เกิดใหม่เป็นภรรยาสุดโหดยุค 80 - บทที่ 218 ของที่ระลึก
บทที่ 218 ของที่ระลึก
สวี่ชิงมองสวี่จื้อกั๋วแล้วก็มองไปที่กระเป๋าสีดำในมือของเขา ดูเหมือนเขาจะมีของมาให้เธอแล้ว
เธอจึงเร่งฝีเท้าเดินไปตรงหน้าสวี่จื้อกั๋ว “คุณมาฉันเหรอคะ”
สวี่จื้อกั๋วเห็นสวี่ชิงก็พยักหน้าอย่างฝืน ๆ “ฉันยังมีของที่แม่เธอเหลือเอาไว้นิดหน่อย เลยจะเอามาให้”
สวี่ชิงแบมือ “งั้นก็ส่งมาให้ฉันเถอะค่ะ”
สวี่จื้อกั๋วลังเลพักหนึ่ง แล้วมองร้านอาหารที่อยู่ด้านหลังสวี่ชิง “เธอให้ข้าวฉันสักถ้วยหนึ่งได้ไหม”
แม้เขาจะไม่ได้ถูกปลดออกจากตำแหน่งงาน แต่ก็เหมือนกับไม่มีงานทำแล้ว สองสามวันนี้เขาไม่ได้กลับบ้าน เงินที่มีติดตัวก็เอาไปซื้อเหล้า รู้สึกเหมือนนานแล้วที่ตัวเองไม่ได้กินข้าวอิ่มท้อง
สวี่ชิงเงียบสักพัก “ให้ของแล้วคุณก็รอฉันตรงนี้ก่อน ฉันจะให้คนเอาข้าวออกมาส่งให้คุณ”
สวี่จื้อกั๋วรีบส่งกระเป๋าให้สวี่ชิง มองสวี่ชิงที่เข้าไปในร้านอาหารตาละห้อย ไม่นานชายหนุ่มรูปร่างแข็งแรงก็เดินออกมา ถือข้าวเต็มชาม บนสุดยังใส่หมูตุ๋นน้ำแดงสีสวยอยู่เต็ม
สวี่จื้อกั๋วตะลึงงัน คิดไม่ถึงว่าสวี่ชิงจะให้เขามากมายขนาดนี้ เขานั่งย่องกับพื้นโดยไม่รักษาภาพลักษณ์แล้วกินอย่างมูมมามทันที
สวี่ชิงมองลอดหน้าต่างออกไปมองเงียบ ๆ ครู่หนึ่ง ก็หามุมหนึ่งนั่งแล้วเปิดกระเป๋าหนังสีดำ ภายในมีขลุ่ยที่ดูแปลกตานิดหน่อยอันหนึ่ง ยังมีตราห้าดาวอันหนึ่ง กับกริชหยกเล่มหนึ่ง
นอกจากสามสิ่งนี้ ก็ไม่มีของอะไรอีก
แม้แต่ข้อความสักตัวยังไม่มี สวี่ชิงยิ่งจับต้นชนปลายไม่ถูก
เธอจับดาวห้าแฉกขึ้นมา นี่น่าจะเป็นของของพ่อเธอ กริชกับขลุ่ยก็น่าจะใช่ด้วยเช่นกัน
มองสักพักก็หยิบขลุ่ยขึ้นมาดู ตัวขลุ่ยเป็นสีดำราวขนอีกา ด้านบนยังแกะสลักมังกรกับหงส์ดูราวกับมีชีวิต ด้านล่างยังสลักอักษรจ้วนจื้อ*เล็ก ๆ ห้าตัว ซึ่งเลือนรางจนมองไม่ชัดแล้ว หนึ่งคำสุดท้ายที่มองเห็นก็คือคำว่า สาม
* จ้วนจื้อ ตัวหนังสือจีนโบราณที่พบบ่อยในการสลักตรา
สวี่ชิงทำความเข้าใจสักพัก ก็ยังไม่รู้ว่าอักษรห้าตัวนั้นคืออะไร และอะไรคือสาม
