เกิดใหม่เป็นภรรยาสุดโหดยุค 80 - บทที่ 57 สุนัขขี้หวงเหมือนเจ้าของ
ตอนที่ 57 สุนัขขี้หวงเหมือนเจ้าของ
ยิ่งหม่าเสวี่ยหลานพูดมากเท่าไหร่ หล่อนก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเท่านั้น หล่อนแทะเมล็ดแตงโมพลางพ่นน้ำลายไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ประหนึ่งเป็นผู้ประกาศข่าวที่ต้องแพร่กระจายข่าวนี้ให้ทุกคนได้รับทราบ “พวกคุณก็รู้อยู่แล้วว่าช่วงนี้มีเรื่องน่าสนุกเกิดขึ้น ตอนแรกสวี่ชิงถูกคนจับตัวไปทำมิดีมิร้าย จากนั้นก็ถึงคราวของหรูเยว่บ้าง แล้วหรูเยว่ก็ถูกเปิดโปงว่าโกงข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย พวกคุณรู้หรือไม่ว่าเป็นเพราะอะไร?”
“ไม่รู้ คุณรีบบอกมาเร็ว ๆ เถอะ อย่ามัวลีลา”
หม่าเสวี่ยหลานถ่มเปลือกเมล็ดแตงโมออกมาจากปาก “สวี่ชิงเป็นเด็กแบบไหนกัน ทุกคนในบ้านต่างรู้ดี ทุกครั้งที่หล่อนกลับบ้านหลังเลิกงาน หล่อนจะช่วยเย็บเสื้อผ้าเพื่อหารายได้เสริมตอบแทนครอบครัวที่ให้อาหารสามมื้อต่อวันกับหล่อน แต่หลังจากเกิดอุบัติเหตุ จู่ ๆ บุคลิกของสวี่ชิงก็เปลี่ยนไป มันหมายความว่าอย่างไร? ก็หมายความว่ามีคนจงใจทำให้สวี่ชิงเกิดอุบัติเหตุไงล่ะ!”
“พวกคุณลองคิดดู สวี่ชิงสนิทกับลูกชายของศาสตราจารย์ก่อน แต่ทันทีที่เกิดอุบัติเหตุก็มีบางอย่างเกิดขึ้น นั่นคือสวี่หรูเยว่ได้หมั้นกับชายคนนั้นแทน พวกคุณลองคิดดูสิ”
ทุกคนต่างพูดถึงเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง และรู้สึกว่าลูกชายของศาสตราจารย์โจวนั้นไม่ใช่คนดี เพราะคงไม่มีใครชอบคนที่เป็นน้องสาวก่อน แต่ต่อมากลับหมั้นหมายกับพี่สาวของผู้หญิงคนนั้นแทน
แต่ยังไม่มีใครคิดเชื่อมโยงฟางหลานซินเข้ากับอุบัติเหตุของสวี่ชิง เพราะในเช้าวันที่สวี่ชิงกลับมาจากอุบัติเหตุ ฟางหลานซินร้องไห้ปานใจจะขาดใจอยู่ที่ลานบ้าน ทำให้หล่อนประสบความสำเร็จอย่างมากในการสวมบทบาทแม่เลี้ยงผู้แสนดี
สิ่งเดียวที่ทำให้ชาวบ้านคิดว่าค่อนข้างผิดปกติ ก็คือการที่สวี่หรูเยว่หมั้นกับโจวจินซวนกะทันหัน
คนหนึ่งถามด้วยความสงสัย “ไม่ใช่รึเปล่า? ต่อให้ฟางหลานซินจะเลวร้ายแค่ไหน หล่อนก็ไม่น่าจะทำเรื่องแบบนั้นได้ มันเป็นการทำลายความบริสุทธิ์ของผู้หญิงด้วยกันเลยนะ”
หม่าเสวี่ยหลานพ่นลมหายใจ “หล่อนขุดหลุมฝังศพแม่ของสวี่ชิงได้ แล้วมีอะไรที่หล่อนจะทำไม่ได้อีก?”
ทุกคนต่างเงียบไปครู่หนึ่ง และคิดว่าอาจเป็นอย่างที่หม่าเสวี่ยหลานพูดจริง ๆ
อีกอย่างคือแม้ว่าหม่าเสวี่ยหลานจะเหมือนคนที่ชอบซุบซิบนินทาไปทั่วทั้งวัน แต่สิ่งที่หล่อนพูดก็ค่อนข้างแม่นยำทุกครั้ง
ไม่มีใครรู้ว่าที่ฟางหลานซินและสวี่หรูเยว่ต้องกลายเป็นเช่นนี้ ทั้งหมดเป็นเพราะการแก้แค้นของสวี่ชิง!
ใครบอกให้พวกหล่อนทำตัวเป็นเดรัจฉานก่อนล่ะ!
