เกิดใหม่เป็นภรรยาสุดโหดยุค 80 - บทที่ 225 พ่อตาตีลูกเขยได้ไม่ผิดกฎหมาย
บทที่ 225 พ่อตาตีลูกเขยได้ไม่ผิดกฎหมาย
โจวจินหนานสามารถหลบได้แต่กลับไม่ยอมหลบ หมัดของเหยียนป๋อชวนจึงกระทบเข้าเต็มๆ ก่อนที่เขาจะโดนชกเข้าที่ท้องอีกครั้ง
เสียงหมัดกระทบเนื้อทำให้สวี่ชิงรู้สึกเจ็บปวดใจที่ได้ยิน การที่เห็นโจวจินหนานบาดเจ็บเป็นเรื่องที่เธอไม่อาจทนยอมรับได้ แต่ในใจกลับรู้สึกสุขใจอย่างประหลาด
ตำรวจสองนายที่อยู่ข้าง ๆ ออกอาการอึ้งงันมากกว่าเธอที่เห็นว่าพวกเขาถึงกับสู้กันในสถานีตำรวจ !
เมื่อเห็นว่าเหยียนป๋อชวนเริ่มลงมือหนักมากขึ้น ตำรวจทั้งสองที่เพิ่งดึงสติกลับมาได้รีบตรงปรี่เข้าไปหยุดทั้งคู่ทันที คนหนึ่งฉุดยื้อโจวจินหนานในขณะที่อีกคนพยายามอย่างหนักที่จะล็อกตัวเหยียนป๋อชวน
ตำรวจคนหนึ่งมองไปที่เหยียนป๋อชวนด้วยสายตาดุดัน “คุณทำอะไรน่ะ? เห็นที่นี่เป็นอะไรถึงต่อยตีกันอยู่ได้!”
เหยียนป๋อชวนละทิ้งความเป็นปรปักษ์ของเขาในทันที และมองไปที่ตำรวจที่อยู่ข้างหน้าเขาอย่างสุภาพ “ผมขอโทษครับ เขาเป็นลูกเขยผม”
เมื่อตำรวจได้ยินว่าเป็นเรื่องพ่อตาตีลูกเขยก็ดูเหมือนจะมองว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัวและไม่สะดวกใจที่จะรับเรื่องไปดูแล “ถึงจะเป็นเรื่องในครอบครัวก็ไม่ควรมาใช้อารมณ์ที่นี่ พวกคุณกลับไปแก้ปัญหานี้กันที่บ้านเถอะ”
เหยียนป๋อชวนพยักหน้ายอมรับ ก่อนจะหันกลับมองไปที่โจวจินหนานด้วยแววตาเย็นชาและคมกริบ แสดงออกได้ถึงความไม่พอใจ
โจวจินหนานเม้มริมฝีปากแน่น มุมปากเต็มไปด้วยรอยเลือดและรอยฟกช้ำ แสดงให้เห็นว่าเหยียนป๋อชวนลงไม้ลงมือกับเขาอย่างไม่คิดปรานีสักนิด
สวี่ชิงรีบวิ่งไปนั่งลงข้างโจวจินหนานด้วยความเป็นห่วง “คุณไม่เป็นไรใช่ไหมคะ?”
โจวจินหนานเม้มริมฝีปากบางพลางส่ายศีรษะปฎิเสธ ขณะที่เหยียนป๋อชวนแค่นเสียงเย็นชา “ก็ยังไม่ตายนี่”
ทั้งสามเดินออกจากสถานีตำรวจไปได้ไม่ไกล สวี่ชิงก็เริ่มมีความคิดอยากจะพูดคุยกับเหยียนป๋อชวน แต่โจวจินหนานกลับหยุดเดินกระทันหันก่อนจะงอตัวกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ข้างทาง
สวี่ชิงตกใจกับภาพตรงหน้า หรือเมื่อสักครู่ที่เหยียนป๋อชวนชกเข้าที่ท้องอาจทำให้บางส่วนในร่างกายเขาหัก?