เก็บขลุ่ยแล้วก็หยิบกริชขึ้นมาอีก ด้านบนก็ไม่เขียนอะไรเช่นกัน
ทอดถอนหายใจอยู่ในใจ ของสามอย่างนี้ นอกเสียจากต่อมาโลกอินเตอร์เน็ตพัฒนาแล้วเอาไปลงค่อยหาให้ช่วยหาได้ง่ายขึ้นหน่อย ตอนนี้เกรงว่าระดับจะยากไปเสียหน่อย
เธอนำของทั้งหมดไปเก็บแล้วลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง ก็เห็นสวี่จื้อกั๋วยังคงกินข้าวอย่างมูมมาม คิ้วก็ขมวดนิด ๆ
ผางเจิ้งหัวเองก็เดินมาหา เขาพอจะรู้เรื่องที่บ้านของสวี่ชิงมาบ้าง จึงลังเลพักหนึ่ง “เธอทำแบบนี้กับเขามันดูไม่ดีเกินไปหรือเปล่า ต่อไปจะถูกคนกล่าวหาว่าอกตัญญูได้นะ”
สวี่ชิงเงียบพักหนึ่ง “ถ้าฉันใจอ่อน สุดท้ายคนที่เสียเปรียบที่สุดก็คือฉัน”
เธอเชื่อว่าถ้าเธอถอยก้าวหนึ่ง สวี่จื้อกั๋วก็จะเหมือนปลิงที่เข้ามาดูดเลือดเธอทันที ต่อไปก็จะกัดเธอไม่ปล่อย
ไม่รู้ว่าสวี่จื้อกั๋วจากไปตอนไหน ตอนจากไปยังเอาถ้วยเปล่าวางไว้ตรงขอบหน้าต่างด้วย
หลังยุ่งมาจนเกือบถึงสี่ทุ่ม พวกสวี่ชิงถึงค่อยเก็บทำความสะอาด ปิดร้านแล้วกลับบ้าน
เดิมทียังคิดจะให้ผางเจิ้งหัวไปส่งเธอกลับบ้าน ในใจยังแปลกใจว่าทำไมวันนี้โจวจินหนานถึงไม่มา
ตอนเรียกไป๋หลางให้เตรียมเดินทาง ไป๋หลางก็พุ่งตัววิ่งมาจากที่ไกล ๆ ด้วยความรวดเร็ว
สวี่ชิงมองผ่านไป๋หลางไปยังทางที่มันวิ่งมา ก็เห็นโจวจินหนานเดินออกมาจากเงามืดใต้ต้นไม้ ชัดครึ่งมืดครึ่ง อุณหภูมิรอบกายก็เหมือนจะลดต่ำลง
“เอาล่ะ มีคนมารับฉันแล้ว ผางเจิ้งหัว พวกนายกลับไปก่อนเถอะ”
สวี่ชิงหันไปพูดกับผางเจิ้งหัวสองสามคำ ก็ลากจักรยานเดินไปทางโจวจินหนาน
พอเดินมาตรงหน้าก็ยิ่งสัมผัสได้ว่าอารมณ์ของโจวจินหนานไม่สู้ดีนัก ราวกับกำลังอดกลั้น แฝงความโกรธอยู่บางเบา
มองเห็นสวี่ชิงเดินมาหยุดตรงหน้า ความโกรธก็หายไปเล็กน้อย แต่ริมฝีปากกลับยังคงเม้มแน่น
สวี่ชิงแปลกใจนิดหน่อย “เกิดเรื่องอะไรขึ้นคะ? คุณเหมือนเพิ่งโกรธอะไรมาเลย”
โจวจินหนานกดเสียงทุ้มต่ำ “ไม่มี ไปเถอะ กลับบ้านเรากัน”
สวี่ชิงปรายตามองเขาแวบหนึ่ง “โจวจินหนาน! ไหนคุณบอกว่าจะไม่โกหกฉันไง?”
