เกิดใหม่เป็นภรรยาสุดโหดยุค 80 - บทที่ 221 ไม่สงสัยหรือว่าพ่อเธอเป็นคนแบบไหน
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่เป็นภรรยาสุดโหดยุค 80
- บทที่ 221 ไม่สงสัยหรือว่าพ่อเธอเป็นคนแบบไหน
บทที่ 221 ไม่สงสัยหรือว่าพ่อเธอเป็นคนแบบไหน?
สวี่ชิงจ้องมองโจวจินหนานด้วยความประหลาดใจ เธอไม่รู้ว่าหน่วยงานรัฐบางแห่งสามารถตรวจดีเอ็นเอได้หรือไม่ แต่เอกชนคงไม่มีแน่นอน อย่างน้อยโรงพยาบาลทุกแห่งในเมืองหลวงของจังหวัดก็อาจทำได้
ดังนั้น หากต้องการทราบว่าเป็นเชื้อสายเดียวกันหรือไม่ ควรจะพิจารณาจากรูปลักษณ์หรือจุดสังเกตเช่นปานเป็นหลัก หรืออ้างอิงจากการนับวันเดือนปีเกิด
แต่ในวันที่เหยียนป๋อชวนมาหา เขากลับถามเพียงวันเกิดอย่างเดียว จากนั้นก็ไม่พูดสิ่งใดอีกเลย
โจวจินหนานอธิบายถึงสิ่งที่วิเคราะห์กันได้ให้สวี่ชิงฟังอย่างละเอียด “ถ้าคุณเป็นลูกของคนอื่น แม่ของคุณคงไม่ไปเมืองหลวงจังหวัดกับสวี่จื้อกั๋วเพื่อตามหาใครสักคนหรอก แม้ท่านจะไม่ได้บอกว่าไปตามหาใคร แต่สามสิ่งที่คุณพูดถึงพุ่งตรงมาที่เหยียนป๋อชวนไม่มีผิด”
ดังนั้นหากสวี่จื้อกั๋วไม่คิดจะหักหาญน้ำใจขณะที่หล่อนกำลังตั้งท้อง หล่อนต้องรู้อย่างแน่นอนว่าเด็กในท้องเป็นลูกของใคร
การเดินทางมาที่เมืองหลวงจังหวัดโดยนำสัญลักษณ์พวกนี้มาด้วย ต้องเป็นการตามหาพ่อเด็กอย่างแน่นอน
ด้วยเหตุผลดังกล่าว เขาจึงไร้ข้อสงสัยเกี่ยวกับอดีตของสวี่ชิงโดยสิ้นเชิง
สวี่ชิงตกตะลึงไปชั่วครู่ เธอล้างหน้าแปรงฟันก่อนจะนั่งคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้นอยู่บนโต๊ะอาหารเช้าในขณะที่ถือถ้วยชามของตนเองไปด้วย ก่อนจะมองไปที่โจวจินหนาน “ครั้งก่อนที่เหยียนป๋อชวนมาหาและถามเกี่ยวกับวันเดือนปีเกิดของฉัน ฉันเองก็สงสัยว่าตัวฉันเองคงเป็นลูกของเขาเหมือนกัน”
โจวจินหนานพยักหน้าเห็นด้วย “ต้องเป็นแบบนั้นแน่ แต่อาจมีเหตุผลอื่นแอบแฝง เราจะประมาทไม่ได้”
เดือนมีนาคมอธิกสุรทินของปฏิทินจันทรคติจะนำมาเทียบกับเดือนมีนาคมของปฏิทินสุริยคติในปีต่อ ๆ ไป ซึ่งจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดจะถูกตัดออก ซึ่งจะทำให้นับจำนวนได้ไม่เต็มทั้งปี
จากการคำนวณลำดับวันที่ของเหยียนป๋อชวนแล้ว เขาจะไม่มีวันได้พบลูกของตัวเองแน่นอน
สวี่ชิงถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “สวี่จื้อกั๋วเคยบอกว่าแม่ของฉันได้รับบาดเจ็บ ทำไมหล่อนถึงได้รับบาดเจ็บขณะตั้งท้องฉัน? แล้วตอนนี้แม่อยู่ที่ไหน?”