สวี่จื้อกั๋วและฟางหลานซินตบตีกันที่สุสาน จากนั้นก็กลับมาที่บ้าน
ใบหน้าของฟางหลานซินบวมปูดไปหมด หล่อนทุบทุกอย่างในบ้านที่สามารถทุบได้ ตอนนี้ทุกคนในโรงงานต่างมองดูหล่อนด้วยความขบขัน หล่อนจึงไม่จำเป็นต้องเสแสร้งอีกต่อไปแล้ว
สวี่หรูเยว่ตกใจมากจนไม่กล้าพูดอะไรออกมา หล่อนมองฟางหลานซินระบายอารมณ์ด้วยตาแดงก่ำ ก่อนจะพูดด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “แม่ใจเย็น ๆ ก่อน พวกเราเป็นแบบนี้จะยิ่งทำให้สวี่ชิงภูมิใจนะคะ!”
เมื่อได้ยินชื่อสวี่ชิง ฟางหลานซินก็แทบทนไม่ไหวที่จะกินเลือดกินเนื้อของเด็กนั่น ทันใดนั้นความคิดใหม่ก็เกิดขึ้น หล่อนดึงสวี่หรูเยว่ให้นั่งลง “หรูเยว่ ลูกต้องไปหาลุงติงของลูก แล้วขอให้เขาช่วยให้ลูกแต่งงานกับโจวจินซวนให้ได้ และบอกให้เขารีบจัดการเรื่องที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยด้วย”
สวี่หรูเยว่ลังเล ตอนนี้โจวจินซวนไม่ได้เหลียวแลหล่อนเลยแม้แต่น้อย แล้วหล่อนจะแต่งงานเข้าตระกูลโจวได้อย่างไร?
ส่วนเรื่องไปเรียนที่มหาวิทยาลัยตอนนี้ จะแก้ได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่ใจ
ฟางหลานซินพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ลูกไม่ต้องกังวล ติงชางเหวินมีวิธีแก้ปัญหา ถ้าเขาไม่ยอมช่วย แม่จะไม่ปล่อยให้เขาได้อยู่เป็นสุขแน่นอน”
สวี่หรูเยว่มองฟางหลานซินที่มีรอยช้ำเต็มหน้า แล้วถามด้วยเสียงเบาว่า “แม่ แม่มีความสัมพันธ์อะไรกับลุงติงกันแน่”
ฟางหลานซินเหลือบมองหล่อน “ไม่จำเป็นต้องรู้หรอก ลูกไปหาเขาได้ และเขาไม่สามารถเพิกเฉยลูกได้แน่นอน”
ส่วนสวี่ชิงนั้น หล่อนจะไม่ยอมปล่อยให้ได้เสวยสุขแน่!
แล้วสรุปเย่หนานตายหรือยัง?
เช้าวันรุ่งขึ้น สวี่ชิงปั่นจักรยานขนปูนเหลวสองถังและแปรงทาสีไปที่บ้าน เมื่อเธอมาถึงก็เห็นว่าโจวจินหนานมาถึงก่อน เห็นได้ชัดว่าลานบ้านได้รับการทำความสะอาดแล้ว และพื้นดินก็ยังคงชุ่มไปด้วยน้ำ
โจวจินหนานกำลังใช้มือคลำกองอิฐและกองไม้ที่อยู่ข้างกำแพงเพื่อทำความสะอาด เนื่องจากเขามองไม่เห็น ไป๋หลางที่กำลังเฝ้ามองอยู่เห็นของมีคมที่อาจแทงมือของเขา มันจึงรีบยื่นหัวไปชนโจวจินหนาน
สวี่ชิงเห็นดังนั้นก็รีบจอดรถจักรยาน แล้ววางถังปูนลง “อ๊ะ เดี๋ยวฉันทำเองค่ะ ถ้ามันบาดมือพี่จะทำอย่างไรล่ะคะ?”