เธอมีข้อสงสัยอยากจะเอ่ยถามอยู่สองข้อ แต่เหยียนป๋อชวนกลับหันไปจับโจวจินหนานก่อนจะชกเขาเข้าอีกครั้ง
โจวจินหนานยังคงนิ่งไม่หลบหลีกเช่นเดิม ก่อนจะรับหมัดที่สองประทับเข้าบริเวณท้องเต็ม ๆ
หัวใจของสวี่ชิงแทบหยุดเต้น เสียงหมัดกระทบเข้ากับท้องนั้นทำให้เธอยิ่งเจ็บปวด แล้วโจวจินหนานก็เอาแต่ยืนนิ่งไม่ไหวติง
ก่อนที่เธอจะรีบเข้าไปประคองแขนของโจวจินหนานขึ้นมาอย่างไม่ต้องคิด “อย่าทำเขา อย่าทำเขาเลยค่ะ!”
ด้วยความกลัวว่าตนเองจะทำร้ายสวี่ชิงโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาจึงยอมหยุดและใช้ความอดทนอดกลั้นโดยการจ้องมองโจวจินหนานด้วยน้ำตาคลอเบ้า
หลังจากทราบว่าสวี่ชิงเป็นลูกสาวของตน เขาก็รีบขึ้นเครื่องบินเพื่อมุ่งหน้าตรงมายังเมืองหลวงของจังหวัด เขาถึงที่หมายในตอนกลางคืนแล้วไปหาเหยียนจี้ชวน ก่อนจะทราบความจริงทั้งหมดที่โจวจินหนานได้กระทำกับสวี่ชิง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากได้ยินว่าสวี่ชิงถูกข่มขืนก่อนแล้วจึงแต่งงาน ถึงแม้บุคคลนั้นจะเป็นคนเดียวกับที่ทำเรื่องนั้น แต่แบบนี้มันสมควรแล้วหรือ?
สาวน้อยต้องเผชิญกับคำครหานินทามากมายขนาดไหนกว่าเธอจะกล้าออกมาเผชิญหน้ากับโลกภายนอก
แต่ถึงอย่างนั้นเขากลับเกลียดตัวเองมากกว่าที่ไม่สามารถสืบหาตัวลูกสาวของตนให้เร็วกว่านี้ได้ ถ้าเขาเร็วกว่านี้ สวี่ชิงอาจไม่ต้องเจ็บปวดกับเรื่องคับข้องใจเช่นนั้น
ยิ่งคิดมากก็ยิ่งเป็นทุกข์มากขึ้นเท่านั้น และแทบอดใจไม่ไหวที่จะฆ่าโจวจินหนานให้สิ้นใจต่อหน้าต่อตาตนเอง
เหยียนป๋อชวนสงบ เมื่อดวงตาสบเข้ากับใบหน้าของสวี่ชิง ความรู้สึกเศร้าโศกก็ก่อกุมเข้าในใจก่อนจะมีน้ำตาเอ่อล้นออกมา “ชิงชิง ขอโทษนะ”
ขอโทษที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของเธอ
ขอโทษที่ในยามลูกทุกข์ใจ พ่อไม่เคยรับรู้
ขอโทษที่ตอนลูกโดนรังแก แต่พ่อกลับปกป้องไม่ได้
ทั้งที่รู้ว่าตนเองพูดคำว่าขอโทษมากเกินไป แต่เขากลับคิดอะไรไม่ออกนอกจากพูดขอโทษวนไปเรื่อย ๆ
ในใจของสวี่ชิงราวกับถูกเข็มทิ่มแทง เมื่อมองไปที่เหยียนป๋อชวนก็รู้สึกทั้งอึดอัดและเจ็บปวด ร่างกายของเขาดูโทรมมากแต่ถึงกระนั้นก็ยังดูดีมาก แข็งแกร่งตั้งตรงราวกับต้นสนเขียวขจี
เมื่อมองเห็นว่าคนตรงหน้าเศร้าใจเพียงใด สวี่ชิงเองก็เริ่มหวั่นไหว พลันน้ำตาไหลออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “ฉันไม่โทษคุณหรอกค่ะ”
