เกิดใหม่เป็นภรรยาสุดโหดยุค 80 - บทที่ 229 สวี่ชิงมีลางสังหรณ์ไม่ดี
บทที่ 229 สวี่ชิงมีลางสังหรณ์ไม่ดี
เมื่อเหยียนป๋อชวนเห็นสวี่ชิงพูดถึงโจวจินหนาน เขาก็เห็นดวงตาของเธอโค้งหยีเป็นประกายระยิบระยับ
มันช่างเหมือนกับครั้งที่เย่หนานมองเขาในตอนนั้นเหลือเกิน จนความรู้สึกหนักอึ้งประดังประเดเข้ามาในหัวใจ สวี่ชิงคงเป็นเหมือนกับเย่หนานสินะ เมื่อใดที่ชอบแล้วก็จะดื้อรั้นถึงที่สุด
ท่าทางการแสดงออกของสวี่ชิงดูจริงจังขึ้น “อันที่จริงฉันควรขอบคุณโจวจินหนานมากกว่าค่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะเขาในวันนั้น ฉันคงจะได้รับอันตรายจากคนทั้งสองที่สวี่หรูเยว่หามา ถึงจะต้องเจ็บปวดกับถ้อยคำนินทาที่สองคนนั้นออกไปเที่ยวพูดว่าร้ายจนมีคนมากมายมาคุกคามฉันก็เถอะ”
“แต่เรื่องนี้เป็นความประมาทของฉันเอง เพราะงั้นจะไปโทษโจวจินหนานก็ไม่ได้ และฉันควรจะรู้สึกยินดีเสียอีกที่เป็นเขา เขาที่คอยขจัดเสี้ยนหนามในหัวใจของฉัน”
เหยียนป๋อชวนมองดูลูกสาวด้วยความทุกข์ระทม ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าต่อให้ภายนอกเธอจะเป็นแบบนี้ แต่กลับสามารถพูดถ้อยคำพวกนี้ออกมาได้อย่างใจเย็น เขาเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง “แต่ข่าวลือแย่ ๆ พวกนั้นยังอยู่”
เหมือนกับเรื่องที่เกิดขึ้นในสถานีตำรวจเมื่อวานนี้
สวี่ชิงยิ้ม “ฉันคงไปห้ามปากใครไม่ให้พูดไร้สาระไม่ได้หรอกค่ะ ฉันก็แค่ใช้ชีวิตให้ดี และต่อให้คนพวกนั้นจะคิดอะไร ฉันก็ไม่สนใจความคิดของพวกเขาหรอกค่ะ”
เหยียนป๋อชวนเงียบ สวี่ชิงไม่ได้โกรธเคืองเรื่องที่เกิดขึ้นในสถานีตำรวจ ราวกับไม่สนใจมันจริง ๆ
สวี่ชิงกลัวว่าเหยียนป๋อชวนจะยังไม่พอใจในตัวโจวจินหนาน เธอจึงยิ้มและพูดว่า “ตอนนี้พวกเราสบายดีค่ะ และฉันก็สบายดีเหมือนกัน คำจำกัดความของคำว่าความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับความคิดของคนอื่นว่าฉันมีความสุขหรือไม่มี อีกอย่างฉันคิดว่าตัวเองมีความสุขดี ถึงแม้ว่าฉันจะอายุน้อย แต่ฉันก็แยกแยะออกว่าคนแบบไหนหน้าซื่อใจคดคนแบบไหนจริงใจ โจวจินหนานอาจจะไม่เคยพูดอะไรดี ๆ ก็จริง แต่เขาเป็นคนใจดีที่เต็มใจจะปกป้องฉันไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม”
เหยียนป๋อชวนมองดูท่าทางของสวี่ชิง และรับรู้ว่าเด็กคนนี้หวาดกลัวว่าเขาจะทำให้โจวจินหนานต้องลำบากใจอีก หากจะบอกว่าไม่หดหู่ใจก็คงเป็นเรื่องโกหก เพราะเขารู้สึกได้ถึงความห่างเหินระหว่างตนเองกับลูก
เขาต้องการให้สวี่ชิงได้ดี ถึงกระนั้นก็ไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไร
สวี่ชิงใช้สองมือบิดสายกระเป๋าสะพายข้างที่อยู่ด้านหน้า ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและพูดว่า “ตอนนี้ฉันใช้แซ่สวี่อยู่ ฉันขอไม่เปลี่ยนชื่อได้ไหมคะ?”
เหยียนป๋อชวนแปลกใจเล็กน้อย เขาไม่ได้นึกถึงการเปลี่ยนชื่อของสวี่ชิงแม้แต่น้อย “ทำไมล่ะ?”