โจวจินหนานเงียบไปครู่หนึ่ง “คำสารภาพของเหยียนเฉียวอวี้ออกมาแล้ว หล่อนสารภาพว่าเป็นคนลงมือฆ่าคุณย่าเอง”
สวี่ชิงไม่เข้าใจมาโดยตลอดว่าทำไมเหยียนเฉียวอวี้ต้องฆ่าเฉินหยิงด้วย
ไม่ใช่ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองดีมากมาตั้งแต่ต้นหรือ อีกทั้งเฉินหยิงยังไม่ใช่คนเห็นถูกเป็นผิดแบบนั้น ดังนั้นในตอนนั้นเธอถึงสงสัยซูฮุ่ยหรูกับโจวเฉิงเฉียน ไม่เคยคิดสงสัยเหยียนเฉียวอวี้เลย
“ทำไมหล่อนต้องทำแบบนั้นด้วย?”
โจวจินหนานยิ้มเยาะเย้ยเล็กน้อย “คืนวันนั้นคุณย่าตื่นขึ้นมา เหยียนเฉียวอวี้ที่รู้เรื่องราวของโจวเฉียนเฉิงกับแม่ของผมก็เลยจะโวยวายให้ทุกคนรู้ แต่ถูกคุณย่าขวางเอาไว้ ตอนทั้งสองคนทะเลาะกัน เหยียนเฉียวอวี้ก็บันดาลโทสะพลั้งมือบีบคอคุณย่าจนตาย”
เดิมทีคืนวันนั้นซูฮุ่ยหรูกับโจวเฉียนเฉิงมีปากเสียงกันใต้บันได ด้วยเรื่องที่เกี่ยวกับโจวจินซวน
โจวเฉียนเฉิงยังคงพูดไม่หยุดปากว่าโจวจินซวนเป็นลูกชายของเขาแล้วจะทำไม
ทำให้เหยียนเฉียวอวี้ที่ปวดท้องจนต้องกลับมาพักผ่อนที่บ้านได้ยินเข้าพอดี และตอนที่กำลังเตรียมจะก่อเรื่องกับคนทั้งสอง ก็ถูกเฉินหยิงดึงกลับมาที่ห้องผู้ป่วย
ซูฮุ่ยหรูกับโจวเฉิงเฉียนที่อยู่ด้านนอกก็กลัวว่าเสียงดังแล้วจะมีคนพบ ทั้งสองคนจึงลากถูลู่ถูกังกันไปทะเลาะใต้บันได คิดว่าเฉินหยิงไม่ฟื้นขึ้นมาก็น่าจะไม่เป็นไร
แต่ในห้องพักผู้ป่วย เฉิงหยิงเองก็ขอร้องเหยียนเฉียวอวี้ว่าอย่าได้แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป
เหยียนเฉียวอวี้มองเฉินหยิงอย่างคาดไม่ถึง “คุณย่ารู้อยู่แล้วเหรอคะ?”