น้ำตาของเหยียนป๋อชวนเอ่อล้นออกมา “ขอโทษจริง ๆ …พ่อไม่เคยรู้มาก่อนว่าแม่ตั้งท้องและมีลูก พ่อไม่รู้ว่าลูกอยู่ที่นี่”
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น หากไม่ใช่เพราะสติสัมปัชชัญญะที่ควบคุมพฤติกรรมอยู่ เขาคงร้องมากกว่านี้เป็นแน่
น้ำตาของสวี่ชิงก็หลั่งไหลออกมาไม่แพ้กัน
โจวจินหนานโอบไหล่ของสวี่ชิงเป็นการปลอบ “กลับบ้านกันก่อนเถอะ”
สวี่ชิงเริ่มคิดได้ว่าตรงนี้ไม่เหมาะจะเป็นสถานที่พูดคุย ขณะที่กำลังจะเอ่ยปาก เหยียนจี้ชวนก็ได้ขับรถเข้ามาจอดข้าง ๆ เหยียนป๋อชวน มองมาที่ทั้งสามก่อนจะตะโกน “พี่ชาย ชิงชิง ขึ้นรถเร็ว”
เขาเชื้อเชิญเพียงสวี่ชิงและเหยียนป๋อชวน แต่กลับเพิกเฉยต่อโจวจินหนาน
เหยียนป๋อชวนเปิดประตูรถด้านหลังเพื่อให้ชิงชิงได้ขึ้นไปบนรถ ก่อนที่ตัวเขาเองจะเข้าไปนั่งติดกับสวี่ชิง
เมื่อเหยียนจี้ชวนเหยียบคันเร่งเพื่อให้รถออกตัว สวี่ชิงก็รีบตะโกนขึ้น “โจวจินหนานยังไม่ได้ขึ้นรถ! จอดก่อน!”
เหยียนจี้ชวนแค่นหัวเราะ “ให้มันกลับไปเองเถอะ!”
สวี่ชิงหันกลับไปมองทางหน้าต่างด้านหลังด้วยความกระวนกระวายใจก่อนจะเห็นโจวจินหนานโบกมือกลับมาให้ เขาค่อย ๆ นั่งลงด้วยความเศร้าใจ
หลังจากอยู่บนรถมาเป็นเวลานาน เหยียนป๋อชวนหันมองใบหน้าของสวี่ชิง ก่อนที่ดวงตาที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาของเขาจะแปรเปลี่ยนเป็นฉายแววดีใจ ด้วยความไม่รู้ว่าจะเอ่ยพูดสิ่งใด เขาจึงหยิบรูปออกมาจากกระเป๋าและส่งมันให้สวี่ชิง “นี่เป็นรูปของของแม่ เป็นรูปถ่ายใบเดียวที่เราถ่ายด้วยกัน”
เมื่อเห็นรูปถ่าย สวี่ชิงรู้สึกตกตะลึงอยู่สักครู่ก่อนจะคว้ามันไปถือไว้ รับรู้ได้เลยว่าสิ่งนี้ถูกเก็บรักษาเป็นอย่างดี
ใบหนึ่งเป็นภาพถ่ายเดี่ยวของเย่หนาน สวี่ชิงเคยเห็นรูปนี้มาก่อน แม่ใส่ชุดประจำเผ่า ส่วนอีกภาพเป็นภาพถ่ายคู่ของเย่หนานและเหยียนป๋อชวน
จากในภาพรู้ได้ทันทีว่า ณ ตอนนั้นเหยียนป๋อชวนยังเยาว์วัยและยังไม่มีความสง่าเหมือนเช่นตอนนี้ แววตาเป็นประกายของเขากับเย่หนานที่อิงซบไหล่อยู่ข้างกายเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุข
ดวงตาของสวี่ชิงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำอย่างช่วยไม่ได้ พวกเขาเคยรักกันเมื่อครั้งยังเยาว์วัย และมันเปี่ยมไปด้วยความสุข
