้อง นางก็ปิดประตูอย่างใจเย็น แล้วให้สวี่ชิงประคองโจวจินหนานนั่งลงข้างเตียงเตา ก่อนปีนขึ้นไปบนเตียงแล้วหยิบเข็มทองคำเล่มที่ยาวที่สุดออกมาเช็ดกับสำลีแอลกอฮอล์ จากนั้นก็ปักแทงเข้าไปที่ลำคอของโจวจินหนาน
เข็มเล่มนั้นปักลงไปจนมิด ทำให้สวี่ชิงรู้สึกเจ็บปวดเมื่อได้เห็น
โจวจินหนานนั่งบนขอบเตียง กำมือแน่นไว้ที่เข่าจนส่วนที่พ้นข้อนิ้วกลายเป็นสีขาว มองเพียงแวบเดียวก็ทราบว่าเขาพยายามอดกลั้นและยับยั้งชั่งใจอย่างสุดความสามารถ
สวี่ชิงรู้สึกกังวลเล็กน้อย เอื้อมมือออกไปกุมหลังมือของเขา และมองดูเข็มของเฟิงซูฮวาอย่างประหม่า
เธอรู้สึกว่าทุกฝีเข็มของเฟิงซูฮวาสามารถฆ่าเขาได้ และเข็มก็ปักเข้าไปลึกมากจนดูน่ากลัว
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมง สีหน้าของโจวจินหนานก็ค่อยๆ สงบลง และร่างกายของเขาก็ไม่ร้อนผ่าวเหมือนเมื่อครู่นี้
เพียงแต่ริมฝีปากของเขากลับซีดเซียวไร้สีเลือด
สวี่ชิงไม่กล้าพูด และจ้องมองเฟิงซูฮวาอย่างใกล้ชิด เมื่อเห็นว่าคุณย่าของเธอยังมีท่าทางสงบนิ่งดูเหมือนว่าจะควบคุมเหตุการณ์ได้แล้ว เธอก็รู้สึกโล่งใจ
หลังจากหยุดไปนาน โจวจินหนานก็ขอบคุณเฟิงซูฮวาด้วยเสียงแหบแห้ง “ขอบคุณครับคุณย่า”
เฟิงซูฮวาคว้าข้อมือเขาเพื่อตรวจสอบชีพจร ก่อนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรหรอก เป็นเพราะเธอมีพลังแข็งแกร่งจนหยุดมันได้ แต่ครั้งต่อไปเธอต้องใส่ใจกับคนแปลกหน้าที่เจอหรือการรับประทานอาหารต่างๆ ด้วย”
สวี่ชิงรู้สึกว่าความเป็นไปได้ที่เกิดจากคนแปลกหน้านั้นมีน้อยมาก “คุณย่าคะ พี่จินหนานไม่มีโอกาสพบกับคนแปลกหน้าเลยค่ะ ยิ่งมีไป๋หลางอยู่ด้วย คนแปลกหน้าเข้าหาเขาไม่ได้แน่ค่ะ แต่เขาได้คุยกับจินซวนอยู่ครู่หนึ่ง จะเป็นเขาหรือเปล่าคะ?”
โจวจินหนานส่ายหน้า “ไม่หรอก ผมตรวจสอบแล้ว เขาไม่มีอะไร”
เขากลับมาเพื่อพักฟื้นและสอบสวนทุกคนในครอบครัว ถ้ามีปัญหาคงรู้ไปนานแล้ว
เฟิงซูฮวาไม่รู้ว่าเป็นใคร จึงเตือนโจวจินหนาน “ถ้าอย่างนั้นเธอก็ต้องระวังศัตรูอยู่ในความมืด ซึ่งโจมตีเธอได้ง่ายมาก”
โจวจินหนานพยักหน้า “ผมจะระวังไว้ครับ”
เฟิงซูฮวาวางเข็มทองคำ “เอาละ เธอกับชิงชิงคุยกันซักพักเถอะ ฉันจะออกไปเดินเล่นหน่อย เดี่ยวพอพวกเธอแก่ตัวแล้ว ก็จะเหนื่อยกับการทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ เหมือนกัน”
โจวจินหนานรอให้เฟิงซูฮวาออกไปและถามสวี่ชิง “คุณไม่กลัวเหรอ?”