เฉินหยิงยิ้มขมขื่น “แล้วมีวิธีแก้ไขไหมล่ะ เรื่องมันเกิดไปแล้ว พวกเรากลับไปแก้อะไรไม่ได้แล้ว แต่เราจะทำให้เด็ก ๆ ต้องอับอายตามไปด้วยไม่ได้ อีกอย่างทั้งสองคนก็ไม่ได้ไปมาหาสู่กันมาหลายปีแล้ว ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ต่อไปพวกเราจะเงยหน้ามองคนอื่นได้ยังไง”
เหยียนเฉียวอวี้ไม่สนใจ “หรือว่าเห็นฉันเท้าเปล่าไม่กลัวสวมรองเท้า คุณเลยกังวลว่าจะทำให้หน้าที่การงานในมหาวิทยาลัยของโจวเฉิงเหวินไม่ราบรื่น และก็กลัวว่าโจวจินหนานจะไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง? เรื่องพวกนี้มันไม่เกี่ยวอะไรกับฉันสักนิด ฉันต้องไปพูด ฉันต้องทำให้คนอื่นรู้ว่าตระกูลโจวของพวกคุณมันเน่าเฟะขนาดไหน”
เฉินหยิงกอดเหยียนเฉียวอวี้ไว้แน่นไม่ปล่อย ยื้อยุดฉุดกระชากกันสองคน เพื่อให้เฉิงหยิงปล่อยมือ เหยียนเฉียวอวี้จึงบีบคอของนาง
แต่กลับคิดไม่ถึงว่าเฉินหยิงจะมาตายแบบนี้
ด้วยความตกใจ สุดท้ายเหยียนเฉียวอวี้ก็รีบลากร่างของเฉินหยิงให้นอนราบกับเตียง แล้วจัดท่าทางของนางให้ดูเหมือนสลบไป จากนั้นก็แอบวิ่งกลับบ้าน ทำเหมือนกับว่าไม่เคยมา
เดิมทีการตรวจเวรของโรงพยาบาลก็หละหลวมอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่มีใครสังเกตเห็นหล่อนมาก่อน
จนกระทั่งโจวเฉิงเฉียนกับซูฮุ่ยหรูทะเลาะเสร็จและกลับมายังห้องผู้ป่วย พวกเขาก็ไม่พบความผิดปกติของเฉินหยิงตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ แต่พอคุณหมอเข้ามาตรวจในเช้าวันรุ่งขึ้น ถึงพบว่าหญิงชราไม่หายใจแล้ว
เดิมทีอาการของเฉิงหยิงก็ไม่สู้ดีอยู่แล้ว ดังนั้นทุกคนจึงคิดว่าเป็นการตายตามธรรมชาติ
สวี่ชิงฟังจบครึ่งค่อยวันก็ยังไม่ได้สติกลับมา คิดไม่ถึงว่าเฉินหยิงจะรู้เรื่องทุกอย่าง
แต่เพื่อไม่ให้ครอบครัวนี้บ้านแตกสาแหรกขาด นางจึงแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไร
โจวจินหนานพูดจบก็จับจักรยาน “กลับบ้านก่อนเถอะ พรุ่งนี้ผมน่าจะต้องกลับไปสักครั้ง”
สวี่ชิงพูดอืมคำหนึ่ง “ให้ฉันกลับไปกับคุณไหมคะ?”
โจวจินหนานคิดพักหนึ่ง “กลับไปด้วยกันเถอะ จัดการเรื่องราวเสร็จแล้วผมจะพาคุณไปที่หนึ่ง”
สวี่ชิงเองก็ไม่ถามว่าไปที่ไหน และคิดถึงของที่สวี่จื้อกั๋วเอามาให้ขึ้นได้ “วันนี้สวี่จื้อกั๋วมาหาฉันแล้วให้กระเป๋าใบหนึ่งกับฉัน น่าเสียดายที่ไม่มีเบาะแสอะไรเลย”
พูดอยู่ก็หยิบขลุ่ยออกมาให้โจวจินหนาน “ดูสิคะ เป็นขลุ่ยแบบนี้”
โจวจินหนานรับขลุ่ยมาด้วยความตกใจ อาศัยแสงที่ลอดผ่านความมืดมองอย่างละเอียด ขลุ่ยแบบนี้ เขาเคยเห็นอันหนึ่ง!
…………………………………………………………………………………………………………………………
สารจากผู้แปล
เอ้า คนที่ดูเหมือนไม่รู้กลับรู้ทุกอย่าง แล้วก็โดนฆ่าปิดปากไปแล้ว
ขลุ่ยนี่น่าจะเกี่ยวกับทางครอบครัวพี่หนานไหมนะ
ไหหม่า(海馬)