สวี่ชิงเม้มปาก “คุณย่าไม่มีทั้งลูกชายและลูกสาว เลยรับอุปการะเด็กมาเลี้ยงทั้งหมดสามคน ทุกคนใช้แซ่สวี่ของคุณปู่แท้ ๆ แต่กลับทำให้คุณย่าเสียใจ”
เหยียนป๋อชวนเข้าใจได้ว่าสวี่ชิงกำลังระลึกถึงความเมตตากรุณาของเฟิงซูฮวา เขาพยักหน้าและยิ้ม “ได้สิ ไม่สำคัญอะไรหรอก”
ทั้งสองพูดคุยกันขณะเดินเข้าบ้าน และเห็นโจวจินหนานกับเหยียนจี้ชวนกำลังถอนขนไก่อยู่ที่ลานบ้าน
เฟิงซูฮวาเฝ้าดูอยู่ด้านข้างอย่างมีความสุข
การถอนขนไก่ใช่เรื่องที่น่ารื่นรมย์นัก ทว่าโจวจินหนานกับเหยียนป๋อชวนกลับทำมันออกมาดูดี ราวกับพวกเขาทั้งสองกำลังศึกษางานศิลปะ
เหยียนจี้ชวนรีบโบกมือเรียกสวี่ชิงกับเหยียนป๋อชวนที่เดินเข้ามา “เร็วเข้า ฉันเกลียดอะไรแบบนี้ที่สุดเลย มานี่เร็วชิงชิง”
สวี่ชิงยิ้มขณะเดินเข้าไป “ไปได้ไก่โต้งมาจากไหนกันคะ?”
ไก่โต้งมีขนาดใหญ่ หนักกว่าสิบชั่ง เนื้อแน่นและดูน่าอร่อยเป็นอย่างมาก
เหยียนจี้ชวนเหลือบมองเหยียนป๋อชวนที่อยู่ถัดจากเธอ “พี่ใหญ่กลัวว่าลูกสาวแกจะอดยาก เลยสั่งให้ไปซื้อไก่มาบำรุง อากับโจวจินหนานเดินไปดูพื้นที่รอบ ๆ และเห็นว่าเจ้าตัวนี้ตัวโตที่สุด”
สวี่ชิงยิ้มขณะเหลือบมองเหยียนป๋อชวน ก่อนจะไปล้างมือเพื่อมาช่วยถอนขนไก่
เหยียนจี้ชวนลุกขึ้นยืนอย่างมีจิตสำนึกและทำท่าทางโบกมือให้เจ้าบ้าน ล้างมือก่อนจะหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุด “ทำไมกลับมาเร็วกันนักล่ะ?”
เหยียนป๋อชวนขมวดคิ้ว “หาไม่เจอ เห็นเขาบอกว่าสวี่จื้อกั๋วไปอยู่กับผู้หญิงในเป่ยต้าเหยา”
สวี่ชิงเอ่ยถามโจวจินหนานด้วยความสงสัย “ใช่ค่ะ ป้าลำโพงบอกว่าผู้หญิงสวยมาก คุณว่าน่าจะใช่เย่เหม่ยไหมคะ?”
โจวจินหนานส่ายหน้าหลังจากคิดไตร่ตรอง “ไม่น่าใช่ เพราะถ้าหล่อนติดต่อกับสวี่จื้อกั๋ว เราก็น่าจะหาเจอ”
เหยียนจี้ชวนคิดว่าต่อให้ไม่มีสวี่จื้อกั๋ว พวกเขาก็สามารถค้นหาได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในตอนนั้น เขาดูดก้นบุหรี่และหันไปมองเหยียนป๋อชวน “แล้วเมื่อไหร่นายจะกลับ? ได้บอกเรื่องนี้กับพ่อแม่หรือยัง?”