สวี่ชิงจับมือของเขาด้วยรอยยิ้ม “ไม่ค่ะ ฉันเชื่อว่าพวกคนเลวต้องพลาดในสักวันแน่”
โจวจินหนานมีความกังวลอีกอย่างหนึ่ง “คุณเห็นสถานการณ์ปัจจุบันของผมแล้ว ทั้งยังมีปัญหาอีกมากมายที่ยังไม่ได้แก้ไข คุณอาจจะต้องแบกรับอันตรายมากมายกับผมในอนาคต ถ้าคุณเสียใจในตอนนี้…”
สวี่ชิงเอื้อมมือปิดริมฝีปากของเขา “เอาล่ะ เราอย่าพูดถึงเรื่องนี้กันเลยค่ะ ฉันจะไม่เสียใจหรือกลัวทั้งนั้น ไม่ว่าจะอันตรายแค่ไหนก็ตาม ฉันจะอยู่กับคุณ เราจะเผชิญหน้าด้วยกัน”
น้ำเสียงของเธอจริงใจมาก “พี่จินหนาน ที่จริงฉันอยากจะขอบคุณ คุณช่วยฉันจากคำพูดว่าร้ายพวกนั้น ฉันก็เหมือนกันค่ะ ถ้าคุณไม่ต้องการฉัน ฉันอาจโดนดูถูก และสุดท้ายคนในครอบครัวของฉันก็จะหาพ่อหม้ายและส่งให้ฉันไปคอยเลี้ยงดูพวกเขาแทน”
เธอพูดแบบนี้ แต่โจวจินหนานยืนขึ้นด้วยความผิดมากมาย เขากุมหลังมือของเธอที่ปิดปากของเขาไว้แน่น แต่ไม่อาจพูดอะไรได้
สวี่ชิงกะพริบตาและเอนตัวไปจูบหน้าผากของโจวจินหนานอย่างกล้าหาญ “เราเป็นสามีภรรยากันแล้ว อย่าพูดอะไรแบบนี้อีกนะคะ”
สัมผัสที่อบอุ่นและนุ่มนวลได้ละลายหัวใจของโจวจินหนานราวกับสายลมอ่อน ๆ คนที่กำลังหงุดหงิดก็สงบลงทันที
เขากางแขนออกตามสัญชาตญาณโอบรอบเอวของสวี่ชิง และโอบกอดเธอไว้
ไป๋หลางแต่เดิมนั่งยองๆ บนพื้นอย่างเงียบ ๆ เฝ้าดูโจวจินหนานและสวี่ชิงกอดกัน แต่จู่ๆ มันก็ลุกขึ้นยืนและเคลื่อนไหวอย่างไม่สบายใจพร้อมส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ
ดูเหมือนไป๋หลางกำลังไม่พอใจกับพฤติกรรมที่มากเกินไปของเจ้าของ
สวี่ชิงไม่ได้ให้ความสนใจกับไป๋หลางเลย เธอเอื้อมมือสอดรอบคอของโจวจินหนาน และกดฝังใบหน้าของเธอกับซีกหน้าของเขา การกอดที่แนบชิดเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกสบายใจ
มีคนน้อยมากที่จูบกันก่อนแต่งงาน ตอนนี้ถึงแม้เรื่องความรักจะมีอิสระแล้วก็ตาม แต่อย่างมากที่สุดก็เพียงจับมือกันในโรงหนังเท่านั้น
ดังนั้นการกอดแบบพวกเขาจึงเป็นพฤติกรรมที่กล้าหาญมาก
ทั้งสองกอดกันเงียบ ๆ ชั่วขณะหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างจมอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง จากนั้นสวี่ชิงจึงสั่งให้โจวจินหนานนอนพักผ่อนสักครู่ แล้วเธอก็ผละตัวออกไปทำอาหารกลางวัน
สวี่ชิงออกมาจากห้องและเห็นเฟิงซูฮวานั่งอยู่ใต้ซุ้มองุ่นกำลังเล่นกับแมลงในกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ
ด้วยกลัวว่ากำแพงจะมีหู สวี่ชิงจึงนั่งยองๆ ข้างเฟิงซูฮวา และเห็นว่าเหลือหนอนสีเขียวเพียง 2 ตัว พวกมันมีขนาดประมาณนิ้วโป้งและดูน่าเกลียดมาก
เธอถามเสียงต่ำ “คุณย่าคะ มีอะไรหรือเปล่า?”
เฟิงซูฮวาชื่นชมสมบัติชิ้นเล็กๆ ของนางครู่หนึ่ง จากนั้นปิดกล่องแล้วโอบไว้ในอ้อมแขน “สองตัวนี้มีพิษร้ายแรงมากที่สุด ที่เหลือถูกพวกมันกิน ตอนนี้พวกมันต้องกินพิษถึงแปดชนิดก่อนจึงจะเติบโตเป็นหนอนกู่”
สวี่ชิงประหลาดใจ “ตอนนี้ยังไม่ใช่เหรอคะ?”