ไป๋หลางเห็นนายหญิงเดินเข้ามาก็ถอยออกไปนอนหมอบ พลางมองดูพวกเขาทั้งสองเงียบ ๆ
โจวจินหนานยกยิ้ม “ไม่เป็นไรหรอก ผมระวังตัวอยู่แล้ว แถมยังมีไป๋หลางคอยเตือนผมอยู่”
สวี่ชิงรู้ว่าไป๋หลางฉลาดมาก แต่มันก็เป็นสุนัข “มีบางครั้งที่มันไม่ทันเห็น และมันก็พูดไม่ได้นะคะ”
ไป๋หลางคำรามเบา ๆ ดูเหมือนว่ามันจะไม่พอใจคำพูดของสวี่ชิงอย่างมาก
โจวจินหนานอดหัวเราะไม่ได้ “มันฉลาดและขี้หวงมาก ระวังมันจะหันไปแก้แค้นคุณนะ”
“ใช่แล้ว หมาก็เหมือนเจ้าของ เจ้าไป๋หลางน้อยขี้หวงและชอบแก้แค้นอย่าบอกใครเชียว” เกาจ้านพูดขณะเดินเข้ามาพร้อมเก้าอี้หวายในมือ
สวี่ชิงมองเก้าอี้หวายใหม่เอี่ยมที่ถูกเคลือบเงาจนแวววาว อดไม่ได้ที่จะพูดด้วยความประหลาดใจว่า “เก้าอี้หวายตัวนี้สวยมากเลยค่ะ”
เกาจ้านเหลือบมองโจวจินหนาน “เขาเป็นคนเลือกเอง และซื้อมาสองตัว”
ในใจเขารู้สึกหงุดหงิดโจวจินหนานมาก เพราะเอาแต่พูดถึงเคล็ดลับมากมายในการเลือกซื้อเก้าอี้หวาย ซึ่งทำให้เขาแทบจะต้องขับรถไปทั่วเมืองหลวงเพื่อหาซื้อมัน
สวี่ชิงเผยรอยยิ้มขณะลูบเก้าอี้หวาย ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้และพยายามเขย่ามัน เมื่อเอนหลังก็มองเห็นแสงแดดที่ส่องผ่านร่มไม้ครึ้ม
มันคือความสุขที่แท้จริง
เกาจ้านหยิบกระดาษอีกแผ่นหนึ่งออกจากกระเป๋า แล้วยื่นให้สวี่ชิง “นี่คือแผนผังบ้านที่โจวจินหนานขอให้ผมวาดให้ ลองดูว่ามีอะไรที่คุณไม่พอใจหรือไม่”
บนภาพวาดที่เรียบง่ายนั้น มีเครื่องหมายพิเศษแสดงว่าจะสร้างเรือนกล้วยไม้ถัดจากโกดัง
โจวจินหนานขยับเข้ามาอธิบายให้สวี่ชิงฟังว่า “ถ้าคุณต้องการทำธุรกิจ คุณจะต้องมีโกดังเก็บสินค้า หากพื้นที่ไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น ก็สร้างห้องครัวอีกห้องหนึ่ง แล้วใช้ห้องครัวเก่าเป็นโกดัง”
สวี่ชิงอยากจะบอกว่าตนแค่ต้องการทำธุรกิจเล็ก ๆ เท่านั้น และยังไม่ได้ต้องการโกดังเก็บสินค้าในตอนนี้ แต่เนื่องจากเป็นความพยายามอันอุตสาหะของโจวจินหนาน จึงไม่ได้โต้แย้ง
โจวจินหนานกล่าวเสริมว่า “โกดังเล็กหลังเดิมจะถูกเปลี่ยนเป็นห้องน้ำ แล้ววปูอิฐเป็นทางเดินด้านข้าง ส่วนห้องด้านข้างสามห้องหลักจะมีไว้สำหรับคุณย่า เพราะห้องนั้นจะได้รับแสงแดดมากที่สุดในฤดูหนาว”
สวี่ชิงคิดว่าเกาจ้านคงเป็นคนบอกแผนผังบ้านให้โจวจินหนานฟัง เขาจึงรู้ละเอียดขนาดนี้
แต่คาดไม่ถึงเลยว่าจู่ ๆ เกาจ้านจะพูดว่า “ทำไมฉันไม่คิดว่าห้องทิศตะวันออกจะได้รับแสงแดดมากกว่า? ดูเหมือนมันได้แสงเท่า ๆ กัน”
สุดท้ายแล้วลานบ้านทั้งหมดก็ถูกร่มไม้รกครึ้มปกคลุมอยู่ดี
โจวจินหนานเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ดูให้ดีสิว่าต้นตั๊กแตนเอนไปทางทิศตะวันตกหรือเปล่า พูดอีกอย่างคือทิศตะวันตกมีร่มไม้หนาทึบมากกว่าหรือเปล่า?”
เกาจ้านและสวี่ชิงเงยหน้าขึ้นสังเกตอย่างรอบคอบ และพบว่าร่มไม้ทางทิศตะวันตกรกครึ้มกว่าจริง ๆ
สวี่ชิงประหลาดใจ “พี่รู้ได้อย่างไรคะ?”
จู่ ๆ เกาจ้านก็หัวเราะออกมา “ลืมบอกไป เขาไม่ได้มีแค่ฉายายมทูตเย็นชาเท่านั้น แต่ยังมีฉายาว่าเรดาร์ตรวจอากาศที่มีชีวิต และราชาแม่นปืนแห่งตะวันตกเฉียงใต้ด้วย”
สวี่ชิง “…”
ฉายาเหล่านี้ฟังดูน่าทึ่งมาก
เกาจ้านพูดจิกกัด “แต่เสียดาย ตอนนี้ตาบอดไปซะแล้ว!”
โจวจินหนานไม่ได้โกรธเคือง เขายื่นมือไปลูบหัวไป๋หลาง “แต่ฉันก็ยังยิงปืนแม่นกว่านายอยู่ดี”
เกาจ้านหัวเราะเยาะ “นายพูดเป็นเล่น”
โจวจินหนานพูดช้า ๆ “ถ้าฉันชนะ นายต้องให้บางอย่างแก่ฉัน!”
………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
แก้ข่าวทันไหมนังแม่เลี้ยง กระจายไปทั่วทั้งบางแล้วมั้ง
เกาจ้านระวังเพื่อนเอาคืนแบบเจ็บแสบนะคะ พี่หนานยิ่งเป็นพวกแค้นฝังหุ่นอยู่ด้วย
ไหหม่า(海馬)