คงจะหมายถึงการมีอยู่ของสวี่ชิง
เหยียนป๋อชวนขมวดคิ้ว “ฉันไม่มีเวลาเยอะนัก ช้าสุดก็วันมะรืน เอาไว้กลับไปแล้วฉันจะอธิบายให้พวกเขาฟังเอง และคงจะมาที่นี่ไม่ได้อีกสักพัก ฝากดูชิงชิงด้วยล่ะ”
สวี่ชิงรู้สึกว่าร่างกายของโจวจินหนานดูผ่อนคลายลงเมื่อเขาได้ยินว่าเหยียนป๋อชวนอาจจะมาที่นี่ไม่ได้อีกสักพัก เธออดหัวเราะไม่ได้เมื่อเห็นเขาถลกขนไก่เร็วขึ้นกว่าเดิม ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าโจวจินหนานจะหวาดกลัวเหยียนป๋อชวนขนาดนี้
สวี่ชิงรับชอบในการทำอาหารกลางวัน และในขณะที่กำลังช้อนไก่ออกจากหม้อ ชายคนแปลกหน้าก็เรียกให้เหยียนป๋อชวนออกไป โดยมีเหยียนจี้ชวนตามไปติด ๆ
ราวกับมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น เหยียนป๋อชวนที่อยู่ในท่าทางเคร่งขรึม ส่วนอีกฝ่ายทำความเคารพและจากไป
ขณะที่พวกเขาออกไปข้างนอก โจวจินหนานบอกกับสวี่ชิงว่าชายหนุ่มคนดังกล่าวคือเลขานุการของเหยียนป๋อชวน
สวี่ชิงคาดเดาว่าคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับงาน และไม่ได้คิดอะไรมากนัก
ขณะที่กำลังรับประทานอาหาร เฟิงซูฮวาจับจ้องไปที่สวี่ชิงอย่างกะทันหัน “ตกกลางคืนหลานจะต้องตั้งใจมากกว่านี้ อ่านหนังสือที่ย่าให้ไปให้มากขึ้น รู้จักค้นคว้าหาข้อมูล รวมถึงฝึกฝนการฝังเข็มและจุดฝังเข็มบ่อย ๆ ด้วย”
สวี่ชิงที่กำลังแทะตีนไก่พยักหน้า “ค่ะ สองวันมานี้ฉันเริ่มอ่านหนังสือจริงจังแล้ว แล้วก็หาอ่านเกี่ยวกับการเลี้ยงกู่ด้วย”
นอกจากหนอนกับงูที่น่าสะอิดสะเอียดแล้ว เธอพบว่ามันค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว
แม้แต่พิษของสัตว์เลื้อยคลายที่ทำให้ผู้คนขยะแขยงก็ยังไม่มีอะไรน่ากลัว เนื่องจากเธอสามารถเอาชนะอุปสรรคทางจิตใจได้แล้ว และถ้ามีแมลงพิษชนิดที่เหมาะสมอยู่รอบ ๆ เธอก็อยากจะลองเลี้ยงมันสักตัว
เฟิงซูฮวาดูจริงจังมากขึ้นเรื่อย ๆ “หลานต้องจำสิ่งที่ย่าเคยบอกหลานเอาไว้ให้ดี ทั้งหมดนั้นเป็นวิธีการช่วยชีวิตและสูตรรักษาโรคบางอย่าง จำมันไว้ให้ดี บางอย่างมีลักษณะเหมือนกันแต่แตกต่างกัน พึงระวังเอาไว้ ถ้าหลานใช้มันผิดวิธี มันจะย้อนมาฆ่าหลานเอง”
สวี่ชิงรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยกับท่าทางที่ดูจริงจังอย่างกะทันหันของเฟิงซูฮวา เธอรู้สึกประหม่าจนวางตีนไก่ในมือลง “คุณย่าคะ มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ?”
ดวงตาที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของเฟิงซูฮวาจับจ้องไปที่สวี่ชิงด้วยอารมณ์บางอย่างที่เธอไม่อาจเข้าใจ
หัวใจของสวี่ชิงเต้นระรัว “คุณย่า เกิดอะไรขึ้นคะ?”
เฟิงซูฮวาถอนหายใจเบา ๆ “ไม่มีอะไรหรอก ย่าแก่มากแล้ว คงจะอยู่กับหลานได้ไม่นาน ได้แต่หวังว่าหลานจะเรียนรู้ทักษะเพิ่มเติม ไม่ตื่นตระหนกเวลาเจอสิ่งต่าง ๆ”
ทว่าสวี่ชิงรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องเรียบง่ายเช่นนั้น ในอดีตเฟิงซูฮวามักจะพูดกระตุ้นเธอด้วยรอยยิ้มและใบหน้าอันอบอุ่น
หากแต่คราวนี้เฟิงซูฮวากลับดูกังวลเล็กน้อย มีท่าทางราวกับว่าเหลือเวลาไม่มากนัก
สวี่ชิงนึกย้อนไปในชาติที่แล้วที่เฟิงซูฮวาเสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน หากมันไม่ใช่อาการป่วย แต่เป็นอย่างอื่นแทนล่ะ?
นอกจากนี้ตอนที่คุณย่าเห็นพ่อเหยียนป๋อชวนเมื่อวานนี้ ท่าทางของคุณย่าดูไม่แยแส แม้แต่ทัศนคติยังดูแข็งกระด้าง หรือว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับบ้านสกุลเหยียน?
สวี่ชิงคิดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว มองไปที่เฟิงซูฮวาด้วยสายตาจริงจัง “คุณย่าคะ คุณย่ารู้จักคนในบ้านสกุลเหยียนใช่ไหมคะ? ใช่คุณปู่คุณย่าของฉันหรือเปล่า?”
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
แง คุณย่าอย่าเพิ่งพูดเป็นลางแบบนี้สิ คุณย่าได้โปรดอยู่กับชิงชิงอีกหน่อยจนกว่าจะไขคดีได้เถอะนะคะ
หรือว่าเป็นคนฝั่งสกุลเหยียนที่ส่งวิชามาทำร้ายฝ่ายชิงชิงอยู่เงียบๆ?
ไหหม่า(海馬)