นอกจากนี้เธอยังไม่เคยพบความสุขหรือความยินดีจากใจของพ่อเลย มีแต่ความรู้สึกอึดอัดและหนักอึ้งภายในจิตใจ
เฟิงซูฮวาได้ยินสิ่งที่เธอพูดจึงหันไปเกลี้ยกล่อมสวี่ชิง “พูดจาแบบนี้ไม่ดีเลยนะ แม่ของหลานเคยพูดไว้ว่าหล่อนจะอยู่ที่นั่นเสมอ ตราบใดที่ยังวนเวียนอยู่ในชีวิต จะพานพบประสบเจอกันเสมอ ทั้งหมดมันเป็นเรื่องของเวลา”
สวี่ชิงคิดถึงเรื่องนี้เช่นกัน เมื่อเทียบกับอดีตชาติของเธอแล้ว เธอไม่รู้ว่าแม่ยังมีชีวิตอยู่จนกระทั่งเสียชีวิต ไม่เคยได้รับรู้เกี่ยวกับชีวิตในอดีตมาก่อน แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือทุกคน ณ ตอนนี้ยังอยู่ด้วยกัน
ตราบใดที่มีกันและกัน และสามารถพบเจอกันได้ในช่วงชีวิตนี้ นั่นเท่ากับว่าหัวใจที่บอบช้ำได้รับการเยียวยาแล้วไม่ใช่หรือ?
เมื่อนึกถึงเรื่องนั้น เธอก็รู้สึกดีขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะหันไปเร่งโจวจินหนาน: “ไปกินข้าวกันเถอะค่ะ พอเจิ้งหัวกับคนอื่น ๆ มารับของ เราจะได้ไปมหาวิทยาลัยประจำจังหวัด”
เฟิงซูฮวาหัวเราะ “หลานบอกว่าตัวเองเป็นคนใจกว้าง ย่าก็เห็นว่ามันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ แล้วหลานไม่อยากรู้บ้างหรือว่าพ่อของหลานเป็นคนแบบไหน?”
หลังจากพูดจบนางก็ถามโจวจินหนาน: “เขามีลูกหรือครอบครัวไหม?”
โจวจินหนานส่ายศีรษะปฎิเสธ “โสดมาตลอดเลยครับ”
ก่อนหน้านี้ก็คิดว่าเป็นเพราะไม่มีเวลาจากการทำงานอย่างหนัก แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าสาเหตุที่แท้จริงแล้วนั้นมาจากเย่หนานที่ทำให้เขาครองชีวิตเป็นโสดมาโดยตลอด
เฟิงซูฮวากล่าวอย่างโล่งใจ “ดีแล้ว ช่างดีจริง ๆ ตอนแรกย่าเกรงว่าเขาจะมีครอบครัวใหม่ไปแล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้นการกลับไปหาเขาที่นั่นคงทำให้หลานอึดอัดใจน่าดู”
สวี่ชิงส่งเสียงหัวเราะออกมา “ฉันไม่ใช่เด็กแล้วนะคะ โตมาก ๆ ด้วย อีกอย่างฉันไม่ได้ดูน่าสงสารขนาดนั้นสักหน่อย แม่ฉันต่างหากที่ดูน่าสงสาร”
เฟิงซูฮวาถอนหายใจออกมา “ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดีจังเลยนะ”
ในเรื่องของการยอมรับสายเลือด อันที่จริงสวี่ชิงไม่ได้เข้มแข็งพอที่จะยอมรับได้ขนาดนั้น แต่มันทำให้เธอได้รับรู้เกี่ยวกับภูมิหลังในอดีต
หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จ ผางเจิ้งหัวและหู่จือก็เดินทางมาถึงพอดี หลังจากนั้นสวี่ชิงกับโจวจินหนานก็ได้ขึ้นรถประจำทางเพื่อไปยังบ้านของตระกูลโจว
ระหว่างทางสวี่ชิงมีความกังวลใจเล็กน้อย “จะบอกทุกคนเรื่องของเหยียนเฉียวอวี้ไหมคะ? พี่ว่าคุณปู่รู้เรื่องหรือยัง?”