เฟิงซูฮวาส่ายหัว “ไม่ มันไม่ง่ายขนาดนั้น แต่ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา มาดูกันว่าพวกมันจะมีชีวิตชีวาและน่ารักขนาดไหน ”
สวี่ชิงย่อไหล่ของเธอ “ฉันไม่เห็นว่าน่ารักเลยสักนิด ดูน่าเกลียดมากกว่า”
เฟิงซูฮวาหัวเราะ “เอาล่ะ ย่าหิวแล้ว รีบไปทำอาหารกันเถอะ”
สวี่ชิงหัวเราะ “ค่ะ เที่ยงนี้เรากินเจียนปิ่งกันดีไหมคะ?”
เฟิงซูฮวาพยักหน้า “ฉันอยากได้มะเขือยาวแล้วก็มันฝรั่งฝอยด้วย”
มณฑลกานซูอุดมไปด้วยมันฝรั่ง และมันฝรั่งถูกใช้แทนอาหารหลักเมื่อไม่มีอาหาร เรียกได้ว่าทุกครัวเรือนมีห้องเก็บผักขนาดใหญ่และอาจจะขาดแคลนอะไรก็ได้ แต่จะต้องมีห้องใต้ดินที่เต็มไปด้วยมันฝรั่ง
เฟิงซูฮวาชอบกินมันฝรั่งมาก หลังจากผ่านไปหลายปี นางก็ไม่ได้กินเพียงพอ
“ตกลง ฉันจะทำให้ค่ะ”
สวี่ชิงตอบด้วยรอยยิ้ม เธอไปที่แปลงเพื่อขุดมันฝรั่งสด พร้อมหยิบมะเขือม่วงและพริก
แป้งถูกวางพักไว้ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะคลึงเป็นแผ่นบาง ทาด้วยน้ำมันชั้นหนึ่ง ซ้อนกันทีละชั้น และนึ่งในหม้อ
จากนั้นหั่นมันฝรั่งและพริกหยวกเป็นฝอยบาง ๆ แล้วผัดรวมกับแครอทหั่นฝอย
นำมะเขือยาวมาหั่นฝอยและทอด และในที่สุดก็นำมาม้วนกับแป้งเจียนปิ่ง
ถึงไม่มีเนื้อแต่ก็อร่อย
เฟิงซูฮวามองเจียนปิ่งโปร่งแสงที่สวี่ชิงนึ่ง ดวงตาของนางหรี่ลงพร้อมกับรอยยิ้ม “ชิงชิงมีฝีมือดีมาก ในอนาคตโจวจินหนานจะโชคดีแล้ว”
สวี่ชิงรู้สึกมีความสุข “ในอนาคตถ้าคุณย่าอยากกินอะไรก็บอกฉันนะคะ ฉันจะทำให้เองค่ะ”
เฟิงซูฮวายิ้มและมองสวี่ชิงที่กำลังยุ่งอยู่หน้าเตา ไรผมชื้นเหงื่อจนเปียกแนบหน้าผาก ส่วนใบหน้าขาวก็กลายเป็นสีแดงระเรื่อด้วยความร้อนจากเตาไฟ
นางอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “ชิงชิง เธอทำอาหารที่บ้านมาโดยตลอดเลยใช่ไหม?”
สวี่ชิงพยักหน้า “โดยปกติแล้วฉันจะเป็นคนทำในตอนที่อยู่บ้านค่ะ ฉันคิดว่าฟางหลานซินใจดีกับฉันมาก ก็เลยทำงานบ้านบางอย่างเท่าทำได้เพื่อตอบแทนหล่อน”
เฟิงซูฮวาส่ายศีรษะอย่างตรงไปตรงมา “เธอช่างเป็นเด็กที่โง่เขลาและจริงใจเหลือเกิน ทำไมจู่ๆ ถึงคิดได้ล่ะ?”
สวี่ชิงก้มหน้ามองเฟิงซูฮวา และรู้สึกขึ้นมาอย่างเลือนรางว่าดวงตาที่มีรอยย่นนั้นกลับเปี่ยมไหวพริบปฏิภาณอย่างหนึ่ง
……………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
ไป๋หลางรู้สึกว่าเป็นหมาใช่ไหมคะ มาค่ะ มากินอาหารเม็ดตรงนี้มา ปล่อยให้เจ้านายหวานชื่นกันอยู่ตรงนั้นแหละค่ะ
เหมือนบ้านเราบางที่เลย ที่มีคำเตือนว่าอย่าใกล้ชิดหรือรับของกินจากคนแปลกหน้าส่งเดช เพราะอาจจะโดนทำของใส่
ไหหม่า(海馬)