เหยียนป๋อชวนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “ตอนนั้นพ่อมีภารกิจที่ต้องออกไปทำ แต่พอกลับมาถึงบ้านก็ไม่พบแม่แล้ว ใช้เวลาอยู่ครึ่งปีในการหาตัวหล่อนจากหมู่บ้านระแวกใกล้คียงทั้งหมด จนกระทั่งมีคนบอกว่าหล่อนออกไปพร้อมกับชายหนุ่มอีกคน แต่พ่อไม่เชื่อ”
นั่นเป็นเพราะเขาไม่เชื่อ
เป็นเวลาหลายปี ความคิดถึงก่อตัวขึ้นจนแทบบ้าคลั่ง และในบางครั้งกลับรู้สึกเกลียดหล่อนเข้าไส้
สวี่ชิงใช้มือปาดน้ำตาอยู่เงียบ ๆ “สวี่จื้อกั๋วบอกว่าหล่อนป่วยหนักตอนที่ตั้งท้องฉัน ต้องมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นแน่”
เหยียนป๋อชวนส่ายศีรษะปฏิเสธ “พ่อตามสืบมานาน แต่ไม่เคยได้ยินเรื่องอาการป่วยของแม่ในช่วงที่ตั้งท้องเลย อาจจะจงใจปกปิดข่าว”
กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่แล้ว
เหยียนจี้ชวนที่กำลังขับรถก็รับฟังบทสนทนาของสองพ่อลูกเช่นกัน เขาไม่เคยเห็นพี่ชายของตนแสดงอารมณ์ออกมามากมายเช่นนี้มาก่อน อีกทั้งไม่ได้คาดคิดว่าเรื่องราวความรักของเขาจะลึกซึ้งถึงขั้นนี้
และภาพสองใบนี้ เขาก็ไม่เคยเห็นมาก่อน
ทำให้ความอยากรู้อยากเห็นเพิ่มมากขึ้น
สวี่ชิงพาเหยียนป๋อชวนกลับไปที่บ้านด้วยน้ำตาที่เอ่อล้นเต็มดวงตา ก่อนจะพบเข้ากับเฟิงซูฮวาที่กำลังนั่งถักเชือกป่านบนเก้าอี้หวาย
เหยียนป๋อชวนเดินตรงเข้าไปหาเฟิงซูฮวา “ผู้อาวุโส ขอบคุณมากครับ”
ขณะที่เขาพูดนั้น ขาข้างหนึ่งก็งอลงจนกลายเป็นอยู่ในท่าคุกเข่าลงหนึ่งข้าง หัวใจสวี่ชิงเต้นแรงมากขึ้นด้วยความตกใจ
เฟิงซูฮวาจ้องมองเหยียนป๋อชวนโดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดสักคำ นั่นทำให้ผู้คนรอบข้างสงสัยว่าภายในใจนางคิดสิ่งใดอยู่กันแน่ จากนั้นไม่นานนางจึงพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ลุกขึ้นเถอะ ฉันไม่ได้เป็นคนเลี้ยงดูชิงชิงมาสักหน่อย คุณไม่ต้องรู้สึกขอบคุณสิ่งใดเลย ฉันสิต้องขอบคุณชิงชิงที่อย่างน้อยก็ยังได้มีที่อยู่อาศัยในบั้นปลายชีวิต”
สวี่ชิงไม่รู้ว่าเธอคิดมากเกินไปหรือไม่ หรือคำพูดของคุณย่าจะมีความหมายบางอย่างแอบแฝงอยู่
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
ได้เจอพ่อแล้วนะชิงชิง
คุณย่าฟางกำลังส่งคำใบ้อะไรเหรอ
ไหหม่า(海馬)