ใบหน้าของโจวจินหนานเริ่มเคร่งเครียด “สิ่งที่ต้องพูดก็คือ แรงจูงใจในการฆ่าของเหยียนเฉียวอวี้”
สวี่ชิงจินตนาการไม่ค่อยออกเลยว่าจะเป็นเช่นไรหากครอบครัวของเขาทราบเรื่อง
เมื่อเดินทางมาถึงบ้านตระกูลโจว ก็พบว่าโจวลี่หงได้อยู่ที่นั่นโดยมีผ้าสีขาวถูกสวมใส่อยู่บนศีรษะ หล่อนเอนกายลงบนโซฟาด้วยอาการหอบเหนื่อยจากการร้องไห้มาเป็นเวลานาน หลิวเหวินผิงลูกสาวของหล่อนก็นั่งร้องไห้อยู่ข้างกัน
โจวลี่หงร้องไห้ออกมา ก่อนจะเอ่ยปากบ่นว่าเรื่องใหญ่เช่นนี้เหตุใดจึงไม่มีใครบอกหล่อน ถึงแม้หล่อนจะอยู่ในชนบทห่างไกล แต่ถึงอย่างไรแจ้งข่าวให้หล่อนทราบสักหน่อยก็ยังได้
เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นนั้นทำให้ผู้คนเริ่มขนลุกซู่
เมื่อเห็นภาพนั้น สวี่ชิงจึงทราบได้ทันทีว่าทุกคนยังไม่รู้ความจริง เธอจึงเดินตามโจวจินหนานเข้าไปยังห้องนั่งเล่น
โจวเฉิงเหวินก็อยู่ที่นั่นเช่นกัน เมื่อเขามองเห็นทั้งคู่ก็รีบลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว “จินหนาน ชิงชิง นั่งลงก่อนเถอะ”
โจวคังอันโบกมือทักทายทั้งคู่ ก่อนทำท่าจะนั่งลง ท่าทางของเขาดูเหนื่อยเล็กน้อยประกอบกับสีหน้าของเขาที่ทำให้รู้ว่าไม่สบอารมณ์สักเท่าไร
อีกด้านหนึ่งตรงมุมห้อง ซูฮุ่ยหรูนั่งอยู่ตรงนั้นด้วยใบหน้าซีดเซียว แววสดใสทั้งหมดจางหายไปจากใบหน้า ไม่ตอบสนองใด ๆ เมื่อเห็นโจวจินหนานกับสวี่ชิงเดินเข้ามา
หล่อนดูเหม่อลอย เนื่องจากเหยียนเฉียวอวี้และโจวเฉิงเฉียนถูกจับไป
เรื่องนี้ทำให้หล่อนอยู่ไม่สุขนัก เนื่องจากกลัวว่าโจวเฉิงเฉียนและหล่อนคนนั้นจะไม่อาจเก็บกุมความลับของหล่อนได้
สวี่ชิงตั้งใจจ้องมองไปที่ซูฮุ่ยหรู รู้สึกถึงจิตใจอันว้าวุ่นนั้นได้ในทันที
แต่เดิมเหตุการณ์นี้ถูกเก็บเป็นความลับมาโดยตลอด พร้อมที่จะสร้างความเสียหายราวกับถือระเบิดเวลาอยู่ในมือได้ทุกเมื่อ
หลังจากโจวจินหนานทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ โจวลี่หงก็จ้องมองมาที่สวี่ชิงทันที สายตาไล่ไปตามผิวกายของเธอซึ่งอ่อนนุ่มและเปล่งประกาย รับรู้ได้ว่าบุคลนี้ได้รับการเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี แล้วอยู่ ๆ หล่อนก็ร้องไห้ออกมาอีกครั้ง“จินหนานเธอมีภรรยาแล้วจริง ๆ ด้วย ลืมบ้านตัวเองไปแล้วมั้ง คุณย่าก็ไม่อยู่แล้วเธอไม่เสียใจบ้างหรอ? ทำไมให้สวี่ชิงสวมเสื้อผ้าสีสันสดใสเช่นนั้น”
สวี่ชิงก้มลงมองเสื้อผ้าที่ตัวเองสวมใส่ เสื้อแขนยาวสีน้ำทะเลและสีขาว ประกอบกับเสื้อคลุมขนแกะสีกากี มันสดใสตรงไหนกัน?
เธอไม่อยากต่อปากต่อคำด้วย เพราะหล่อนไม่ใช่คนสำคัญอะไร
โจวจินหนานจ้องมองโจวลี่หงด้วยสายตาเย็นชา “ในเมื่อรู้กฎแล้ว ทำไมอาสะใภ้จึงสวมถุงเท้าสีแดงอยู่ล่ะครับ?”
สวี่ชิงมองไล่ระดับลงไปก่อนจะพบว่าโจวลี่หงสวมถุงเท้าสีแดงอยู่จริง เพราะตอนที่หล่อนนั่งลง ขากางเกงได้ถกขึ้นมา ทำให้ถุงเท้าสีแดงสดปรากฎออกมาอย่างชัดเจน
สวี่ชิงต้องพยายามกลั้นหัวเราะแทบตาย เมื่อใดก็ตามที่โจวจินหนานเอ่ยปากปกป้องเธอ เขาจะกลายเป็นอีกคนที่ชอบเหน็บแนมตลอดเลย
โจวลี่หงเงียบปากลงทันที หล่อนซื้อถุงเท้าสีแดงสดมาไม่กี่คู่เมื่อวันเกิดครบรอบสามสิบหกปีของตน หวังให้เป็นสิริมงคลในการเหยียบย่ำผู้น้อยกว่า แต่โจวจินหนานยังสามารถสังเกตเห็นมันได้
โจวคังอันขมวดคิ้วไม่พอใจก่อนจะชำเลืองมองไปที่โจวลี่หง “เอาเถอะ ที่ไม่ได้แจ้งข่าวให้แกทราบเรื่องแม่แกเสีย หนึ่งเป็นเพราะแกอยู่ไกล จึงกลัวว่าแกจะกลับมาไม่ได้ สองคือมีเรื่องต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายทุกคนจึงยุ่งวุ่นวาย”
โจวลี่หงรู้ข่าวว่าพี่ชายคนโตและพี่สะใภ้ได้เข้าไปพบกับแม่ก่อนจะสิ้นใจ จึงอยากถามว่าได้พูดคุยสิ่งใด แต่เมื่อเห็นใบหน้าเย็นชาของจินหนาน หล่อนจึงไม่กล้าเอ่ยปาก
โจวเฉิงเหวินเหมือนจะทราบดีว่าหากโจวจินหนานไม่มีเรื่องอะไรเขาไม่มีทางกลับมาที่บ้านอย่างแน่นอน เขาจึงเอ่ยถาม “จินหนาน แกมีธุระอะไรหรือเปล่า?”
โจวจินหนานพยักหน้าลงเล็กน้อย “เมื่อวานตำรวจมาหาผมที่บ้าน บอกว่าเหยียนเฉียวอวี้ยอมรับสารภาพเรื่องคดีฆาตกรรมของคุณย่าแล้ว ผมแค่มาเตือนล่วงหน้า เพื่อให้พวกคุณทำใจรับเรื่องทั้งหมด”
โจวคังอันยืดตัวขึ้นทันที “เพราะอะไร ทำไมหล่อนถึงลงมือฆ่าคุณย่าแก?”
ซูฮุ่ยหรูกระวนกระวายใจ จ้องมองไปยังโจวจินหนานอย่างไม่ลดละ ภายในใจเริ่มกลัวว่าเขาจะรู้เรื่องอะไรสักอย่างเหมือนกับที่หล่อนคาดคิดไว้ในใจ
โจวจินหนานขบเม้มริมฝีปากก่อนจะมองไปรอบ ๆ จนสายตาของเขาสบเข้ากับสายตาของซูฮุ่ยหรู “คืนก่อน เหยียนเฉียวอวี้เห็นใครคนหนึ่งกับโจวเฉิงเฉียนมีปากเสียงกัน ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่คุณย่าที่เพิ่งฟื้นดันมาเห็นเข้าพอดี ท่านจึงเข้าไปห้าม สองคนนั้นจึงพลั้งมือฆ่าท่านโดยไม่ได้ตั้งใจ”
หลังจากพูดจบ เขาก็หยุดไปชั่วขณะก่อนจะจ้องมองไปที่ซูฮุ่ยหรูด้วยแววตาคาดคั้นคำตอบ “บอกผมได้ไหมว่าคุณทะเลาะกับโจวเฉิงเฉียนเรื่องอะไร?”
………………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
ความลับแตกแล้ว เอาไงดีคุณแม่ จะแถต่อยังไงดี
ไหหม่า(海馬)